ปัญหาการแต่งตั้งเลขานุการฯและที่ปรึกษานายกเทศมนตรี
2 มกราคม 2559
Phachern Thammasarangkoon [1]
ผู้เขียนได้แสดงทัศนะเรื่องการแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษานายกเทศมนตรี ซึ่งมีปัญหาเรื่องการตีความและการแต่งตั้งจำนวนของเลขานุการและที่ปรึกษานายกเทศมนตรีว่าจะสามารถแต่งตั้งได้จำนวนเท่าใด จึงจะถูกต้อง
สืบเนื่องมาจากบทความ “หลักกฎหมายปกครองวันละเรื่อง” โดยคุณณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 เรื่อง “การตีความบิดเบือนกฎหมาย กรณีการแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษานายกเทศมนตรี” [2] มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ซึ่งการพยายามตีความดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้กับ อปท. อื่น ๆ ได้ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ได้ โดยเฉพาะในส่วนของการแต่งตั้ง “เลขานุการนายก อปท.” ดังนี้
ประเด็นปัญหาอยู่ที่การตีความที่แตกต่างกันในหลาย ๆ แนวทาง โดยเฉพาะ
ประเด็นคำถามว่า นายก อปท. “สามารถแต่งตั้งเลขานุการนายกฯ” ได้เกินกว่าหนึ่งคนหรือไม่
เป็นประเด็นที่หลาย ๆ ท้องถิ่น โดยเฉพาะเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ที่มีการแต่งตั้งเลขาฯและที่ปรึกษานายกฯ แตกต่างกัน เช่น เทศบาลเมืองบางแห่งมีการแต่งตั้งเลขานุการนายกฯ จำนวน 2 คน ที่ปรึกษานายกฯเพียง 1 คน หรือ แต่งตั้งเพียงเลขานุการนายกฯ 1 หรือ 2 คน แต่ไม่แต่งตั้งที่ปรึกษา หรือแต่งตั้งที่ปรึกษาฯ เพียง 1 คน ในกรณีของเทศบาลนครก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน เป็นต้น
ตาม พรบ.เทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขถึงฉบับที่ 13 พ.ศ. 2552 มาตรา 48 อัฎฐ บัญญัติว่า “นายกเทศมนตรีอาจแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรีซึ่งมิใช่สมาชิกสภาเทศบาลได้ โดยในกรณีเทศบาลตำบลให้แต่งตั้งได้จำนวนรวมกันไม่เกินสองคนในกรณีเทศบาลเมืองให้แต่งตั้งได้จำนวนรวมกันไม่เกินสามคน และในกรณีเทศบาลนครให้แต่งตั้งได้จำนวนรวมกันไม่เกินห้าคน”
และรวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย ตาม พรบ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 แก้ไขถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2552 มาตรา 35/3 วรรคสอง บัญญัติว่า “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอาจแต่งตั้งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งมิใช่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้จำนวนรวมกันไม่เกินห้าคน”
สองประเด็นข้อกฎหมาย
มีถ้อยคำบัญญัติในกฎหมายที่ต้องตีความอยู่ สองคำ คือ นายกเทศมนตรี...(1) “อาจแต่งตั้ง” และ (2) “...ได้จำนวนรวมกันไม่เกิน...คน”
ฉะนั้นในที่นี้ จึงขอแยกเป็น 2 ประเด็น
ประเด็นแรก คำว่า “อาจแต่งตั้ง” ไม่น่ามีปัญหาในการตีความ เพราะแปลความได้ว่าเป็น “อำนาจดุลพินิจ” (Discretion) นายกฯ จะแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งก็ได้
ประเด็นที่สอง เมื่อมีการแต่งตั้ง ก็ต้องมาดูว่า “...ได้จำนวนรวมกันไม่เกิน...คน”ซึ่งในความหมายก็คือ “ต้องมีทั้งสองตำแหน่ง คือทั้งเลขาฯ ที่ปรึกษาฯ เพราะกฎหมายใช้คำว่า “และ”
ปัญหาในประเด็นที่สองไม่สิ้นสุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะมีประเด็นย่อยที่ตีความกันต่อไปอีก ได้แก่
ประเด็นย่อย (2.1) หากไม่แต่งตั้งทั้งสองตำแหน่ง จะได้หรือไม่ เช่น เทศบาลเมืองแต่งตั้งเลขาฯ แต่ไม่แต่งตั้งที่ปรึกษาฯ หรือ แต่งตั้งที่ปรึกษา แต่ไม่แต่งตั้งเลขาฯ จะได้หรือไม่ อย่างไร
