การประชุมสำรวจและระดมความเห็น (Pre-Planning) โครงการพัฒนาผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยทักษิณ

สวัสดีครับชาว Blog

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2559 ผมและคณะได้ร่วมประชุมสำรวจและระดมความเห็น (Pre-Planning) เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับโครงการพัฒนาผู้นำและนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งมีแผนที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22 มกราคม - 25 พฤษภาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย ชำนิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นประธานในการประชุมฯ โดยมีท่านอาจารย์สายพิณ วิไลรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคล และอาจารย์อัมพา อาภรณ์ทิพย์ ที่ปรึกษางานด้านการพัฒนาบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล กรรมการของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และตัวแทนผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการอีกรวมกว่า 40 คน บรรยากาศของการประชุมในวันนี้ดีมากครับ ผมจึงนำภาพบรรยากาศ และสาระสำคัญของการประชุมมาแบ่งปันกับทุกท่านที่นี่เช่นเคยครับ

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูรายละเอียด

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1282693588422761

สรุปสาระสำคัญของการประชุมสำรวจและระดมความเห็น (Pre-Planning)

วันพุธที่ 6 มกราคม 2559 เวลา 09.00 – 12.00 น.

ณ ห้องประชุมทองหลาง 1 ชั้น 2 อาคาร 7 มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา

กล่าวต้อนรับและรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการฯ

โดย อาจารย์สายพิณ วิไลรัตน์

รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาองค์กรและทรัพยากรบุคคล มหาวิทยาลัยทักษิณ

  • สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยทักษิณได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 – 2567 ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในบริบทที่เปลี่ยนไป ในส่วนของการบริหารทรัพยากรบุคคลก็ได้จัดทำแผนฯ 10 ปี เพื่อรองรับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัยตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
  • แผนบริหารทรัพยากรบุคคลของมหาวิทยาลัยนั้นครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การวางแผนกำลังคน การสรรหา การคัดเลือก การเสริมสร้าง การปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ ที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและการเตรียมความพร้อมสำหรับบุคลากรด้านการบริการจัดการเพื่อให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพตามมาตรฐานสากลตามเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยได้กำหนดไว้
  • โครงการนี้เป็นโครงการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของผู้บริหารระดับสูง เป็นการเตรียมความสำหรับผู้นำและผู้บริหารสายคณาจารย์ ส่วนผู้บริหารสายสนับสนุนกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาหลักสูตร
  • ในการพัฒนาหลักสูตรเริ่มจากการศึกษาบริบทของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันและในอนาคต และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาของมหาวิทยาลัย รวมทั้งได้มีการศึกษาหลักสูตรในลักษณะเดียวกันทั้งในและต่างประเทศ แต่ความยากของการจัดหลักสูตรไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา เพราะเนื้อหาเราสามารถแสวงหาได้ แต่ความยากมี 2 เรื่อง คือ 1. รูปแบบหรือวิธีการเรียนรู้เนื่องจากได้รับโจทย์จากท่านอธิการบดีว่าไม่อยากได้วิทยากรมาบรรยายอย่างเดียว 2. การหาวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ตรงที่สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาในภาพรวมของหลักสูตรได้
  • ในการพัฒนาหลักสูตรและจัดทำร่างหลักสูตรขึ้นมาก็ได้เชิญคณบดีมาช่วยดูเนื้อหา เพื่อปรับปรุง และโชคดีได้เจอ Blog ของท่านอาจารย์จีระ ก็ได้เข้าไปศึกษาหลักสูตรและเห็นรูปแบบที่ชัดเจนในรูปแบบและวิธีการเรียนรู้ของท่าน เห็นว่าท่านได้จัดหลักสูตรให้แก่ผู้บริหารของ กฟผ. ต่อเนื่องมาถึง 11 ปี แล้ว และในช่วงที่ค้นคว้างข้อมูลท่านอาจารย์จีระกำลังจัดหลักสูตรพัฒนาบุคลากรให้แก่คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ด้วย ก็ได้ประสานขอข้อมูล ส่ง e- mail ถึงท่าน และขอความอนุเคราะห์ท่านอาจารย์จีระ ขออนุญาตท่านอธิการฯ และท่านคณบดีของคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. เข้าร่วมสังเกตการณ์ในกิจกรรมการเรียนรู้ที่ท่านจัดให้คณะแพทย์ฯ และกลับมานำเรียนให้ท่านอธิการทราบ ในที่สุดท่านอธิการเห็นชอบให้จัดทำหลักสูตรร่วมกับท่านอาจารย์จีระ โดยผ่านความเห็นชอบของกรรมการมหาวิทยาลัย จึงเป็นที่มาของหลักสูตรในวันนี้ที่เป็นความบังเอิญและเป็นความโชคดีของมหาวิทยาลัยทักษิณ
  • สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ ในครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ข้อ
  • เพื่อพัฒนาบุคลากรระดับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยทักษิณให้มีวิสัยทัศน์ มีภาวะผู้นำ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการทำงานเชิงรุกและเชิงบวก มีบุคลิกภาพที่ดี เป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพพร้อมที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) และมีแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่สร้างคุณค่า (Value) ให้แก่มหาวิทยาลัยฯ
  • เพื่อถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้ (Process of Learning) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ แก้ปัญหา และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมในการเรียนรู้และนำไปสู่การเป็นองค์การและสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยพัฒนาให้ไปสู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
  • เพื่อเปิดโลกทัศน์และมุมมองของผู้เข้าร่วมโครงการฯ ให้ได้รับความรู้ แนวคิด และกรณีศึกษาที่เป็นประโยชน์จากผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่เป็นที่ยอมรับ ในสังคมไทยซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคตได้
  • เพื่อพัฒนาเครือข่าย (Networks) และแนวร่วม (Partners) สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาสร้างโอกาสต่าง ๆ คุณค่าและความเป็นเลิศให้แก่มหาวิทยาลัย
  • เพื่อสร้างพลังในการพัฒนาและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
  • สำหรับ โครงการพัฒนาผู้นำและนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ประมาณ 125 ชั่วโมง รวมระยะเวลา 20 วัน อบรมสัปดาห์ละ 2 วัน ทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป ยกเว้นเดือนมกราคมท่านวิทยากรติดจึงขอเปลี่ยนเป็นวันศุกร์ที่ 22 และวันเสาร์ที่ 23 มกราฯ นี้
  • โครงการนี้กำหนดผู้เข้าร่วมกลุ่มเป้าหมาย 2 กุล่ม จำนวน 50 คน ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้บริหาร จำนวนไม่เกิน 30 คน 2) กลุ่มคณาจารย์ประจำ จำนวนไม่เกิน 20 คน ทั้งนี้ มีผู้ที่มีคุณสมบัติที่สามารถเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ได้จำนวน 40 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหาร 24 คน และกลุ่มคณาจารย์ประจำ จำนวน 14 คน
  • สำหรับสถานที่จะจัดที่หอประชุมของสำนักหอสมุด แต่วันนี้และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ซึ่งห้องประชุมไม่ว่างก็จะขอจัดที่ห้องนี้
  • โครงการนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากร ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ พร้อมทั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาองค์กรระดับประเทศ มาเป็นผู้ถ่ายทอด ให้ความรู้ และร่วมเรียนรู้กับผู้เข้าร่วมโครงการ
  • ในวันนี้ เป็นการจัดประชุมการสำรวจและระดมความเห็น (Pre-Planning) เป็นการชี้แจงหลักสูตร วิธีการเรียนรู้ของโครงการ สำรวจและระดมความคิดเห็นเพื่อจะพัฒนาหลักสูตรพัฒนาผู้นำและนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยทักษิณ ให้เป็นไปตามความต้องการและตรงตามวัตถุประสงค์โครงการต่อไป
  • ในโอกาสนี้ ขอกราบเรียนเชิญ รองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย ชำนิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวต้อนรับและเปิดการประชุม การสำรวจและระดมความเห็น (Pre-Planning) ขอเรียนเชิญค่ะ

