ครั้งแรกตั้งใจว่า จะมาเล่าประสบการณ์ตัวเองให้ฟัง
เดือนละครั้ง
แต่แล้วก็ทำไม่ได้ เราไม่อ้างเหตุผลให้ระคายหูกับผู้มีปัญญา
ต่อไปนี้จึงตั้งใจว่า จะมาเล่าประสบการณ์ทางธรรม แบบตามสะดวก
เคยมีเพื่อนฝูงมาอ่านพบ แล้วถามว่า
เขียนเล่าอะไรจิปาถะอย่างนี้แล้ว ชีวิตเรามันได้อะไรขึ้นมา
ก็บอกเพื่อนไปว่า เรามาอยู่ตรงนี้ เพื่อ ทำบุญ
เพราะเราเคยอ่านพบในหนังสือ ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว แต่จำเนื้อความได้
เราจะลำดับบุญสูงสุดถึงต่ำสุดเมื่อปฏิบัติธรรม

1.ห่มผ้าพระบรมธาตุเจดีย์
2.การถวายพวงมาลัยดอกมะลิต่อพระบรมธาตุเจดีย์
3.การสอนธรรมะ
4.การถวายสังฆทานภัต
5.อภัยทาน
6.ตักบาตรกับพระภิกษุ
7.ให้ทานกับคนยากไร้

แต่เราจะขอเสริมไว้ตรงนี้เป็นข้อคิด

ถ้าใครเพียรพยายามนั่งสมาธิ หรือ ฌาน จนได้ระดับ อัปปนาสมาธิ หรือ ฌาน 4
จะได้บุญและบารมีมากกว่า ทั้ง 7 ข้อข้างต้น
พระอาจารย์(ทางใน)ของเราบอกทางนิมิต
ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อเราก็ได้ ไม่ว่ากัน


1
เราถามตัวเองหลายครั้งกับเนื้อหาข้างล่างนี้
ความกังวลใจมีในทุกรูปทุกนามเฉพาะบางเรื่อง
เราเป็นปุถุชนธรรมดา ไม่ได้บรรลุมรรคผลใดใด
ทุกข้อความเป็นเพียงความคิดอันเนื่องจากความจำ
จากหลวงพ่อองค์นั้น องค์โน้น องค์นี้
นำมาคลุกเคล้าให้สอดคล้องกับความคิดของเรา
จุดประสงค์เพื่อเป็นบทเรียนใช้สอนตนเอง
ไม่ได้เป็นผู้วิเศษวิโสอันใด

2
วันนี้เราขอทำหน้าที่ ให้ธรรมะเป็นทาน
ในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ยังอ่อนด้อยพุทธธรรม
และเป็นคนปฏิบัติศีล 5 ยังไม่ละเอียดดีนัก
ส่วนที่ละเอียดแล้วในใจตนคือ
ไม่คิดลักขโมย ไม่คิดลักทรัพย์ใคร
ไม่คิดล่วงเกินลูก, เมียของใคร
ไม่พูดเท็จในทุกกรณี
ไม่ดื่มเครื่องมึนเมาใดใด

3
องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดได้มาจากครูอาจารย์หลายท่าน
สำหรับบรมครูของเราคือ พระพุทธเจ้า
ส่วนพระธรรมที่ได้รับ มาจากหนังสือ
พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล 91 เล่ม
พระอริยสงฆ์ที่เราเคารพนับถือ
สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี(พระอาจารย์ทางในของเรา)
พุทธทาส อินทปัญโญ
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโณ

4
มีอยู่ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ได้สั่งผ่านทางนิมิต
ให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด
ถ้าไม่ทำจะลงโทษถึงขั้นเดินไม่ได้
เราจึงต้องฝึกฝนเจริญสมาธิ ทุกเช้าและก่อนนอน
กระทั่งค่อนข้างมั่นคงในระดับ อุปจาระสมาธิ
ส่วนสูงสุดคืออัปปนาสมาธิ ถึงขั้นหูดับ นิ่งสงบนั้น
ทำได้เป็นครั้งคราว เอาแน่นอนไม่ได้
เช่นเดียวกับเรานั่งเข้าฌาน ได้ถึง ฌาน4
ทุกวันนี้เข้าแค่ ฌาน 2-3 เพื่อเจริญปัญญา หวังเข้าสู่หนทางพ้นทุกข์

