อภิชญา วรพันธ์ : การเดินทางครั้งสำคัญ

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 51 ดิฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพราะเสียงโทรศัพท์ยามวิกาล ขณะที่มือควานหาโทรศัพท์ที่อยู่ข้างเตียงก็พอเดาได้ว่าเป็นเรื่องอะไร เพราะเวลานี้มิใช่เวลาปกติที่จะโทรศัพท์ติดต่อกันในเรื่องปกติ ซึ่งก็จริงดังคาด คุณพ่อน้องปุ้ยโทรศัพท์มาส่งข่าวว่า “ น้องปุ้ยเสียชีวิตอย่างสงบเวลา 04.48 น. ” เมื่อเหลือบดูนาฬิกาในห้อง เวลาขณะนั้นคือ 05.09 น. น้องปุ้ยเดินทางไปแล้วเมื่อราว 21 นาที ที่ผ่านมา

ดิฉันรู้จักกับครอบครัวน้องปุ้ยครั้งแรกเมื่อประมาณเดือน ส.ค.51 โดยที่คุณหมอเป็นผู้แนะนำให้เรารู้จักกัน เพราะลูกก็เป็นมะเร็งเหมือนกัน แม้จะคนละชนิด แต่ก็จะได้เป็นเพื่อนคุยซึ่งกันและกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ตรวจพบว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของน้องปุ้ยได้กลับมาอีก คุณพ่อและคุณแม่จึงตัดสินใจพาน้องปุ้ยไปรักษาแบบแพทย์ทางเลือก เพราะตัวน้องปุ้ยเองก็ไม่อยากอยู่โรงพยาบาล คุณแม่น้องปุ้ยบอกว่า ไม่อยากคุยกับหมอคนไหนเลย ไม่อยากรู้ผลการตรวจอะไรทั้งนั้น ทั้งนี้คงกลัวการรับรู้เรื่องต่างๆ ของโรคที่น้องปุ้ยเป็นอยู่

ครอบครัวน้องปุ้ยเดินทางไปรักษาแบบทางเลือกหลายจังหวัด โดยไปค้างที่บ้านผู้ให้การรักษา มีทั้งกินยาสมุนไพร และการนวดด้วยความร้อน ระหว่างนั้นเราติดต่อกันทางโทรศัพท์อยู่เสมอ ช่วงแรกคุณแม่ปฏิเสธการดูแลแผนปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แต่ดิฉันได้คุยกับคุณแม่น้องปุ้ยว่า การดูแลแผนปัจจุบันอาจจะไม่ต้องไปโรงพยาบาลก็ได้ เพียงแต่คุณแม่พาน้องปุ้ยไปตรวจเลือดที่คลีนิคที่ไปสะดวก แล้วแจ้งผลมาให้ทราบ ดิฉันจะได้นำผลไปปรึกษาคุณหมอ จะได้ทราบว่าอาการของน้องปุ้ยดีขึ้นหรือไม่ เพราะเราจะประเมินผลการรักษาจากความรู้สึกคงไม่ได้ ควรใช้ตัววัดที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน ใช้ทั้งแพทย์ทางเลือก และการตรวจทาง Lab ประกอบกัน ถือว่าเป็นการประเมินผล และเตรียมรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งคุณแม่น้องปุ้ยก็เห็นด้วยกับเหตุผลที่ยกมา

เมื่อเวลาผ่านระยะหนึ่ง ผลเลือดของน้องปุ้ยเริ่มอยู่ในภาวะวิกฤต เม็ดเลือดขาวสูงถึง 680,000 เกล็ดเลือดตกลงมา 92,000 ฟันน้ำนมที่หลุดมาเกือบเดือนแล้ว ยังมีเลือดซึมอยู่ตลอด คุณพ่อคุณแม่จึงตัดสินใจพาน้องปุ้ยไปโรงพยาบาล หลังจากได้รับเลือด เกล็ดเลือด ยาฆ่าเชื้อ ฯ อยู่ระยะหนึ่ง น้องปุ้ยก็แข็งแรงขึ้น และออกจากโรงพยาบาลได้