ประเด็นย่อย (2.2) หากแต่งตั้งทั้งสองตำแหน่งแล้ว สัดส่วนจำนวนของเลขาฯ และที่ปรึกษาฯ จะเป็นอย่างไร เช่น เทศบาลเมืองแต่งตั้งเลขาฯ 1 หรือ 2 คน แต่ไม่แต่งตั้งที่ปรึกษาฯ หรือ แต่งตั้งที่ปรึกษา 1 หรือ 2 คน แต่ไม่แต่งตั้งเลขาฯ จะได้หรือไม่ อย่างไร
ซึ่งในประเด็นย่อย (2.2) นี้ หากตีความตาม “ตัวอักษร” หรือ “การตีความกฎหมายตามหลักภาษาและไวยากรณ์” (Textual or grammatical interpretation) ก็จะสามารถแต่งตั้งอย่างไรก็ได้ ขอให้มีตำแหน่งเลขาฯ ที่ปรึกษาฯ ครบทั้งสองตำแหน่ง สัดส่วนจะเป็นเท่าใดก็ได้ เช่น เทศบาลเมืองแต่งตั้งเลขาฯ 1 คน แต่งตั้งที่ปรึกษาฯ 1 หรือ 2 คน หรือ แต่งตั้งที่ปรึกษา 1 คน แต่งตั้งเลขาฯ 1 หรือ 2 คน
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งเลขานุการนายกฯ มากกว่า 1 คนนี้ ก็ด้วยมีเหตุผลเบื้องหลังว่า ตำแหน่งเลขานุการนายกฯ มีรายได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าตำแหน่งที่ปรึกษาฯ หรือ มีเหตุผลเกี่ยวกับปริมาณงานว่าเลขานุการนายกฯ นั้นมีความสำคัญมาก จะต้องมีการแต่งตั้งมากกว่า 1 คน เพื่อช่วยแบ่งเบาภารกิจงานในหน้าที่ของนายกฯ โดยเฉพาะงานด้านธุรการฯ หากแต่งตั้งที่ปรึกษาฯ มากเกินกว่า 1 คน ก็ไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงเลขานุการฯได้ เพราะผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ นี้มักเป็นผู้อาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น ด้วยลักษณะงานภารกิจหน้าที่ที่แตกต่างกันจึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่แทนกันได้
แต่การตีความตามตัวอักษรข้างต้นอาจเกิดผลประหลาด เพราะเป็นการตีความที่ “ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถบรรลุผลได้” กล่าวคือ การตีความต้องให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือต้องเป็น “การตีความตามระบบหรือโครงสร้าง (Systematic or structural interpretation) ที่เน้นให้การตีความกฎหมายจะต้องสอดคล้องกันทั้งระบบกฎหมายทั้งหมดละเว้นมิให้กฎหมายไร้ผลบังคับใช้และมีความสอดคล้องกับกฎหมายอื่นๆ ที่มีโครงสร้างเดียวกัน”
เพราะหากมีการตีความกันว่า สามารถแต่งตั้งเลขาฯและที่ปรึกษาฯ รวมกันได้ไม่เกินตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แต่มีการ “แต่งตั้งเลขานุการนายกฯ” เกินกว่า 1 คน ก็จะเป็นการตีความที่ไม่เป็นไปตาม “วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมาย” เพราะตามระเบียบแบบแผนทางราชการนั้น หลักการแต่งตั้งเลขานุการจะสามารถแต่งตั้งเลขานุการฯได้เพียงคนเดียวเท่านั้น หากมีความจำเป็นเนื่องจากมีภารกิจมาก ก็จะต้องแต่งตั้งเพิ่มเติมได้เพียงตำแหน่ง “ผู้ช่วยเลขานุการ” เท่านั้น และก็ไม่เคยพบว่า ในระบบบริหารราชการใดจะมีตำแหน่งเลขานุการเกินกว่า 1 คน ได้
อนึ่ง เรื่องสัดส่วนจำนวนของเลขานุการ และ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เคยมีหนังสือแจ้งตอบหารือว่า “นายกเทศมนตรีในกรณีของเทศบาลตำบล อาจใช้ดุลพินิจแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรีหรือไม่ก็ได้ แต่หากจะแต่งตั้งให้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดดังกล่าวแล้ว ต้องแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีรวมกับเลขานุการนายกเทศมนตรีจำนวนสองคน ... นายกเทศมนตรีตำบลจึงต้องแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรีรวมกัน จะแต่งตั้งเพียงตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดทั้งสองคนมิได้” [3]