5
ครูอาจารย์ระดับอริยสงฆ์บางองค์สอนว่า
ระดับอัปปนาสมาธิ จิตจะนิ่งสงบเฉยไม่รับรู้อะไร
แค่ได้อภิญญาเก่งอย่างนั้นอย่างนี้
มันเป็นสมาธิแบบหัวหลักหัวตอ
พอลืมตาตื่นมาอยู่ร่วมกับโลกธรรม 8
ก็ยังมีโลภ มีโกรธ มีหลง อยู่เช่นเดิม
จิตเราไม่ได้พัฒนาให้ดีขึ้นแต่อย่างใด
จึงเป็นสมาธิที่โง่ ไม่เกิดประโยชน์อันใด
สู้เจริญสมาธิให้ถึงอุปจาระสมาธิ
แล้วเจริญปัญญาต่อทันทียังให้ประโยชน์มากกว่า

6
ครั้งแรกเราไม่เชื่อ... ไม่ฟัง ดื้อขนาดหนัก
เพราะเราหลงเล่นในทางอภิญญาแล้ว
สนุกกับรู้เห็นเหตุการณ์ภาพในจิต
และสื่อสารทางจิตกับอาจารย์ได้
นานวันเข้ารู้สึกว่า ชีวิตเราไม่มีอะไรดีขึ้น
ความโลภ โกรธ หลง ยังมีเต็มเปี่ยม
แถมมีอัตตาตัวตนแข็งแรง จนเกือบเป็นอหังการ

7
เราปฏิบัติธรรมเช่นนี้นานร่วมสิบกว่าปี
แต่แก้กรรมตัวเองไม่ได้ ความทุกข์ยังสุมหัว
นึกถึงคำสอนของพระอริยสงฆ์หลายองค์แล้วหันมาตั้งสติพิจารณา
ในที่สุดจึงตัดสินใจเปลี่ยนความคิด
ลองมาใช้เจริญสมาธิ สลับกับ เจริญปัญญา คู่กันไป
เราพากเพียรทดลองด้วยตนเองมาสิบกว่าปีแล้ว
เพราะพระอาจารย์ของเรา สอนว่า
ไม่มีใครช่วยใครได้ ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง
จงเตือนตัวเองไว้เสมอๆ
ที่แต่ละคนต่างพากันตกทุกข์ได้ยากเดือดร้อนกัน เพราะหลงไปเดินตามก้นคนอื่น
ไม่หันมาดูจิตใจของตัวเอง จำไว้ คนจะดีจะชั่วก็ที่ใจของคนนั้น
ทุกอย่างในชีวิตของเราเกิดแต่ใจเราเอง อย่าไปพึ่งไปฟังคนอื่นมากนัก
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
“ตนแล เป็นที่พึ่งของตน”

8
จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี
มากระทั่งวันนี้ เราแน่ใจแล้ว
ว่าเราได้ค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเราแล้ว
จึงยึดหลักการนี้ฝึกจิตให้เกิดปัญญาและสมาธิ
เรายอมรับคำที่กล่าวว่า “ทางใครทางมัน”
จะมัวมานั่งเลียนแบบกันไม่ได้
แต่ละคน...ต้องค้นหาเส้นทางของตัวเองให้พบ
เพราะ “สันดานเราต่างกัน”

9
เราเปิดใจในครั้งนี้
ขอความกรุณาอย่าตีความว่าเราอวดโอ่
เราเองยังผลุบๆ โผล่ๆ ในทางธรรม
เขียนเพื่อบอกเล่าแก่ผู้ที่กำลังคลำหาหนทางธรรมอยู่
พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ผู้ซึ่งบรรลุแล้ว
ไม่สามารถยื่นมือมาช่วยเราได้


ถ้าเราไม่ช่วยตัวเองก่อน