กรณีศึกษานางนาลิสา ทรอย - สิทธิลงทุนของคนสัญชาติไทยที่ถือสัญชาติของรัฐต่างประเทศอยู่ด้วย มีสิทธิในเสรีภาพที่จะประกอบอาชีพในประเทศไทยเพียงใด ? จะต้องขออนุญาตทำงานหรือลงทุนหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?

Archanwell
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

กรณีศึกษานางสาวนาลิสา ทรอย

: สิทธิในการประกอบอาชีพของบุตรที่เกิดนอกประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ ของหญิงไทยและชายต่างด้าว

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๗

https://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=967967593274659

-----------

ข้อเท็จจริง[1]

-----------

ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวนาลิสา ทรอย เกิดที่โรงพยาบาลเซนต์ แมรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ จากนางสมมาตร ทรอย และนายแฟรงค์ ทรอย

ในขณะที่เกิด ไม่ได้มีการแจ้งการเกิดของนาลิสาในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย มีเพียงการแจ้งการเกิดของนาลิสาในทะเบียนราษฎรของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ นางนาลิสา ทรอย หวอด ได้ยื่นคำร้องเกี่ยวกับงานทะเบียนราษฎร (ท.ร.๓๑) เพื่อขอให้นายทะเบียนอำเภอเกาะคาดำเนินการเพื่อเพิ่มชื่อของตนในทะเบียนบ้าน โดยอ้างว่า ตนเกิดเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ และมีสัญชาติไทย ทั้งนี้ โดยมีพยานเอกสาร ก็คือ ใบรับรองคนเกิด (Certficate of Live Birth) ซึ่งออกโดยคณะกรรมการสุขอนามัยรัฐวิสคอนซิล (Wisconsin State Board of Health) เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙

ใบรับรองคนเกิดดังกล่าวระบุถึงบุพการีของนาลิสาว่า มีบิดาชื่อ แฟรงค์ เนธาน ทรอย ซึ่งเกิดที่โอกลาโฮม่า และมีมารดาชื่อ สมมาตร พันธุ์อร่าม ซึ่งที่ประเทศไทย ขอให้สังเกตว่า ใบรับรองคนเกิดตามกฎหมายอเมริกัน มีลักษณะเช่นเดียวกับเอกสารรับรองคนเกิดในหลายประเทศที่ไม่ระบุสถานทางสัญชาติของทั้งบิดาและมารดา หากแต่ระบุเพียงสถานที่เกิดของบุพการีของคนเกิด นอกจากนั้น ยังมีหนังสือรับรองของสถานกงสุลใหญ่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งรับรองว่า นางนาลิสาเป็นบุตรนางสมมาตร ซึ่งเกิดในประเทศไทย

ส่วนนางสมมาตรถือบัตรประชาชนตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.๒๕๒๖ ออกโดยกรมการปกครองเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ และทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ณ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ระบุว่า นางสมมาตรมีสัญชาติไทย

โดยพิจารณาและเห็นว่า นางนาลิสาได้สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดาเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยผลของมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางจึงเพิ่มชื่อของนางนาลิสาลงในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ในสถานะ “คนสัญชาติไทย” เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย นางนาลิสาก็ยังอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป แม้จะมีการเดินทางมาเยี่ยมมารดาในประเทศไทยบ้างก็ตาม การดำเนินชีวิตโดยทั่วไปทำในประเทศสหรัฐอเมริกา

--------

คำถาม

---------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางนาลิสามีสิทธิในเสรีภาพที่จะประกอบอาชีพในประเทศไทยเพียงใด ? จะต้องขออนุญาตทำงานหรือลงทุนหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?

-------------

แนวคำตอบ

-------------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เรื่องการอนุญาตประกอบอาชีพในประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นเรื่องของเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนระหว่างรัฐเจ้าของดินแดนและเอกชนผู้ประกอบการ ดังนั้น แม้มีลักษณะระหว่างประเทศ นิติสัมพันธ์ดังกล่าวก็จะยังตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี แต่อย่างไรก็ตาม กรณีอาจถูกกำหนดเป็นอย่างอื่นโดยกฎหมายของรัฐนั้นเอง