ช่วง ต.ค.51 มีค่ายสำหรับเด็กโรคมะเร็ง น้องปุ้ยดีใจมากที่จะได้ไปเที่ยวค้างคืนที่ต่างจังหวัด เพราะเป็นการไปเที่ยวต่างจังหวัดครั้งแรกในชีวิต จึงเป็นการไปเที่ยวที่มีความหมายสำหรับน้องปุ้ยมาก การไปเที่ยวของน้องปุ้ยครั้งนี้ “ทีมงานทุกคน” เตรียมจัดการหลายอย่างไว้เพื่อน้องปุ้ยโดยเฉพาะ เพราะน้องปุ้ยมีภาวะที่ต้องเฝ้าระวังมากกว่าคนอื่น อาทิ

... คุณหมอจองเกล็ดเลือดไว้ให้ก่อนจะไปเที่ยว น้องปุ้ยจะได้รู้สึกสดชื่น แข็งแรง

... อาสาสมัครที่ดูแลน้องปุ้ยเป็นพยาบาลที่มีประสบการณ์ โดยประกบตัวต่อตัว

... จัดให้น้องปุ้ยกับพี่พยาบาลนอนห้องติดกับคุณหมอ เผื่อว่ามีเหตุฉุกเฉิน

... รูปถ่ายสำหรับความทรงจำที่งดงาม เพื่อจะได้ส่งต่อความทรงจำที่สดใส ร่าเริง และ

งดงามให้กับคุณพ่อคุณแม่ของน้องปุ้ยที่ไม่ได้ไปเห็นภาพเหล่านั้น ในกล้องของดิฉัน

ก็มีรูปของน้องปุ้ยมากกว่าครึ่ง

การไปค่ายที่ต่างจังหวัดครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ประทับใจน้องปุ้ยมาก น้องปุ้ยพูดกับคุณแม่ว่า “ไปแป๊บเดียวก็ต้องกลับมาแล้ว ความสุขนี้สั้นจัง” ส่วนคุณแม่ก็เล่าให้ดิฉันฟังว่า ช่วงไปค่ายเวลาโทรศัพท์ไปหาน้องปุ้ย น้องจะรีบๆ พูด บอกคุณแม่ว่ากำลังทำนั่นนี่อยู่ กำลังสนุกอยู่ คุณแม่ไม่ต้องโทรศัพท์มาบ่อยก็ได้ ซึ่งคุณแม่ก็รู้สึกสบายใจว่า ลูกคงสนุกจริงๆ จนไม่คิดถึงคุณแม่เลย

และแล้ววันที่ไม่อยากให้มาถึง..ก็มาถึง 30 ต.ค.51 คุณแม่น้องปุ้ยโทรศัพท์มาหาดิฉันตอน 5 ทุ่ม ว่าพาน้องปุ้ยมาโรงพยาบาลเพราะมีอาการท้องเสียและอุจจาระเป็นเลือด โดยคุณแม่จะขอยืมเครื่องเล่น และ CD ธรรมะหรือบทสวดมนต์ ซึ่งดิฉันก็ได้นำไปให้ในวันรุ่งขึ้น น้องปุ้ยยังคุยได้ รู้เรื่องดี ยังพูดถึงความสนุกในงานค่าย วันนั้นดิฉันไปกับจีซึ่งเป็นคนที่ดูแลกิจกรรมงานค่ายที่น้องปุ้ยได้ไปมา เรารีบเอารูปงานค่ายไปที่ร้านอัดรูปใกล้โรงพยาบาล เลือกอัดรูปได้ 2 อัลบั้ม เมื่อนำรูปมาให้น้องปุ้ยที่โรงพยาบาล น้องปุ้ยดีใจมาก นอนดูรูปอย่างมีความสุข เปิดรูปให้คุณแม่ดูและบรรยายเรื่องราวไปด้วยทุกรูป พูดติดปากว่า มีความสุขมากที่ได้ไปค่าย หลังจากที่น้องปุ้ยดูรูปได้ราว 1 ชั่วโมง น้องปุ้ยเริ่มมีไข้ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง มีอาการเหมือนเบลอๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าเราตัดสินใจถูกที่ไปอัดรูปและนำมาให้ดูขณะที่น้องปุ้ยยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เพราะหลังจากนั้นน้องปุ้ยก็มีอาการเบลอๆ มีอาการเพ้อขณะมีไข้ ไม่ค่อยรู้สึกตัว

2 พ.ย.51 คุณพ่อน้องปุ้ยมาปรึกษาว่าจะพาน้องกลับบ้านดีหรือไม่ เพราะอยู่ที่โรงพยาบาลก็ไม่ได้รักษาอะไรแล้ว ดิฉันจึงบอกให้คุณพ่อไปคุยกับคุณแม่เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ร่วมกันตัดสินใจให้แน่นอนว่าต้องการอย่างไร และดิฉันย้ำว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ขอให้มั่นใจว่าเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้น้องปุ้ยแล้ว หลังจากนั้นอีก 1 ชั่วโมง คุณแม่ก็โทรศัพท์มาบอกว่า พ่อกับแม่คุยกันแล้ว และเห็นตรงกันว่าจะพาน้องปุ้ยกลับบ้าน การเดินทางครั้งนี้ น้องปุ้ยไม่ได้เดินทางรวดเดียวถึงบ้าน ใช้เวลาเดินทาง 5 วัน มีการ Admit ในโรงพยาบาล 2 แห่ง ระหว่างทาง

การเดินทางวันที่ 1 - 2 พ.ย.51

ช่วง 20.00 น. การเดินทางช่วงสุดท้ายของน้องปุ้ยได้เริ่มขึ้น โดยเช่ารถพยาบาลของเอกชน ระหว่างเดินทางคุณแม่โทรศัพท์มาเล่าว่า ช่วงที่มีไข้น้องปุ้ยละเมอเรื่องไปงานค่าย พูดเสมอว่ามีความสุขๆ ความสุขนี้สั้นจัง

การเดินทางวันที่ 2 - 3 พ.ย. 51

ช่วงหัวรุ่งถึงจังหวัดที่เป็นบ้านเกิดของน้องปุ้ย ระหว่างเดินทางน้องปุ้ยก็หลับตาและเพ้อตลอดเวลา เมื่อมาตัวเมืองจึงพาน้องปุ้ยไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด ช่วงสายๆ ก็มีญาติทั้งทางพ่อ และทางแม่มาหาที่โรงพยาบาลหลายคน ซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่ก็รู้สึกอุ่นใจ ไม่โดดเดี่ยว ความรู้สึกดีกว่าอยู่กรุงเทพมาก

คุณหมอเจ้าของไข้สงสัยว่า ทำไมถึงกลับมารักษาที่ต่างจังหวัด คุณแม่ก็ได้บอกว่า ไม่ได้มารักษา เพราะรู้ว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว มาที่นี่เพราะอยู่ใกล้บ้าน สิ่งที่ต้องการสำหรับน้องปุ้ยตอนนี้ก็คือ ออกซิเจน ยาแก้ปวด ยานอนหลับ ที่จะทำให้เค้าไม่ทรมานเมื่อคุณหมอทราบความเข้าใจ และความต้องการของญาติแล้ว คุณหมอจึงให้ย้ายน้องปุ้ยออกจากห้อง ICU ไปอยู่ในห้องแยก ให้ยาฆ่าเชื้อ ยาลดไข้

ส่วนที่บ้านก็เตรียมจัดที่สำหรับจัดงานศพไว้แล้ว ตอนแรกกะว่าพอใกล้เสียชีวิตก็ค่อยพาเข้าบ้าน หลังจากนั้นก็ทำพิธีต่างๆ เสร็จแล้วตอนเผาก็เอาไปเผาที่ป่าช้า (ที่บ้านน้องปุ้ยไม่ได้เผาที่วัด) แต่พอคุยกันแล้วก็ตกลงกันใหม่ว่า ให้น้องปุ้ยเสียชีวิตที่โรงพยาบาลดีกว่า เพราะเกรงว่าถ้าเค้าทรมานก็จะช่วยอะไรไม่ได้

สำหรับคุณพ่อนั้น จากที่ไม่เคยคุยเรื่องโรคของลูกเลย คราวนี้คุณพ่อเริ่มเป็นฝ่ายถามเรื่องเกี่ยวกับน้องปุ้ยตรงๆ ว่า อาการแบบนี้คือเริ่มนับถอยหลังแล้วใช่หรือไม่ ดิฉันได้บอกว่า มันเริ่มนับถอยหลังตั้งแต่ Relapse (โรคกลับมาเป็นใหม่) แล้ว และจะเห็นชัดยิ่งขึ้นเมื่อต้องให้เกล็ดเลือดถี่ขึ้น คือปลาย ก.ย. แสดงว่าร่างกายมันเริ่มไม่รับแล้ว และหลังจากนั้นมันก็จะมีเลือดออกจากส่วนใดของร่างกายก็ได้ ซึ่งเมื่อคืนวันศุกร์ที่ถ่ายแล้วมีเลือดปนออกมา 4 ครั้ง ก็ทำให้รู้สึกว่าร่างกายน้องปุ้ยก็ไม่ไหวแล้ว

คุณพ่อน้องปุ้ยพูดว่า ก่อนหน้านี้ไม่เห็นพี่บอกให้ทราบเลย ซึ่งดิฉันได้ตอบไปว่า เรื่องลักษณะนี้ควรเป็นหน้าที่ของหมอมากกว่าที่จะให้ข้อมูลโดยตรง ซึ่งคุณพ่อสามารถถามได้ หรือถ้าเป็นการคุยกันระหว่างพ่อแม่คนไข้กันเอง ดิฉันจะตอบถ้าคุณพ่อถาม และควรตอบเท่าที่ถาม ในบางเรื่องนั้น ถึงดิฉันรู้ก็ไม่สมควรจะพูด ดิฉันต้องรู้ว่าบทบาท และหน้าที่ของตัวเองคืออะไร ทำได้แค่ไหน

สำหรับการตอบเมื่อถาม หรือตอบเท่าที่ถามนั้น ในมุมมองของดิฉันเองก็เป็นการประเมินว่า ผู้ที่เราคุยด้วยอยากรู้อะไร เตรียมใจของตนเองสำหรับรับสถานการณ์ได้แค่ไหน ซึ่งเราควรตอบเท่าที่ผู้ถามจะรับได้ อย่าพยายามเอาสิ่งที่เรารู้ไปยัดเยียดให้อีกฝ่ายต้องรู้หากเขายังไม่พร้อม เพราะมิฉะนั้นญาติผู้ป่วยจะปิดประตูสำหรับความสัมพันธ์ที่ดีกันไปเลย ต้องอาศัยเวลาที่จะทำความรู้จักญาติผู้ป่วย

