ชีวิตที่พอเพียง 2569. กระบวนทัศน์แห่งความเท่าเทียม


เรื่องความเท่าเทียมกันในสังคมนี้ มันฝังอยู่ในวัฒนธรรม และความคิดลึกๆ ที่เรียกว่า กระบวนทัศน์ของคนทั้งสังคมนะครับ ไปญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศยุโรปเหนือจะสัมผัสสภาพนี้ได้โดยไม่ต้องมีคนอธิบาย ที่นั่นช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยไม่มาก ช่องว่างระหว่างเงินเดือนของคนไม่จบปริญญา กับคนจบปริญญา ไม่มาก และเวลาคิดเรื่องต่างๆ ในสังคม เขาจะคิดที่การอยู่ร่วมกันในสังคมหรือชุมชนที่ดี ไม่ได้คิดเฉพาะผลประโยชน์ของตน หรือกลุ่มตน เท่านั้น

ชีวิตที่พอเพียง 2569. กระบวนทัศน์แห่งความเท่าเทียม

ระหว่างนั่งรถเดินทางอยู่ในจังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ตอนช่วงเช้าวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๘ มีการสนทนา ตั้งคำถาม และให้คำตอบ หลากหลายมาก

คำถามหนึ่ง เกี่ยวกับโรงเรียน และการศึกษาที่ดีสำหรับเด็กในปัจจุบัน ที่จะมีชีวิตที่ดีในอนาคต ถามว่าเป็นอย่างไร มีคำตอบได้มากมาย เช่นอาจตอบว่า เด็กไทยสอบ PISA ได้คะแนนสูงขึ้น ซึ่งสำหรับผมต้องมีคำอธิบายขยายความ

ผมไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเป้าหมายการยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยโดยดูที่คะแนนเฉลี่ย PISA สูงขึ้น ผมอยากให้กำหนดว่า เป้าหมายคือไม่มีคนได้คะแนนต่ำกว่า Level 1 เลย และคนที่ได้คะแนน Level 1 ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของนักเรียนที่เข้าสอบทั้งหมด

เป้าหมายแบบที่ผมเสนอ เป็นเป้าหมายที่เน้นยกระดับความเท่าเทียมด้านผลลัพธ์ในการเรียนรู้ เป้าหมายนี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมของครูในห้องเรียน และในการดูแลศิษย์ทั้งชั้น

ในวงเสวนาบนรถดังกล่าว มีคนพูดว่า คนไทยดูถูกตัวเอง ไม่มั่นใจในคุณค่าและศักยภาพของตนเอง ซึ่งผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ที่สำคัญกว่าคือ การตอบคำถามว่า แล้วจะยกระดับความมั่นใจในคุณค่าและศักยภาพของตนเอง ของคนไทย ได้อย่างไร ซึ่งผมคิดว่า ต้องเน้นที่การศึกษาเพื่อยกระดับคุณสมบัติ ๗ ด้านไปพร้อมๆ กัน ที่เรียกว่า Chickering’s Seven Vectors ซึ่งก็ตรงกับการเรียนรู้เพื่อยกระดับ ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ นั่นเอง

การศึกษาเพื่อเป้าหมายนี้ ต้องจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ไม่ใช่แบบ Passive Learning

บิ๊กจ๊อด วรนันท์ วรมนตรี แห่งบริษัทเบทาโกรเล่าว่า ชาวบ้านศรีมงคลมีวิธีเลี้ยงไก่ได้ผลดี เอาแกลบปูเล้า มีการกลับแกลบ มีวิธีการเดินไม่ให้ไก่ตื่น ฯลฯ ทำให้ผมคิดต่อว่า ต้องมีกระบวนการคิดคุณค่าของการริเริ่มสร้างสรรค์แต่ละชิ้น แล้วเอาผลที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมมาแบ่งปันผลประโยชน์กัน ให้ชาวบ้านเกิดแรงจูงใจในการคิดปรับปรุงงานประจำของตน และให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจในคุณค่าและศักยภาพของตนเอง

เรื่องความเท่าเทียมกันในสังคมนี้ มันฝังอยู่ในวัฒนธรรม และความคิดลึกๆ ที่เรียกว่า กระบวนทัศน์ของคนทั้งสังคมนะครับ ไปญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศยุโรปเหนือจะสัมผัสสภาพนี้ได้โดยไม่ต้องมีคนอธิบาย ที่นั่นช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยไม่มาก ช่องว่างระหว่างเงินเดือนของคนไม่จบปริญญา กับคนจบปริญญา ไม่มาก และเวลาคิดเรื่องต่างๆ ในสังคม เขาจะคิดที่การอยู่ร่วมกันในสังคมหรือชุมชนที่ดี ไม่ได้คิดเฉพาะผลประโยชน์ของตน หรือกลุ่มตน เท่านั้น

โจทย์ของผมคือ สังคมไทยจะสร้างกระบวนทัศน์นี้ ให้กลายเป็นคุณสมบัติประจำชาติ ได้อย่างไร

วิจารณ์ พานิช

๒๒ พ.ย. ๕๘ ปรับปรุง ๓๑ ธ.ค. ๕๘

หมายเลขบันทึก: 598984เขียนเมื่อ 31 ธันวาคม 2015 03:01 น. ()แก้ไขเมื่อ 31 ธันวาคม 2015 03:01 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

ลดเงินเดือน..ให้มีอัตราเท่าๆกัน..ทั้งประเทศ...ไม่มี..การวัดผลด้วยการให้คะแนน..หากเปลี่ยนเป็นความสามารถ..ทำได้..แค่นี้..ก็น่าจะ..จะเป็นก้าวแรก..ที่น่าจะมีสิ่งเปลี่ยนแปลงที่ดีๆ...(กระบวนทัศน์)...

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี