"พี่หนาน"
นาย พรพจน์ พี่หนาน เรียงประพัฒน์

จัดงาน(บุญ)กันอย่างไร...ถึงไม่(ค่อย)ได้เงิน..?


จัดงาน(บุญ)กันอย่างไร...ถึงไม่(ค่อย)ได้เงิน..?

...
บันทึกนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นผ่านมุมมองของผู้เขียน มิได้มีเจตนากระทบกระทั่งใคร หรือทำให้ใครได้รับความอับอายหรือเสียหายแต่ประการใด โดยสังเกตจาก การจัดงานในชุมชน ชนบท หรือหมู่บ้านหลายแห่ง ที่บางครั้งดูจะไม่ประสบผลสำเร็จหรือไม่ปลื้มต่อหลายๆ ฝ่ายเท่าที่ควร ขอนำมาประมวลเขียนเสนอแนะในมุมมองของตนเอง เป็นหลักการใหญ่ๆ ในการจัดงาน ดังต่อไปนี้
.
หลักการแรก คือ ทัศนคติที่มีต่อการจัดงาน …
ขอยกตัวอย่างการจัดงานผ้าป่าในหมู่บ้านที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีรูปแบบการจัดงานที่ดูไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ คือ การหาสายรายชื่อส่งซองผ้าป่า เพื่อรวบรวมเงินมาสู่จุดศูนย์รวมในหมู่บ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง การต้อนรับ จัดงานเลี้ยง การนำไปถวายวัด นับรวมเช็คยอด เสร็จขั้นตอน กลับบ้าน...
การจัดงานแต่ละครั้ง จะให้ดีต้องมีการประชุมพูดคุยกัน ทำความตกลง ทำความเข้าใจในขั้นตอน ในรายละเอียดต่างๆ กันอย่างดี ละเอียดลออเสียก่อน สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ แนวคิด หรือฐานคิด ของชุมชนหรือชาวบ้านว่า
“เรามีเป้าหมายร่วมกันอย่างไร?”
“แนวคิดในการจัดงานครั้งนี้เป็นอย่างไร?”
เมื่อได้เป้าหมายที่ชัดเจน และแนวคิดในการจัดงานตรงกันอย่างดีแล้ว ต่อไปก็มาช่วยกันวางแผนดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป...ประยุกต์หลักอปริหาณิยธรรมมาใช้ก็จะยิ่งดีมาก...
ผมยกตัวอย่าง “เป้าหมายคือ การหาเงินมาสร้างกุฏิ ๑ หลัง จำนวนเงิน ๑ แสนบาท” ...และ “แนวคิดในการจัดงานคือ ทำอย่างประหยัด เรียบง่าย ได้เงินเยอะ” การจัดงานเท่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่มองข้ามประเด็นนี้กันไปมาก เวลาจัดงานจึงมีช่องโหว่ให้เห็นกันมาก
.
๒. ทรัพยากรที่ใช้ในการจัดงาน…
ต้องมองเป็นภาพรวมและสืบเนื่องต่อมา จากแนวคิดหรือทัศนคติที่มีต่อการจัดงานเป็นสำคัญ โดยอาจกำหนดทรัพยากรไว้ตามหลัก 4 M คือ...
Man บุคคล มีใครบ้าง กี่กลุ่ม ใครรับผิดชอบเรื่องใด
Money เงิน ใช้เงินลงทุนจากส่วนไหน เท่าไหร่ อย่างไร
Management การจัดการ ใครเป็นหัวหน้าหลัก หัวหน้ากลุ่ม หรือหัวหน้าชุด ใครประสานงาน ใครดูแลเรื่องต่างๆ
Materials วัสดุอุปกรณ์ ที่ต้องใช้ในการจัดงาน มีอะไรบ้าง...
ทัศนคติของคนส่วนใหญ่เมื่อมองถึงการจัดงานผ้าป่า มักจะมองถึงเรื่องความสนุกสนาน บันเทิง การต้อนรับ อาหารเครื่องดื่ม มาเป็นลำดับต้นๆ บางครั้งเราก็ลืมแนวคิดของเราหรือปรัชญาของเราไปเสียด้วยซ้ำ เมื่อเสร็จงานมารายรับจึงไม่ค่อยจะเหลือ เพราะเราใช้จ่ายเยอะมากไปนั่นเอง..
เมื่อคิดว่าจะหาเงินสิ่งแรกที่ไม่ควรลืมเลยก็คือ “การประหยัด” การประหยัดไม่ใช่ความตระหนี่ ถี่เหนียว การประหยัดในการจัดงาน ไม่ใช่การประหยัดในส่วนของบุคคล เราต้องการคนจำนวนมากมาร่วมบุญ เราสามารถหาแนวร่วมจากบุคคล(Man) ภายนอกได้ ...
ยกตัวอย่าง เมื่อมีการจัดการต้อนรับ การบันเทิง ทำบุญเลี้ยงพระ สิ่งที่ต้องมีคืออะไรบ้าง
- การจัดดอกไม้ ต้อนรับ ...ในชุมชนมีใครปลูดดอกไม้ขายบ้าง หรือบ้านใครปลูกดอกไม้ประดับไว้บ้าง ใครถนัดเรื่องการทำพวงมาลัยขายบ้าง หรือใครมีความสามารถในการตกแต่งสถานที่เก่งๆ เก๋ๆ บ้าง เราควรมองหาและขอให้บุคคลต่างๆ เหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วม หรือมาช่วยจัดดอกไม้ให้โดยไม่ต้องว่าจ้าง
- การฟ้อนรำ ต้อนรับ ...มองหา...ครู นักเรียน แม่บ้าน สาวรำวงในหมู่บ้าน ใครมาช่วยได้โดยไม่ต้องออกเงินจ้างได้บ้าง ขอมาช่วยงานด้านนี้
- รำวงย้อนยุค ต้อนรับ ...มีวิธีไหนบ้างไหมที่เราไม่จำเป็นต้องนำเงินในส่วนของผ้าป่ามาจัดจ้างรำวง หรือเครื่องไฟเครื่องขยาย ผมว่าน่าจะมีนะ เราต้องระดมสมองกันช่วยกันคิด หาแนวร่วมเช่น ขายบัตรรำวงรอบเหมาล่วงหน้าคนละ ๒๐ ใบ ได้ไหม หรือหาเจ้าภาพร่วมกันออกค่าใช้จ่ายค่ารำวงย้อนยุคก่อนที่จะมีการแสดงหรือมาละเล่นได้ไหม หาเจ้าภาพเครื่องไฟเครื่องขยายได้ไหม ขอความสนับสนุน งานบุญดังกล่าว อยู่ที่การร่วมคิด ร่วมวางแผนจัดการ และการประชาสัมพันธ์ ให้ทราบอย่างทั่วถึงครับ
- อาหาร ต้อนรับ ถวายพระ แนวคิดครั้งแรกไม่ควรมองเรื่องการจัดหามาโดย “การว่าจ้าง” เป็นลำดับแรก อยากให้มองฐานของชุมชนก่อนว่า ชุมชนเรามีฐานการดำเนินชีวิตอย่างไร หากบ้านเรามีฐานการเกษตรเป็นหลัก สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนและธรรมชาติแวดล้อม ก็คือ “อาหารที่ดีมีคุณภาพ” นั่นเอง ...บนดอยในป่ามีหน่อไม้ ผัก เห็ด ของกินธรรมชาติก็มาก หากเราพากันไปหา ไปช่วยกันเก็บมา ก็จะช่วยประหยัดการใช้จ่ายด้านอาหารลงไปอีกมาก ...
- นอกจากนี้ ในชุมชนยังมีของกินตามวิถีชีวิตอีกมาก เช่น ข้าวสาร มะพร้าว มะละกอ มะนาว ฟักทอง น้ำเต้า บวบ ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง งา ผักพื้นบ้าน ไก่บ้าน หมูพื้นเมือง น้ำดื่ม น้ำแข็ง ฯลฯ เพียงแต่เอ่ยปากขอรับการบริจาคประชาสัมพันธ์ให้รับทราบอย่างทั่วถึง ผู้ที่จะนำของมาทำบุญมาร่วมงานผ้าป่าด้วยก็คงจะมีไม่น้อย
เมื่อเราได้อาหารในส่วนที่กล่าวถึงมาเป็นจำนวนมากเท่าใด นั่นหมายถึงหรือบ่งบอกให้เราได้รู้ว่า “เราประหยัดเงินที่จะต้องนำมาใช้จ่ายในส่วนนี้ได้มากเท่านั้น” ...หรือเราจะเหลือเงินจากค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ที่จะต้องซื้อหาได้อีกเป็นจำนวนมาก
* สิ่งสำคัญในการจัดงานข้อนี้ก็คือ “อย่ามองข้ามฐานของชุมชน” ชุมชนมีวัสดุอุปกรณ์มากมายที่จะให้เราสามารถนำมาเป็นต้นทุนในการจัดงานได้อย่างดีมีประสิทธิภาพ อยู่ที่อย่าลืมฐาน และแนวคิดด้านการประหยัดที่กำหนดกันไว้แต่เดิมมาก่อนเท่านั้น
.