ช่วงค่ำ คุณแม่โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า น้องปุ้ยยังคงเหมือนเดิม คือ หลับตา เพ้อตลอดเวลา พูดจับใจความไม่ได้ แต่เพราะในห้องแยกที่น้องปุ้ยอยู่คนเดียวเสียงดังมาก เพราะญาติมาหลายคน คุณแม่จึงออกมาคุยข้างนอก ดิฉันจึงได้คุยกับคุณแม่ว่า ในห้องเสียงคุยกันดังมาก ไม่น่าจะทำให้น้องปุ้ยรู้สึกสงบได้ ถึงแม้เราจะดูว่าน้องปุ้ยดูเหมือนจะไม่รู้ตัวแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าในความไม่รู้ตัวที่เราคิดนั้น อาจมีบางช่วงที่รู้ตัว สติรับรู้อาจจะดับๆ ติดๆ ซึ่งถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างสงบก็มีส่วนช่วยให้เค้ารู้สึกสงบมากขึ้น ในทางตรงข้ามหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สับสนวุ่นวาย น้องปุ้ยก็คงรู้สึกสับสนวุ่นวายเช่นกัน

การเดินทางวันที่ 3 - 4 พ.ย. 51

แม่น้องปุ้ยคิดว่าถ้าอาการน้องปุ้ยยังทรงอยู่เช่นนี้ จะขอย้ายไปที่โรงพยาบาลอำเภอซึ่งจะใกล้บ้านกว่า คุณแม่บอกว่า ณ ตอนนี้ก็ยังทำใจไม่ได้ ถึงรู้ว่าเวลาของน้องปุ้ยสั้นลง แต่ก็ทำใจไม่ได้

จากสภาพน้องปุ้ย ณ วันนี้ คุณแม่บอกว่า คิดถึงช่วงที่คุยคุณหมอที่รักษาน้องปุ้ยมากที่สุด คุณหมอเคยถามว่า ถ้าน้องเค้าปวดมากๆ คุณแม่คิดว่าจะทำอย่างไร ณ ตอนนั้น คุณแม่บอกว่า ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น เห็นน้องปุ้ยยังดีๆ อยู่ ไม่น่าจะเป็นอะไร ตัวเองก็พร้อมที่จะสู้ พร้อมที่จะหาวิธีอื่นๆ เพื่อรักษาน้องปุ้ยตอนนั้นคุณแม่ไม่อยากคุยกับคุณหมอเลย แต่วันนี้คุณแม่คิดว่า ถ้าวันนั้นเรากล้าที่จะยอมรับความจริงที่คุณหมอพูด ยอมฟังยอมคุยกับคุณหมอ การเตรียมตัว การเตรียมใจคงดีกว่านี้

ซึ่งดิฉันได้บอกคุณแม่ว่า ขอให้คุณแม่มั่นใจว่าคุณแม่ทำทุกอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ดิฉันเห็นและรู้สึกเช่นนั้น อย่ากังวลกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เพราะทุกเรื่องที่มองย้อนหลังเรามักเห็นปัญหาเสมอ

การเดินทางวันที่ 4 - 5 พ.ย. 51

คุณแม่ย้ายน้องปุ้ยจากโรงพยาบาลในตัวจังหวัด ไปอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอ อาการขณะนี้ของน้องปุ้ยคือ ท้องอืด ไม่รับรู้อะไร มือที่เคยไขว่คว้าก็อยู่นิ่งเสียแล้ว ความดันยังปกติ แต่ดูเหมือนลมหายใจจะแผ่วลง เวลาคุณแม่โทรศัพท์มาเล่าอาการ เสียงคุณแม่จะสั่น สูดลมหายใจแรงบ่อยๆ และกลั้นสะอื้น

คุณหมอให้ยาแก้ปวดทุก 6 ชม. น้องปุ้ยเหมือนกับมีอาการทรุดลงเพราะหน้าบวมขึ้น เวลาคุยโทรศัพท์ดิฉันจะได้ยินเสียงหายใจของน้องปุ้ยดังฮืดๆ เสียงเหมือนคนคราง

คุณแม่ได้บอกคุณหมอว่า หากน้องปุ้ยเริ่มมี Sign อะไรที่แสดงว่าจะไม่ไหวแล้ว เช่น ความดันตก ขอให้คุณหมอบอกด้วย คุณแม่จะพาน้องปุ้ยกลับเข้าบ้าน