ตามหนังสือตอบหารือดังกล่าวจึงเป็นเพียงตอบหารือว่า นายกเทศมนตรี สามารถแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษาได้ไม่เกินจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด โดยต้องมีเลขานุการและที่ปรึกษาทั้งสองตำแหน่ง กล่าวคือ ไม่สามารถแต่งตั้งตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเพียงตำแหน่งเดียว เช่น ไม่สามารถแต่งตั้งเลขานุการทั้งหมดจำนวน หรือแต่งตั้งที่ปรึกษาทั้งหมดจำนวนได้ ซึ่งก็หมายความว่าในการแต่งตั้งอย่างน้อย “ต้องมีตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งยืนอยู่แล้วจำนวน 1 อัตรา” โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมิได้แยกสัดส่วนจำนวนของเลขานุการและที่ปรึกษาว่าควรจะมีสัดส่วนอย่างไร
ความเห็นแย้งว่า การแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษา อปท. สามารถแต่งตั้งได้หลายคน
เป็นทัศนะแตกต่างจากท่านผู้รู้ที่มีความเห็นแตกต่างว่า การแต่งตั้งเลขานุการฯ และปรึกษาฯ สามารถแต่งตั้งได้หลายคน
โดยมีเหตุผลประกอบว่า
(1) พิจารณาจากเจตนารมณ์การบัญญัติ
หากกฎหมายมีเจตนารมณ์ว่า การแต่งตั้งเลขานุการฯ ต้องแต่งตั้งได้เพียง 1 คนตามแบบแผนธรรมเนียมของราชการ ก็คงไม่มีการบัญญัติไว้ตาม มาตรา 48 อัฎฐ พรบ.เทศบาล พ.ศ. 2496 หรือ ตาม มาตรา 35/3 วรรคสอง พรบ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 แต่จะต้องบัญญัติไว้โดยชัดเจนว่า “นายกเทศมนตรีอาจแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรีซึ่งมิใช่สมาชิกสภาเทศบาลได้ โดยในกรณีเทศบาลตำบลให้แต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีได้จำนวนหนึ่งคน ในกรณีเทศบาลเมืองให้แต่งตั้งได้จำนวนไม่เกินสองคน และในกรณีเทศบาลนครให้แต่งตั้งได้จำนวนไม่เกินสี่คน สำหรับเลขานุการนายกเทศมนตรีให้แต่งตั้งได้หนึ่งคน” การที่กฎหมายบัญญัติให้เป็น “อำนาจดุลพินิจ” ของนายกเทศมนตรีในการแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรีดังกล่าว จึงเป็นการ “ยกเว้น” ของกฎหมายที่สามารถแต่งตั้งเลขานุการฯ ได้เกินกว่าหนึ่งคนได้
(2) พิจารณาจากลักษณะงานที่ปฏิบัติ
เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ การพิจารณาจากงานที่ปฏิบัติ หรือวัตถุประสงค์ของการแต่งตั้งเลขาฯ และที่ปรึกษาฯ ของนายก อปท. นั้น ก็เพื่อให้สามารถแต่งตั้งคนที่รู้ใจไว้ใช้งาน โดยเฉพาะเลขานุการ ที่ต้องสามารถแต่งตั้งได้หลาย ๆ คน เพื่อไว้ใช้งานตามที่ถนัด ซึ่งจะแตกต่างจาก เลขานุการของคณะกรรมการต่าง ๆ หรือ เลขานุการของฝ่ายบริหารทั้งฝ่ายข้าราชการประจำ และการเมืองของส่วนกลาง “ที่มีมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ระบุตำแหน่งไว้ตายตัว” ตามกรอบของระบบของทางราชการ แต่ของ อปท. มิได้มีการกำหนดไว้แต่อย่างใด
นอกจากนี้ การแต่งตั้งเลขานุการเพื่อปฏิบัติงานนอกกรอบที่บัญญัติไว้ตามกฎหมาย หมายถึงเลขานุการที่ไม่มีกรอบอัตราตำแหน่ง แต่เป็นคำเรียกขานว่า “เลขาฯ” เช่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีการตั้งตำแหน่งเลขานุการอธิบดี และรองอธิบดี หลายท่าน
ฉะนั้น ในกรณีนี้ จึงเป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งเอง โดยไม่ดูฐานอำนาจตามกฎหมาย จะแต่งตั้งกี่คนก็ได้ การแต่งตั้งนอกกฎหมายนั้น เมื่อแต่งตั้งแล้วจะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ค่อยว่ากันอีกที เช่น มีนายกเทศมนตรี หรือนายก อบจ. หลายแห่งแต่งตั้งที่ปรึกษา(กิตติมศักดิ์) โดยไม่เบิกค่าตอบแทน(เงินเดือน) ถามว่า การแต่งตั้งที่ปรึกษา(กิตติมศักดิ์)ดังกล่าว ทำได้หรือไม่ คำตอบก็คือ แต่งตั้ง เป็น 10 เป็น 100 คนก็ย่อมได้