กล่าวเปิดประชุม

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย ชำนิ

อธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ

  • ขอต้อนรับและขอบคุณท่านอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์และคณะเป็นอย่างสูงที่กรุณารับที่จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทักษิณในการพัฒนาผู้บริหารและบุคลากร
  • แผนยุทธศาสตร์ 10 ปีที่เราทำขึ้นใหม่ค่อนข้างก้าวกระโดด เพราะฉะนั้นการที่จะบรรลุแผนได้ เรื่องการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
  • โดยรวมก็จะมีบุคคลากรของมหาวิทยาลัยเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) สายคณาจารย์ ที่มาในห้องนี้ คือ สายคณาจารย์ และ 2) สายสนับสนุน ซึ่งเน้นให้เข้าใจระบบงานในภาพรวมของมหาวิทยาลัย เน้นการพัฒนาศักยภาพการปฎิบัติงานในหน้าที่ พยายามที่จะส่งไป เลียนแบบโครงการ Shadowing Program ของ สกอ. คือ ส่งไปอยู่มหาวิทยาลัยในมาเลเซีย เริ่มที่มหาวิทยาลัยอุตระก็ส่งบุคลากรไปอยู่ 2 สัปดาห์ ตอนหลังก็มีมหาวิทยาลัยไซน์ เพื่อที่จะเรียนรู้ บทบาทหน้าที่การทำงานและวิธีการทำงาน ตอนแรกที่มหาวิทยาลัยอุตระ เขาจะจัดหลักสูตรอบรมให้เรา แต่เราไม่เอา เราอยากให้คนของเราไปฝึกทำงานกับเขาเลย ซึ่งได้ผลดี คือ ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง แต่ละสัปดาห์จะได้มีการสรุปกันว่า Concept ของการทำงานเป็นอย่างไร เหตุผล วิธีการคิด วิธีการตัดสินใจต่าง ๆ ในการทำงานเป็นอย่างไร
  • สำหรับสายคณาจารย์เราต้องการพัฒนา 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ แนวคิด หรือวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย การปฏิรูปการเรียนการสอน เรื่องที่ 2 คือ การวิจัย เป็นเรื่องยากที่จะให้นักวิจัยธรรมดาเป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจจะต้องใช้ระบบ Mentor คือ มีการลงมือทำจริง ๆ และมีการวิพากย์ผลงาน จุดอ่อน และวิธีการปรับปรุง และเรื่องที่ 3 คือ แนวคิดและหลักการหรือเจตนคติที่เอื้อหนุนกับการทำงานของมหาวิทยาลัย เราขาดนักบริหารที่ดีและมีความสามารถ แม้จะมีอาจารย์ที่ดีที่มีความสามารถก็จะก้าวหน้าไปได้ยาก วันนี้จะเป็นการเสริมส่วนที่ 3 คือ เราอยากให้คณาจารย์ของเรามีความสามารถในเชิงการบริหาร ทำอย่างไรจึงจะอบรมผู้บริหารของเราให้ประสบความสำเร็จจึงให้ความสำคัญกับวิธีการว่าทำอย่างไร
  • จากการที่ได้ศึกษาหลักสูตรและวิธีการของท่านอาจารย์จีระคิดว่าน่าจะตอบโจทย์นี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามอยากให้มีการพัฒนาเจตนคติของคนที่เริ่มเป็นผู้บริหาร และก็ให้เริ่มสะสมเครื่องมือ ความรู้ ทักษะในการบริหาร และวันหนึ่งเราจะได้นำมาใช้
  • ท่านรองฯ สายพิณได้พูดว่าเราเคยจัดกิจกรรมคล้าย ๆ แบบนี้ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2550 เป็นปีแรกที่ผมเข้ามารับผิดชอบเรื่องทรัพยากรบุคคล เราตั้งชื่อหลักสูตรว่านักบริหารอุดมศึกษา หรือ นบอ. ซึ่งตอนหลัง สกอ. ได้นำไปใช้ มีการเชิญวิทยากรมาสอน ผมเฝ้าดู และเห็นจุดอ่อน พยายามจะปรับปรุงแต่ยังไม่ได้ทำ จุดประสงค์ที่ทำในช่วงนั้นมี 3 ข้อหลัก ๆ คือ 1. พยายามสร้างเจตนคติที่ดีของอาจารย์ของเราที่จะเป็นผู้บริหาร 2.ให้มีเครื่องมือที่ดีในเชิงการบริหาร เช่น การบริหารการเปลี่ยนแปลง การจัดการความรู้ การบริหารเชิงกลยุทธ์ 3.ให้เรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จจึงเลือกเชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ประสบความสำเร็จมาเล่าให้ฟัง ก็ได้ประโยชน์ระดับหนึ่งในช่วงนั้น แต่การที่ขาดการลงมือทำ การพุดคุย วิเคราะห์ วิพากย์ การเอาเคสจริง ๆ มาพูดคุยกันทำให้การเรียนเป็นเชิงทฤษฎีมากเกินไป ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสนใจว่าทำอย่างไร?มากกว่าว่าทำอะไร? ทำอย่างไรจะทำให้อาจารย์ธรรมดาให้หันมาเป็นนักบริหารให้ได้
  • ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์จีระ ที่ท่านได้เต็มที่กับเรา และท่านก็จะมาช่วยตรวจวิพากย์งานของพวกเราซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก
  • วันนี้เป็นโอกาสแรกที่ทีมวิทยากรและพวกเราจะได้แลกเปลี่ยนกัน และระดมความคิดเห็นอันจะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน ได้แก่ โอกาสและความเสี่ยง และจุดอ่อน จุดแข็งของมหาวิทยาลัย และบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยทักษิณในอนาคต
  • ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมเพื่อระดมความเห็นก่อนการอบรมโครงการพัฒนาผู้นำและนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยทักษิณ หรือ Pre-Planning ในครั้งนี้ จะทำให้หลักสูตรสอดคล้องกับความคาดหวังของทุกฝ่ายและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างแท้จริง ในนามของมหาวิทยาลัยต้องขอขอบคุณ ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และทีมงานเป็นอย่างสูงที่มาร่วมจัดโครงการนี้ให้กับมหาวิทยาลัยทักษิณ
  • ในโอกาสนี้ กระผมขอต้อนรับทุกท่านด้วยความยินดีอีกครั้งหนึ่ง และขอให้กิจกรรมในวันนี้ประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ทุกประการ