การเดินทางวันที่ 5 - วันศุกร์ที่ 6 พ.ย. 51

คุณแม่คุยกับคุณหมอว่าจะขอเอาน้องปุ้ยกลับบ้าน เพราะน้องปุ้ยดูน่าจะไม่ไหวแล้ว และประเพณีของที่บ้านคือ ถ้ายังไม่เสียชีวิตสามารถเอาเข้าบ้านได้ แล้วค่อยไปเสียชีวิตที่บ้าน แต่ถ้าเสียชีวิตจากที่อื่นจะไม่ให้เอาเข้าบ้าน แต่ให้เอาไปทำพิธีและเผาที่ป่าช้าเลย (ไม่เผาที่วัด)

น้องปุ้ยเดินทางมาถึงบ้านโดยใช้เวลา 5 วัน คุณหมอที่โรงพยาบาลให้ยืมออกซิเจนมาใช้ และให้น้ำเกลือมาด้วย โดยบอกว่า หากน้ำเกลือหมดก็ให้สาธารณสุขใกล้ๆ บ้านมาช่วยเปลี่ยนให้ และได้ฉีดยาแก้ปวดมาให้ด้วย

หลังจากมาถึงบ้านแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ได้ไปทำสังฆทานที่วัด ซื้อเอาหลอดไฟถวายวัด และคุณครูที่โรงเรียนที่น้องปุ้ยเคยเรียนก็พาเพื่อนทั้งห้องมาเยี่ยมน้องปุ้ย

สำหรับน้องปุ้ยก็ยังนอนนิ่งๆ คุณแม่รู้สึกว่าเท้าน้องปุ้ยจะเย็นมากขึ้น ช่วงเย็นคุณแม่ไม่ได้ให้น้องปุ้ยใช้ออกซิเจน และน้ำเกลือแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์

7 พ.ย. 51

หลังจากไม่ได้ใช้ออกซิเจนน้องปุ้ยก็ยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไร

ส่วนคุณแม่ของน้องปุ้ยที่เพิ่งทราบเมื่อไม่นานว่าตั้งท้อง ก็มีความกังวลว่าลูกในท้องจะเป็นเหมือนน้องปุ้ยหรือไม่ ดิฉันได้บอกว่าอย่าเพิ่งกลัวอะไรล่วงหน้ามากเกินไป เพราะเราจะติดอยู่กับความกลัวนั้น จนหาความสุขไม่ได้ ตอนนี้ถือว่าโชคดีที่กำลังจะมีลูกอีกคนหนึ่ง เพราะจะทำให้ชีวิตของเรามีจุดมุ่งหมายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกคนใหม่จะมาทดแทนน้องปุ้ยได้ เพราะไม่มีใครทดแทนใครได้ เพียงแต่จะทำให้เรารู้สึกว่าเรามีเพื่อน เรามีจุดมุ่งหมายที่เราต้องทำเพื่อใคร

เดินทาง - 8 พ.ย. 51

หลังจากที่ตระเวนเดินทางไกลไปหลายที่ไม่ว่าจะกรุงเทพ บุรีรัมย์ นครพนม อุบลราชธานี และสุดท้ายกลับมาที่นครพนม ณ วันนี้ น้องปุ้ยได้กลับมาอยู่ที่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านที่น้องปุ้ยอยู่มาตั้งแต่แรกเกิด โดยมีคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ที่รักน้องปุ้ยอยู่กันพร้อมหน้า ทุกคนช่วยกันเตรียมสิ่งต่างๆ สำหรับการเดินทางครั้งสำคัญ วันสุดท้ายของน้องปุ้ยจึงแวดล้อมด้วยคนที่รัก และเตรียมสิ่งต่างๆ ไว้เพื่อรอส่งน้องปุ้ยให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

อภิชญา วรพันธ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know7: บันทึกเกี่ยวกับการตายดีที่บ้าน



ความเห็น (0)