อย่างไรก็ตามต่อมา มีหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0804.3/ว 4644 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เรื่อง การกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล [4] โดยกำชับให้ อบต. ไม่สามารถแต่งตั้งที่ปรึกษานายกฯ ได้ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจไว้ จึงแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งนายอำเภอให้กำกับดูแลและแนะนำองค์การบริหารส่วนตำบลให้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดด้วย
เป็นปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่
ปัญหาในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้น อาจแยกพิจารณาได้ว่า
(1) กรณีที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว แต่มีการตีความได้หลายประการดังกล่าวข้างต้น [5] ถือได้ว่าเป็น “ช่องว่างของกฎหมาย” ได้ประการหนึ่ง เพราะผู้ร่างกฎหมายหรือผู้ตรากฎหมายไม่อาจคาดคิดได้ว่าจะมีปัญหาในการตีความเกิดขึ้นในทำนองนี้ หรืออาจเกิดปัญหาในทำนองอื่นที่ไม่อาจคาดคิดไว้ล่วงหน้าได้ ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมายต้องตีความให้ถูกต้องสอดคล้อง เพื่อให้ “การบังคับใช้กฎหมายสามารถบรรลุผลได้” มิใช่การตีความที่ “บิดเบือน” (Abuse) ทำให้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพได้ อาจมีปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรม (Ethics) ของนักกฎหมาย ได้ หรือหากมีประเด็นทักท้วงตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการแต่งตั้งโดยเฉพาะ เลขานุการนายก อปท. ไว้หลายคนว่า เป็นการแต่งตั้งที่ไม่ถูกต้อง เป็นการกระทำที่มิชอบ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการ เช่น การถูกเรียกเงิน ค่าตอบแทนคืนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้
นอกจากนี้การแต่งตั้งที่ปรึกษาฯ (ตั้งไว้หลาย ๆ คน เช่น ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์) ของนายกอปท. โดยไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมายจัดตั้ง โดยอ้างการใช้ฐาน "อำนาจทั่วไป"ศัพท์กฎหมายปกครองเรียกว่า "อำนาจทั่วไป" อาจก่อให้เกิด"การแสวงประโยชน์โดยมิชอบ" จากการได้รับการแต่งตั้งนั้น เช่นการนำคำสั่งแต่งตั้งฯ ไปแอบอ้าง แสดงต่อบุคคลที่สามเพื่อหวังผลตอบแทนอื่นไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมซึ่งอาจเป็นที่เสียหายแก่ทางราชการได้ง่าย เป็นต้น
<p>(2) ในกรณีของ อบต. ไม่มีปัญหาในการแต่งตั้งเลขานุการ และที่ปรึกษานายกฯ เนื่องจาก อบต. ไม่มีที่ปรึกษานายกฯ ตาม พรบ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 รวมแก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2552 มาตรา 58/3 “นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอาจแต่งตั้งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งมิใช่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ช่วยเหลือในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมายได้ไม่เกินสองคน และอาจแต่งตั้งเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคนหนึ่งซึ่งมิได้เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้”</p><p>