ชี้แจงหลักสูตร วิธีการเรียนรู้ของโครงการฯ

โดย ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

และประธาน Chira Academy

  • โครงการนี้เกิดขึ้นจากความไม่คาดฝัน เพราะผมยังไม่เคยได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณมากนัก ต่างจากที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ซึ่งผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยอยู่ และ รศ.ดร.สุธรรม ปิ่นเจริญ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ได้สนใจแนวคิดและวิธีการทำงานของผมจึงได้ขให้ผมจัดหลักสูตรเพื่อพัฒนาบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ในอนาคต โดยจัดไปแล้ว 3รุ่น และวันนี้คุณอัมพา อาภรณ์ทิพย์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของคณะทำงานด้านพัฒนาบุคลากรของคณะแพทย์ฯ ก็ได้ให้เกียรติมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเราด้วยในวันนี้
  • ผมรู้สึกประทับใจที่ท่านรองอธิการบดี อาจารย์ สายพิณ วิไลรัตน์ ท่านสนใจ ค้นหา และติดตามงานของผม โดยการสนับสนุนจากท่านอธิการบดี รศ. ดร.วิชัย ชำนิ นับว่าเป็นความหวังของประเทศไทย เพราะวันนี้ผู้นำที่เอาจริงเรื่องคนหายากมา
  • จากประสบการณ์ทำงานเรื่องคนมากว่า 40 ปี ในฐานะที่ผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ขึ้นมา เมื่อเกือบ 30 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์มากนัก แต่เนื่องจากผมเป็นมนุษย์ที่เมื่อได้รับโอกาสแล้วก็จะทำให้ดีที่สุด ผมก็เลยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์ที่ธรรมศาสตร์ อย่างต่อเนื่องมา 4 สมัย ถ้าไม่ทำต่อเนื่องแบบนี้เรื่องคนก็ยังเป็นปุ๋ยเหมือนเดิม
  • กิจกรรม Pre – Planning ในวันนี้ที่สำคัญที่สุด คือ การเริ่มต้น และถ้าดีก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ แต่อาจจะจะต้องใช้เวลา เพราะสุภาษิตพูดไว้ว่า “ปลูกแตงกวาน่าจะ 3 เดือน ได้ผล ไม้ยืนต้นและต่อกิ่งใช้เวลา 3 ปี แต่ปลูกมนุษย์นั้นต้องทำชั่วชีวิต” เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำเรื่อง Human Resource หรือ Human capital หากเราคิดว่า คือ ทรัพยากรคล้ายเงิน คล้ายที่ดิน คล้ายเทคโนโลยี เริ่มต้นก็พังเลย
  • วันนี้ผมอยากให้ทุกท่านได้รับทราบว่าผมชื่นชมในความเป็นผู้นำของท่านอธิการ และสำหรับหลักสูตรนี้มีแค่ 3 เรื่อง ใหญ่ๆ
    • เรื่องแรก คือ Process คือ วิธีการเรียนซึ่งสำคัญกว่าการ Transfers Knowledge ซึ่ง Process กับ Knowledge ต้องไปด้วยกัน ผมจะเป็นคนกำกับดูแล จะมาทุกครั้ง ถ้าวันไหนไม่สอนผมก็มานั่งคุย ท่านอาจารย์ทุกคนที่เป็นลูกศิษย์ผมก็มาคุยได้ เพราะความเป็นเลิศไม่อยู่ในห้องเรียน แต่อยู่ในรูปแบบ Informal การรู้จักกัน การที่เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และท่านรองฯ สายพิณวางแผนที่มีการ Study tour ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการมากขึ้น เวลาที่เราจะเรียนรู้ร่วมกันจะผ่านไปเร็ว เพราะฉะนั้น Process and Knowledge สำคัญ
    • อีกเรื่องที่คิดว่ามหาวิทยาลัยทักษิณ น่าจะใช้ คือ Leadership หลักสูตรนี้ คือ ให้คนที่เรียนเป็นผู้นำ มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่สร้างผู้นำ และตัวท่านก็อย่าเรียนอย่างเดียว อย่าเก่งแต่ตัวเอง ต้องเป็นพลังร่วมกัน Leadership อาจจะเป็นตำแหน่งเล็กๆ ก็ได้แต่มีศักยภาพที่จะสร้างพลังขึ้นมาหรือที่เรียกว่า energy