ดังนั้น สิทธิในการประกอบอาชีพของนางนาลิสาจึงเป็นไปตามกฎหมายของประเทศไทย ทั้งนี้ เพราะเธอใช้สิทธิทำงานในประเทศไทย รัฐไทยจึงมีสถานะเป็นรัฐคู่กรณี เราพบว่า กฎหมายไทยรับรองสิทธิในการประกอบอาชีพภายใต้ระบบประกันเสรีภาพของการใช้สิทธิไว้ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ[2]

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการประกอบธุรกิจในประเทศไทยของคนต่างด้าวนั้น ประเทศไทยได้มีบทกฎหมายหลักที่ใช้ในการจำกัดสิทธิของคนต่างด้าว อันได้แก่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๔๒ นั่นก็หมายความว่า คนสัญชาติไทยย่อมไม่อาจตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายนี้ได้เลย โดยมาตรา ๔ (๑) แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๔๒ คนต่างด้าวย่อมหมายความถึงบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ดังนั้น แม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวนาลิสาจะมีสัญชาติอเมริกันอยู่ด้วย แต่เธอก็มีสัญชาติไทยอีกด้วย เธอจึงไม่อาจมีสถานะเป็น “คนต่างด้าว” ในความหมายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๔๒ จึงไม่อาจถูกจำกัดสิทธิในเสรีภาพที่จะประกอบธุรกิจในประเทศไทยแต่อย่างใด

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทำงานในประเทศไทยของคนต่างด้าวนั้น ประเทศไทยได้มีบทกฎหมายหลักที่ใช้ในการจำกัดสิทธิของคนต่างด้าว อันได้แก่ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ นั่นก็หมายความว่า คนสัญชาติไทยย่อมไม่อาจตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายนี้ได้เลย โดยมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ คนต่างด้าวย่อมหมายความถึงบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ดังนั้น กรณีจึงวิเคราะห์ได้ในลักษณะเดียวกับกรณีของสิทธิประกอบธุรกิจ แม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางสาวนาลิสาจะมีสัญชาติอเมริกันอยู่ด้วย แต่เธอก็มีสัญชาติไทยอีกด้วย เธอจึงไม่อาจมีสถานะเป็น “คนต่างด้าว” ในความหมายของ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ จึงไม่อาจถูกจำกัดสิทธิในเสรีภาพที่จะทำงานในประเทศไทยแต่อย่างใด

จึงสรุปว่า แม้หลังจากการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย นางนาลิสาก็ยังอาศัยอยู่และการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปทำในประเทศสหรัฐอเมริกา นางนาลิสาก็ยังมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทย การไม่อาศัยอยู่จริงในประเทศไทยไม่ส่งผลต่อสิทธิในเสรีภาพที่จะประกอบธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทยของนางนาลิสาแต่อย่างใด

นอกจากนั้น สิทธิทำงานเพื่อประกอบอาชีพของนางสาวนาลิสายังได้รับการรับรองโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑[3] และกติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙[4]



[1] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ปีการศึกษา ๒๕๕๔ ภาคการศึกษาที่ ๑ เป็นเรื่องจริง ซึ่งเจ้าของเรื่องประสงค์จะให้ใช้เป็นบทเรียนเพื่อสอนนักศึกษากฎหมายในคณะนิติศาสตร์ เพื่อจะไม่มีคนในสถานการณ์เดียวกับนาลิสาต้องประสบปัญหาความไม่เข้าใจในการใช้สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา

[2] ซึ่งในปัจจุบัน ก็คือ มาตรา ๔๓ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติว่า

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน”

[3] ดังจะเห็นว่า ข้อ ๒๓(๑) แห่งปฏิญญานี้บัญญัติว่า “บุคคลมีสิทธิที่จะทำงาน, ที่จะเลือกงานอย่างเสรี, ที่จะมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและพอใจ และที่จะได้รับความคุ้มครองจากการว่างงาน. (Everyone has the right to work, to free choice of employment, to just and favourable conditions of work and to protection against unemployment.)”

[4] ซึ่งในปัจจุบัน ก็คือ ข้อ ๖ (๑) แห่ง กติกานี้บัญญัติว่า “รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้รับรองสิทธิที่จะทำงาน ซึ่งรวมทั้งสิทธิทุกคนในโอกาสที่จะหาเลี้ยงชีพโดยงานซึ่งตนเลือกรับอย่างเสรี และจะดำเนินขั้นตอนอันเหมาะสม ที่จะพิทักษ์สิทธินี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ARCHANWELL#Business4Society



ความเห็น (0)