</p><p>หมายเหตุ …</p><p></p><p>หนังสือ กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ตอบหารือจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ มท 0804.3/ 4112 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2547 เรื่อง หารือเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูดำรงตำแหนงที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรี, http://www.dla.go.th/work/e_bo…
… บทบัญญัติตามมาตรา 48 โสฬสวรรคสาม แหงพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 เปนการนำกฎหมายมาใชบังคับในกรณีมีขอสงสัยการสิ้นสุดลงของผูดำรงตำแหนงรองนายกเทศมนตรี ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรีเทานั้น ไมเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะตองหามของผูดำรงตำแหนงที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรี …</p><p></p><hr><p>[1] ดู Phachern Thammasarangkoon, ปัญหาการแต่งตั้งเลขานุการฯและที่ปรึกษานายกเทศมนตรี, 1 ตุลาคม 2557, https://www.facebook.com/groups/dinkorat/709712325788565/?comment_id=710248502401614¬if_t=like </p><p>[2] ณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์, “การตีความบิดเบือนกฎหมาย กรณีการแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษานายกเทศมนตรี”, 30 กันยายน 2557, https://www.facebook.com/DroitAdministrative/posts/952627434753167 </p><p>[3] หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0804.3/ว 2518 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2553 เรื่อง หารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรี, และ ที่ มท 0804.3/ 3868 ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 เรื่อง หารือเกี่ยวกับการแต่งตั้งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีและเลขานุการนายกเทศมนตรี ตอบหารือจังหวัดเชียงราย, http://www.uthailocal.go.th/dnm_file/govdoc_stj/225_side1.PDF </p><p>[4] หนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0804.3/ว 4644 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เรื่อง การกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล, http://www.thailocalmeet.com/index.php?topic=59392.0 </p><p>[5] ดู วรเจตน์ ภาคีรัตน์, การใชและการตีความกฎหมายมหาชน, เอกสารเสนอในงานรําลึก๑๐๐ ปชาตกาลศาสตราจารยจิตติติงศภัทิย, คณะนิติศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 30 มีนาคม 2551, https://docs.google.com/file/d/0B547vQ4VPU5fYzRkODVlYWMtYmQ1ZC00NDdlLWI3ZjQtY2M1ZjRhNTRiZWQ0/edit & http://www.senate.go.th/lawdatacenter/includes/FCKeditor/upload/Image/b/b122%20jul_7_4.pdf และ ณรงค์ฤทธิ์ เพชรฤทธิ์, การใช้และการตีความกฎหมายปกครอง (ตอนที่ 1-2), ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ศาลยุติธรรม ศูนย์วิทยบริการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม, วารสารยุติธรรมปริทัศน์, 2554, http://elib.coj.go.th/Article/courtP5_5_6.1.pdf & http://elib.coj.go.th/Article/courtP5_5_6.2.pdf & http://elib.coj.go.th/Article/courtP5_6_4.pdf & ในเวบ pub-law.net รวมสองตอน เมื่อ 3 กรกฎาคม 2554, http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1605 & http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=1606</p>