    • ผมคิดว่าถ้าเรามี Process ที่ดี และ Process นี้ผมได้ฝึกมาแล้ว 40 ปี อาจเรียกว่า “Learning how to learn” หรือผมมักจะเรียกว่า “Chira way” คล้ายๆ “Toyota way” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของผม หากท่านลอง Search เข้าไปในอินเตอร์เน็ต ผมมี Blog ชื่อ chiraacademy.com ผมมีรายการทีวี รายการวิทยุ ผมมีคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์
    • สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ คือ แนวของผม.. ผมจะเอา Process กับ Knowledge มาเชื่อมโยงกัน แล้วก็จะสร้าง Leadership ไม่ใช่ Leaders คือ คนเป็นโดยตำแหน่ง แต่ Leader ที่ดี คือ ใครก็ได้ที่สามารถดึงเอาความเป็นเลิศของคนขึ้นมา แล้วเวลามีปัญหา แก้ได้
    • มหาวิทยาลัยของเรา.. ในฐานะผมเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์เก่าและตอนนี้ก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกือบทุกๆ แห่ง หลักสูตรแบบนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นได้ในทุกมหาวิทยาลัย การที่แค่เชิญไปพูด 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง หรือช่วยให้คำแนะนำเรื่องวิทยานิพนธ์แค่นั้นไม่ได้ผล หลักสูตรแบบนี้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยลำบากมาก เพราะเป็นนวัตกรรม (Innovation) ต้องซื้อ Quality และต้องซื้อเป็น Package ราชการไทยหรือมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่แค่กฏระเบียบและงบประมาณแผ่นดินก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว นี่คือระบบราชการ ดังนั้น การที่ท่านอธิบดีให้เกียรติผม ถือว่าผมโชคดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานในวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยทักษิณ
    • ผมก็จะมีโอกาสเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ผมไม่ได้มาสอนหนังสือเท่านั้น แต่ผมมาเป็นแนวร่วมและจุดประกายปลุกพลังของท่าน
    • คนในห้องนี้มีศักยภาพอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรถึงจะดึงเอาความเป็นเลิศของท่านออกมาโดยให้มีความสมดุล มีความสุข ตัวเองต้องพร้อมเสียก่อนและถึงจะกระเด้งไปหา Networks
    • ผมประทับใจการทำงานของท่านรองฯ สายพิณ ซึ่งท่านละเอียดอ่อนมาก ท่านศึกษามาแล้วว่าผมทำอะไรบ้าง ตัวอย่างที่ผมทำการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 12 แต่ผมก็ยังคิดว่าผมยังต้องทำต่อ ด้วยพื้นฐานที่ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร เพราะทำเรื่องไฟฟ้า ยังไม่เก่งเรื่องการจัดการกับ NGOs/ชุมชนก็ต้องใช้เวลา เป็นโจทย์ที่ยากกว่าเยอะ ส่วนที่มหาวิทยาลัยทักษิณ.. ผมคิดว่าโจทย์มันไม่ยาก และความที่โจทย์มันไม่ยาก ก็เลยมีแรงกดดันมีไม่มาก มีตำแหน่งวิชาการ สอนหนังสือเป็น ทำวิจัยเป็น ก็อยู่ใน comfort zone เพราะระบบราชการส่วนใหญ่ถึงจะไม่มีผลงานก็ยังอยู่รอด
    • สำหรับมหาวิทยาลัยทักษิณ ถ้ามีโอกาสผมขอเสนอการทำงานแบบ 3 ต. คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง แม้จบหลักสูตรแล้วก็ขอให้ทำงานต่อเนื่อง
    • และในหลักสูตรนี้ตลอด 20 วัน ผมทำหน้าที่เชื่อม ไม่ใช่แค่จัดคนมาพูดเฉยๆ ผมจะเชื่อมโยงว่าจะมีประโยชน์อย่างไรกับท่านและการทำงานของมหาวิทยาลัยในอนาคต จะเกิด “ทฤษฏีกระเด้ง” ขึ้นมา เช่น มีโครงการใหม่ ๆ ร่วมกัน และเพื่อเรียนรู้จากกรณีศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. จึงขอคุรียนเชิญคุณอัมพาร่วมแบ่งปันประสบการณ์กับพวกเราครับ

ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ กรณีศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ ม.อ.

โดยอาจารย์อัมพา อาภรณ์ทิพย์

ที่ปรึกษางานด้านการพัฒนาบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ ม.อ.

  • สวัสดีค่ะ ท่านอธิการฯ ท่านรองอธิการฯ คณาจารย์ ผู้บริหารและคณบดีทุกท่าน วันนี้ดิฉันจะมาเล่าประสบการณ์ที่คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ได้ร่วมกับ ศ. ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในนามของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และ Chira Academy จัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรที่คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. รวม 3 รุ่น มีความเป็นมาอย่างไร? และทำไมผู้บริห่ารของคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. จึงได้จัดหลักสูตรนี้ซึ่งคณะแพทย์ฯ ก็ยังไม่เคยจัดหลักสูตรฯในลักษณะนี้มาก่อน ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะเป็นการจัดหลักสูตรแบบสั้นๆ
  • ที่คณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2556 -2560 คนรุ่นแรกที่เป็นรุ่นเริ่มก่อตั้งเริ่มทยอยเกษียณ ซึ่งเป็นยุคของใบไม้ผลัดใบ ปี 60 ก็เริ่มหมด คนรุ่นใหม่จะเป็น Gen X และ Y ซึ่งค่อนข้างบริหารยาก และวิถีการดำรงชีวิตในการทำงานก็แตกต่างจากคนรุ่นเก่า คณะแพทย์ฯ ยังไม่มีตัวแทนของหัวหน้างาน หัวหน้าหน่วยที่เกษียณไปที่สามารถตอบสนองการทำงานในอนาคตของคณะฯ โดยเฉพาะงานในอนาคตที่ขยายมากขึ้น เป็นงานที่ยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เมื่องานขยายแต่คนที่มีทำงานและมีประสบการณ์เก่งๆ เริ่มทยอยออก คนรุ่นใหม่ไม่สามารถจะทำต่อไม้แทนได้ จึงเป็นที่มาในการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้บริหารยุคใหม่สู่ยุคของการเปลี่ยนแปลง ไม่จะเป็นเรื่องการออกระบบ การเปลี่ยนแปลงในยุคที่มันต้องเปลี่ยนแปลงเอง ทั้งในเรื่อง AEC ซึ่ง AEC ที่จะเข้ามา คณะแพทยศาสตร์ก็ต้องเตรียมความพร้อมทั้งเชิงรุกและรับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรจะพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ท่านคณบดี (รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ) จึงได้เรียนปรึกษาและพูดคุยกับท่านอาจารย์ ดร.จีระ ซึ่งท่านได้กรุณาออกแบบหลักสูตรและวิธีการเรียนรู้ให้ และในนำมาหารือกันในทีมบริหารถึง 2 ครั้งเพื่อร่วมกันวางแผนจัดโครงการฯ
  • จากนั้นคณะแพทย์ฯ ได้จัดกิจกรรม Pre-Planning อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าประสงค์ เพื่อพัฒนาผู้บริหารรุ่นใหม่ที่คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. (ตั้งแต่ผู้บริหารระดับกลางลงมา) เน้นการปรับ Mindset ของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสู่ตำแหน่งหัวหน้างาน เน้นให้เขาออกจาก comfort zone ผู้เข้าร่วมโครงการมีวิชาชีพที่หลากหลาย ยังมองแค่หน้างานของตนเอง หลายคนที่มาอบรมจะบอกว่าเขาดีใจที่ได้เข้าเรียนหลักสูตรนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าอยากจะพัฒนา อยากจะออกจาก comfort zone พอได้มาอบรมได้มาเปิดโลกทัศน์ทำให้ได้เรียนรู้ว่าแม้ว่าจะมีประสบการณ์ทำงานมาแล้วกว่า 10ปี แต่เขาค้นพบตัวเองว่าเหมือนเป็นกบในกะลา นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง และอีกประการหนึ่งคณะแพทย์ฯ แม้จะมีการพัฒนาคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเรื่องการเรียนการสอน เรื่องโรคใหม่ ๆ ต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องการวิจัย การพัฒนาคุณภาพ TQA มีเรื่องการเรียนการสอนของคุณภาพทุกชนิด แต่บางครั้งผู้บริหาร หัวหน้างานก็ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย ก็เป็นปัญหาใหญ่
  • การบริหารบุคลากรของคณะแพทย์ เน้น 3 High คือ High Performance - High Pay -High Productivity แต่เราจะ High Pay อย่างเดียวโดยไม่มี Productivity ก็คงไม่ได้
  • และเมื่อเข้าสู่การจัดโครงการฯนี้ การคัดเลือกคนที่จะเข้ามา โดยแบ่งเป็น ผู้บริหารรุ่นใหม่ ผู้ช่วยคณบดี หัวหน้างาน หัวหน้าหน่วย ซึ่งจะมี 4 กลุ่มงานหลักๆ กลุ่ม Back office สำนักงานบริหาร กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มห้องปฏิบัติการ และกลุ่มภาควิชา ซึ่งเราจะแบ่งจากตรงนี้ มีโควต้าให้ และกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่ม Talent
  • ในการอบรมอย่างที่ท่านอธิการบดีฯ บอกว่าท่านสนใจวิธีการมากกว่า เช่นเดียวกันที่คณะแพทย์ฯ เมื่ออบรมเสร็จเรียบร้อย ระหว่างการอบรมก็จะมีการประเมินโดยการสังเกต และจะประเมินทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในกลุ่มของทีมวิทยากรก็จะประเมินอยู่แล้ว ตามหลักสูตรว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือไม่ ในขณะเดียวกันคณะฯ ก็ประเมินด้วยในบริบทของคณะแพทย์ฯ ว่าตอบสนองวัตถุประสงค์ทุกข้อ ทุกวิชาการเรียนหรือยังในเชิงปริมาณ และในเรื่องเชิงคุณภาพดูเรื่องทัศนคติว่าคนที่มาเข้าอบรมจากที่อยู่ใน Comfort zone พอเข้ามากลุ่มแล้วมีการทำงานเป็นทีมหรือไม่? มีสัมพันธภาพเป็นอย่างไร? ซึ่งในเรื่องสัมพันธ์ภาพขอตอบว่าเราได้เกินความคาดหมาย เรื่องพฤติกรรม การทำงานเป็นทีม และที่สำคัญที่สุด คือ ในหลักสูตรนี้เขาได้ทำโครงการร่วมกัน ทำ Mini research ซึ่งต้องคลุกคลี และทำโครงการไปด้วย และในเรื่อง Mini research รุ่นที่ 1 และ 2 ให้ทำ Mini Project พอรุ่นที่ 3 ค่อนข้างจะเป็นเด็กรุ่นใหม่ Gen Y เข้ามาเยอะขึ้น จึงให้ทำ 2 แบบ ให้ทำ Mini Project และให้ทำโครงการพัฒนางานรายบุคคล โดยวัตถุประสงค์ของการพัฒนางานต้องตอบหลัก SMART ให้ได้เพื่อให้วัดผลได้
  • อีกประการเราจะตามการประเมินผลด้วยพฤติกรรมหลังการอบรมจบหลักสูตรไปแล้ว เขาได้นำความรู้ไปใช้ในองค์กรของเขาอย่างไร เขาได้นำความรู้ไปถ่ายทอด แบ่งปันกับคนอื่น ๆ ในทีมอย่างไร? มีการ Learn share และ care คนอื่นในหน่วยงานของเขาหรือไม่?
  • หลังจากที่จบหลักสูตรก็มีการติดตาม 3 รอบ ในทุกๆ 4 เดือน ประเมินดูว่า เมื่อสำเร็จไปแล้วนำความรู้ไปใช้จริง และนำความรู้ไปออกดอกออกผลหรือไม่? นำความรู้ไปใช้เพื่อให้เกิด Productivity อย่างไร? สำหรับการติดตามผล รุ่นที่ 1 กำลังจะติดตามผลรอบที่ 3 รุ่นที่ 2 รอบที่ 2 และมีการทำ Focus group interview หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมของแต่ละรุ่นค่ะ

ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

  • ต่อเนื่องจากช่วงแรก..ผมขอสรุป Process ของการเรียนรู้สำหรับโครงการของเรา ดังนี้
  • 4 L’s เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ คือการเน้นวิธีการเรียนรู้ที่ฝึกให้คิด เน้นการมีบรรยากาศในการเรียน มีการปะทะกันทางปัญญา โดยผมจัดให้มีการ WORKSHP มีบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผมจะมีทีมวิทยากรพี่เลี้ยงมาช่วยให้เกิดกระบวนการในการทำให้เกิดการปะทะกันทางปัญญา และสุดท้าย คือ เมื่อจบไปแล้วคนที่เรียนไปแล้วมีพฤติกรรมอะไรที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่เราจะฝากไว้คือการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ การใฝ่รู้ เป็นสิ่งที่คนในห้องนี้มีพื้นฐานอยู่แล้ว แต่เราต้องสร้างอุปนิสัยของการแบ่งปันความรู้กัน มีการใช้ Social Medias มาเป็นเครื่องมือในการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน วันนี้เราต้องตามเทรนนด์ของสังคมให้ทัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเรียนของเด็กรุ่นใหม่ หรือ เรื่องอื่น ๆ
  • 2 R’s – เป็นแนวคิดที่ผมนำมาใช้ตลอดเวลาหลักสูตรของเราต้องสะท้อนมาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยทักษิณ ต้องปะทะกับความเป็นจริงของมหาวิทยาลัย แล้วต้องพยายามร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน (Positive Solutions) เราไม่ควรมาถกเถียงกันว่าปัญหาของเราคืออะไรเท่านั้น แล้ว Solutions ขึ้นอยู่กับ Creativity กับ Passion ในการทำงาน และบางครั้งเราได้ Solution เล็ก ๆ 1 – 2 เรื่องจากการเรียนมันจะกระเด้งไปสู่เรื่องอื่น ๆ ได้อีกมาก ดังนั้นเรื่องการมองความจริงและตรงประเด็นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมมีหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นให้ความเป็นเลิศในตัวของท่านออกมา
  • 3 V’s คือ ถ้าเป็นไปได้ทุกเรื่องที่เราคุยกันในเห้องนี้ ขอให้ไปแนวทางที่ผมเรียกว่า 3 V’s – V ตัวแรก คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ส่วน V ตัวที่ 2 คือ การสร้างมูลค่าหรือคุณค่าใหม่ ๆ V ตัวที่ 3 เหมาะมากสำหรับมหาวิทยาลัยทักษิณ คือ เอา diversity ของสังคมศาสตร์ผสมกับวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น
  • ลองพิจารณาร่างหลักสูตรของเรา
  • Pre –Planning จะเป็นการหารือกันเพื่อปรับหลักสูตรอีกครั้งหนึ่ง
  • อธิบายหลักสูตรและกำหนดการของโครงการโดยสังเขป (ตามเอกสารแนบ)

โครงการพัฒนาผู้นำและนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยทักษิณ

(TSU EXECUTIVES & LEADER DEVELOPMENT PROGRAM FOR THE FUTURE)

เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ประมาณ 125 ชั่วโมง รวมระยะเวลา 20 วัน

(ในช่วงเวลาประมาณ 3 - 5 เดือน) ประกอบด้วย 5 กิจกรรมที่สำคัญและเชื่อมโยงกันดังต่อไปนี้

  • กิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบห้องเรียนผู้นำ จำนวน 14 วัน
  • กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการศึกษาดูงานในประเทศ จำนวน 3 วัน
  • กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาสุขภาพกายและใจ เรียกว่า “รักษ์ใจ-รักษ์กาย” (Healthy Body & Happy Mind) จำนวน 2 วัน รวม 12 ชั่วโมง
  • การเรียนรู้ควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้:ดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม จำนวน 1 วัน รวม 6 ชั่วโมง
  • การเรียนรู้แบบ Self-Study
  • หลัก ๆ ก็คือ การค้นหาตัวเอง แล้วรู้ว่าเราจะไปทางไหน เราจะปรับตัวอย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กรรมการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

  • ดิฉันมีโอกาสได้ไปร่วมกับท่านอาจารย์จีระเกือยทุกโครงการฯ และจะมีหน้าที่สรุปความ
  • สิ่งที่เราพูดกันในวันนี้ตั้งแต่เช้า เราพูดกันถึง 4 เรื่องหลัก

เรื่องแรก คือ วัตถประสงค์ซึ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นการตั้งต้น สาระสำคัญก็คือต้องการให้เกิด เจตนคติในเชิงการบริหาร เพื่อที่จะสร้างพลังในการเรียนรู้เพื่อที่จะขับเคลื่อน..

เรื่องที่ 2 คือ ตัวละคร อันดับแรกคือผู้นำองค์กร ตัวละครสำคัญที่ 2 คือ ท่านคณาจารย์ที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ตัวละครที่ 3 คือ ผู้อำนวยการโครงการ คือ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ตัวละครที่ 4 คือ คณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิของพวกเรา ตัวละครกลุ่มที่ 5 คือ ทีมวิทยากรพี่เลี้ยง และตัวละครกลุ่มที่ 6 คือ สายสนับสนุน ทุกกลุ่มมีความสำคัญที่จะช่วยให้

เรื่องที่ 3 คือ กระบวนการเพื่อให้บรรลุวัตถประสงค์ต่าง ๆ ของท่านอาจารย์จีระ เรียกว่า “Chira Way” ซึ่งมีความสำคัญอย่างไร 1. ท่านอาจารย์จีระเป็นนักวิชาการ 2.เป็นผู้นำ (Leader) และท่านสามารถจะเชื่อมโยงการเรียนรู้ร่วมกันของเราและการทำงานของมหาวิทยาลัยทักษิณไปสู่ความเป็นเลิศได้

  • กระบวนการที่น่าสนใจมาก คือ Learn – Share – Care
  • จากกระบวนการ Learn – Share – Care หลักสูตรของเราจะเน้นการนำไปสู่การทำให้เกิดความสำเร็จ
  • วันนี้เราต้องตั้งผลสัมฤทธิ์ว่าเราต้องสร้างผู้นำที่สร้างคุณค่าตามแนวทาง 3V’s ได้

ท่านอธิการฯ

  • ฟังวิธีการ Learn– Share – Care แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ และมีความแตกต่างจากที่เคยทำเคยเห็นมา
  • จุดเด่นของหลักสูตรนี้ คือ ท่านอาจารยืจีระได้ใช้ Networks ของท่านซึ่งมีความหลากหลายมา
  • ประสบการณ์กว่า 30 ปีของท่านอาจารย์จีระจะมาช่วยทำให้งานของมหาวิทยาลัยทักษิณพัฒนาไปได้
  • การเรียนรู้ร่วมกันของคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหาร และกลุ่มอาจารย์ ซึ่งมี Background ที่แตกต่างกัน จะสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างไรจึงจะเกิดความสำเร็จ
  • อาจารย์จีระตอบ การเรียนรู้ในลักษณะของการผสมกันแบบนี้มีความน่าสนใจ คือ มีความแตกต่าง หลากหลาย (Diversity) ตัวอย่างที่คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. เกิดความสำเร็จขึ้นมาก ในการทำ WORKSHOP เราต้องระมัดระวังในการเปิดใจกว้างในการแสดงความคิดเห็น เปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน ผู้บริหารต้องไปเป็นผู้นำความคิดคนอื่นในทีมเท่านั้น การเรียนรู้ของเราในครั้งนี้ก็จะทำให้เกิดการบูรณาการความคิดจากมุมมองที่หลากหลาย

Learn– Share – Care กับพวกเรา

มากขึ้น

ความคิดเห็นจากผู้เข้าประชุม

  • รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
  • ความคิดเห็นที่ 2 – ท่านอาจารย์จีระเคยมาวิพากย์หลักสูตรของมหาวิทยาลัยทักษิณแล้วตั้งแต่ปี 2548 และหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ดี ความคาดหวังสิ่งที่อยากจะเห็น คือ การเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน วัฒนธรรมองค์กร Mindset การสร้างพลังในการช่วยกันพัฒนา ฯลฯ คาดหวังว่ากระบวนการของท่านอาจารย์จีระจะช่วยได้
  • ความคิดเห็นที่ 3 – วันนี้เป็นความโชคดีที่ได้มีโอกาสพบกับครูที่ดี จากที่ดูโปรแกรมของท่านอาจารย์เห็นว่าเราจะต้องอ่านหนังสือ 3 เล่มสำหรับหลักสูตรนี้ ขออนุญาตเรียนถามอาจารย์ว่าจะเป็นไปได้มั๊ยที่ท่านอาจารย์จะ Assign หนังสือให้เราอ่านล่วงหน้า ไม่แน่ใจว่าการแบ่ง Chapter อ่านจะได้ประโยชน์ จึงอยากจะอ่านหนังสือทั้งเล่มที่ท่านอาจารย์เลือกให้ก่อนที่จะนำมานำเสนอกันในชั้นเรียน
  • ความคิดเห็นที่ 4 ขอเสริมว่าบางครั้งควรจะมีการนำหนังสือที่แต่ละคนชอบอ่าน หรือหนังที่ประทับใจมาเล่า หรือมาแบ่งปันในกลุ่มหรือในห้องจะเป็นประโยชน์และน่าใจมาก
  • ความคิดเห็นที่ 5 เห็นเนื้อหาของหลักสูตรแล้วชอบ โดยเฉพาะการดูงาน และอยากให้มีการดูงานในกลุ่มของมหาวิทยาลัยบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในประเทศหรือต่างประเทศ
  • ความคิดเห็นที่ 6 รองอธิการฝ่ายบริการวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ ชอบคำว่ากระเด้งของอาจารย์ ความท้าทาย คือ การจะใช้ฐาน เครือข่าย เป็นจุดที่หลักสูตรนี้ออกแบบในการพัฒนาเครือข่าย แต่เราอยากให้มีการสร้าง networkห เชื่อมกับเครือข่ายของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อพัฒนาร่วมกัน
  • ความคิดเห็นที่ 7 ผู้อำนวยการวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน ขอเสนอแนะว่าเรื่อง Network อยากให้เพิ่มเติมเครือข่ายของจังหวัดพัทลุงด้วย
  • ความคิดเห็นที่ 8 จากคณะมนุษย์ศาสตร์ อยากให้มี Networks ในระดับชุมชน และหลักสูตรนี้มีกิจกรรม CSR หากมีเวลาพอแต่ละกลุ่มอาจจะแยกกันไปทำ แล้วทำประสบการณ์มาแบ่งปันกันก็จะได้ประโยชน์มากได้อีกวิธี
  • ความคิดเห็นที่ 9 ประธานสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ในช่วงของ Morning Coffee อยากให้ใส่ประเด็นที่เป็น Hot Issue ไปด้วยในแต่ละครั้ง
  • ความคิดเห็นที่ 10 ขอเสนอแนะว่ากิจกรรมรักษ์ใจของเรา เราน่าจะมีโอกาสได้เข้าถึงเรื่องศิลปะและดนตรี น่าจะมีการดูงานศิลปะหรือการฟังดนตรีด้วย
  • ความคิดเห็นที่ 11 อาจารย์กนกพร คณะวิทยาศาสตร์

อาจารย์จีระตอบ วันนี้อยากให้ทุกคนคิดที่จะเริ่มจากการชนะเล็ก ๆ ก่อน เราต้องช่วยกันค้นหา และ Capture จุดที่เราจะค่อย ๆ เปลี่ยนและนำไปวางแผน ผมคิดว่าเราจะสำเร็จได้ ดังนั้น ในเรื่องของ Change Management ที่จะเกิดขึ้นเราอาจจะเชิญนักวิชาการ และนักธุรกิจมาร่วมคิดกับเราด้วย หลักสูตรนี้จะช่วยค้นหา Changing Moment ให้ท่านเลือกนำไปปรับใช้ได้

อาจารย์จีระตอบ ตามปกติผมจะคิดเรื่องหนังสือเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ทันสมัยเหมาะกับบริบทการเรียนรู้ของเรา แต่เมื่อมีข้อเสนอก็อาจจะปรับโดยพบกันแบบครึ่งทาง หรืออาจจะเลือกบางเรื่องให้ก่อนบ้าง แต่การอ่านหนังสือไม่จำเป็นต้องอ่านทุกบทเพราะเราสามารถเรียนรู้ได้จากที่คนอื่นอ่าน ในหนังสือแต่ละเล่มมันมี Key word อยู่ไม่กี่ตัว และหากเราจบแล้วใครอยากอ่านทั้งเล่มก็อาจจะไปหามาอ่านได้

อาจารย์พิชญ์ภูรีเสริมว่า เราเคยทำแบบให้อ่านทั้งเล่มแล้ว แต่บางครั้งหลายคนก็อ่านไม่ทัน และบางครั้งถ้าเราอ่านหมดแล้ว พอมาฟังคนอื่นนำเสนอจะน่าเบื่อ และจากประสบการณ์ที่คณะแพทย์ฯ การแบ่งกันอ่านแบบนี้ทุกคนเห็นด้วย และกิจกรรมนี้ได้ประโยชน์มาก เพราะหนังสือเหล่านี้สดและทันสมัยมาก

อาจารย์จีระ เป็นข้อเสนอดีมากครับ และเราคงจะต้องวางแผนในเรื่องนี้กันต่อไป และนี่คือประโยชน์ของ Pre - Planning

อาจารย์จีระ เป็นความคิดที่ดีมากครับ ถ้าที่ประชุมสนใจอาจจะไปดูมหาวิทยาลัยที่อินเตอร์อย่างเช่นศศรินทร์ แต่ถ้าจะไปต่างประเทศก็ต้องตามแต่นยโยบายของมหาวิทยาลัย

ท่านอธิการ ถ้ามีโอกาสมหาวิทยาลัยยูนิแมปที่มาเลเซียเคยเชิญให้เรานำคณะผู้บริหารไปดูงาน โดยพร้อมที่จะดูแลเรื่องที่พักให้ด้วย เป็นมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจเพราะมีการเติบโตที่เร็วมาก

อาจารย์จีระ นอกจากภาควิชาการแล้ว เรายังมีตัวละครอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ซึ่งเราจะต้องเข้าให้ถึงมากขึ้น วันนี้เรามี MOU เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น หลักสูตรนี้อาจจะเป็นโอกาสที่เราจะมาทบทวนวิธีการสร้าง Networks ของเราให้เกิดความสำเร็จ

อาจารย์จีระ ยินดีมากครับ เพราะเรายังมีโอกาสอีกมากที่พัทลุง หากมีวันหนึ่งเราไปเรียนที่พัทลุงได้ก็จะดีมาก และหากมหาวิทยาลัยทักษิณไปร่วมกับจังหวัดพัทลุงในการพัฒนาหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพัทลุงได้จะมีประโยชน์มาก พัทลุงเป็นจังหวัดที่มหาวิทยาลัยทักษิณน่าจะเข้าไปมีบทบาทอย่างแท้จริง เพราะยังมีช่องว่างอยู่

ความคิดเห็นที่ 7 (ต่อ) และหากเราสามารถเชื่องสงขลา – พัทลุง +เมดานที่อินโดฯ ได้ด้วยจะเกิดประโยชน์มาก

อาจารย์จีระ เรื่อง Networks เราควรจะมอง 2 แนว คือ – International Networks กับ Networks ในประเทศ มหาวิทยาลัยต้องพยายามเข้าร่วมในกิจกรรมสำคัญ ๆ ของสังคม และต้องส่งคนที่มีคุณภาพไปร่วม แต่บางครั้งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก การสร้างเ Networks สิ่งที่สำคัญ คือ เราต้องสร้าง Trust และ Mutual Respect และตอนนี้ที่กำลังมาแรง คือ ต้องต่างตอบแทนซึ่งกันและกันด้วย Network ที่ประสบความสำเร็จจะต้องสร้างให้เกิด emotion ด้วย ดังนั้น เราคงจะต้องคิดกันต่อในเรื่องนี้ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยทักษิณมีโอกาสที่จะของบประมาณจากรับบาลได้ด้วยในการพัฒนาเครือข่ายในระดับอาเซียน

อาจารย์จีระ เป็นความคิดเห็นที่ดี แต่เราคงจะต้องนำมาวางแผนกันต่อ เพราะเรามีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา

สอบถามเรื่อง Knowledge Auditing จะมีการวัดอย่างไร?

อาจารย์จีระ Knowledge Auditing เป็นการวัดว่าก่อนเรียนและหลังเรียน..ท่านมีการพัฒนาเป็นอย่างไร (โดยวัดตามแนววัตถุประสงค์ของโครงการฯ) และท่านได้นำความรู้ไปใช้อย่างไรบ้าง

อาจารย์จีระ เห็นด้วยครับ ต้องขอให้ทีมงานช่วยวางแผนกันต่อ

เรียนถามอาจารย์ว่าจากการวิเคราะห์ประเด็นท้าทายฯ เราจะมีการนำมาทำอะไรกันต่อเนื่องอีกหรือไม่?

อาจารย์จีระ เป็นคำถามที่ดีมากครับ สำหรับประเด็นท้าทายที่เราเรียนกัน แล้วจะมีการนำไปทำต่อหรือไม่อยู่ที่ทุกคนในห้องนี้ เราอาจจะเลือกบางประเด็นที่น่าสนใจมาคิดกันต่อ เพื่อนำไปสู่โครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยสร้างคุณค่าให้กับมหาวิทยาลัย

อาจารย์พิชญ์ภูรี

  • อยากจะเล่ากรณีตัวอย่างของการสร้าง Networks ซึ่งท่านอาจารย์จีระได้ทำงานให้แก่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเครือข่ายของการท่องเที่ยวและกีฬาให้เข้มแข็ง อาจารย์จีระตั้งตัวละครสำคัญ 4 กลุ่ม คือ 1.ภาครัฐ 2.ภาควิชาการ 3.ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเมื่อเราเห็นภาพตัวละครที่ชัดเจนเราจะสามารถบริหารเครือข่ายของเราได้มากขึ้น บทบาทของแต่ละตัวละครจะชัดเจนและส่งเสริมซึ่งกันและกันมากขึ้น และโมเดลแบบนี้ก็น่าจะช่วยสร้างเครือข่ายของมหาวิทยาลัยทักษิณได้
  • ดีใจที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานกับมหาวิทยาลัยทักษิณ ที่มีความหลากหลายทั้งทางด้านสังคมและวิทยาศาสตร์ จะทำให้มหาวิทยาลัยทักษิณกระเด้งได้แรงและเร็ว
  • กิจกรรม Pre – Planning ในวันนี้มีประโยชน์มาก ผมได้เห็นความมุ่งมั่นของทุกท่านที่จะร่วมกันพัฒนามหาวิทยาลัยของเรา และขอถือโอกาสขอบคุณท่านอธิการบดี ท่านรองอธิการบดีทั้ง 3 ท่าน และทุก ๆ ท่านในห้องนี้ 3 ชั่วโมงที่เราอยู่ด้วยกันในวันนี้ทำให้ผมมีความสุขในการทำงาน ขอชื่นชมในความกรุณาของผู้บริหาร และผมเองก็จะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด

อาจารย์อัมพา

อาจารย์จีระ

*****************************************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy



ความเห็น (4)

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่ออ่านข่าวกิจกรรม

http://www.naewna.com/politic/columnist/22346

ที่มา: คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ. แนวหน้า. วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 หน้า 5

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูข่าวโครงการ

https://www.youtube.com/watch?v=O108zJoJphA

ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”

ตอน : กรณีศึกษาการพัฒนา “ทุนมนุษย์” เพื่อความยั่งยืน

ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2558

อนิวัช แก้วจำนงค์
IP: xxx.158.166.142
เขียนเมื่อ 

เป็นหลักสูตรที่ไม่ธรรมดาทีเดียว ได้มีโอกาสสร้างการมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจหลักสูตร เสนอแนะว่าจะเรียนรู้กันอย่างไร เพื่อนำความรู้มาใข้ในการพัฒนามหาวิทยาลัยทักษิณ