๓. การมีส่วนร่วมของประชาชน การแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ…
ดังที่กล่าวมาบ้างแล้ว แยกบุคคล (Man) ออกมาอีกต่างหาก เพื่อให้เห็นเด่นชัดขึ้น เพราะคนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ...การจัดงานเท่าที่ผ่านมา บางครั้งเห็นว่า ประชาชนจำนวนมาก หรือหลายกลุ่มไม่มีส่วนร่วมในการทำงาน ขาดการประชุมปรึกษาหารือกันอย่างเป็นรูปธรรม คนหลายกลุ่มไม่มีหน้าที่ ไม่มีส่วนร่วม ไม่มีความรับผิดชอบ ต่องานหรือการจัดงานอย่างเต็มที่ อย่างเป็นระบบ เป็นการเดินมาช่วยงานแบบภาวะจำยอมหรือภาวะที่เห็นว่าเป็นคนในท้องถิ่น หรือคนบ้านใกล้เท่านั้น คือมาตามหน้าที่ตามธรรมชาติก็ว่าได้...
เมื่อมีการจัดงานครั้งคราวใด สิ่งที่จะขาดหรือให้ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ย้ำว่าต้องทุกฝ่ายในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นๆ …
ยกตัวอย่างให้เห็นกลุ่มหลักในหมู่บ้านประกอบด้วย กลุ่มผู้นำ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส.อบต. อปพร. ชรบ. อสม. กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มพ่อบ้าน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชนหนุ่มสาว กลุ่มองค์กรสำคัญในหมู่บ้านคือ สหกรณ์ฯ สมาคมฯ กลุ่มเกษตรแปรรูป เกษตรทำปุ๋ยหมัก กลุ่มน้ำประปา กลุ่มดนตรีเครื่องขยายเสียง เป็นต้น และกลุ่มหลักต่างหมู่บ้าน คือ ญาติพี่น้องของเราที่ไปทำงานอยู่ต่างบ้าน ก็ต้องให้ความสำคัญด้วย เพราะถือว่าพวกเขาคือผู้ประสานงานนอกพื้นที่ เป็นผู้นำเงินจากนอกชุมชนเข้ามาสู่ชุมชน...
เมื่อมีการจัดงานครั้งคราวใด ไม่ควรมองข้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปเสีย ควรให้ความสำคัญโดยเท่าเทียมกัน ดึงทุกฝ่ายให้เข้ามามีส่วนร่วม เห็นความสำคัญของทุกคน มอบหมายงานให้แต่ละคนแต่ละกลุ่มตามความสามารถ เพราะคนเราต่างคนก็ต่างความสามารถ ...
ที่สำคัญคือ “ชุมชนมีความสามัคคีกันหรือเปล่า” หากชุมชนหรือหมู่บ้านขาดความสามัคคี ต่างฝ่ายต่างหันข้างให้กันหรือหันหลังให้กัน แบ่งรับแบ่งสู้ หรือใช้ถ้อยคำในทำนอง
“มึงเก่งก็ทำกันไปเถอะ กูจะขอยืนดูความสำเร็จ(ล้มเหลว)ของมึง” หรือ
“มึงเห็นว่ามันสำคัญต่อมึงนัก(พวกมึงนัก)ก็พากันทำเข้าไป ไม่ต้องมายุ่งกับกู” ...
หากมีความเห็นในทำนองนี้กันแล้ว ก็ไม่รู้ว่าหมู่บ้านนั้นมีจะมีพัฒนาการไปในรูปแบบใด
“ในเมื่อต่างฝ่ายต่างมีทิฏฐิมานะ ถือตัวถือตน ไม่ถือเอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง”
ก็ให้คอยดูกันไปเรื่อยๆ ว่า “ความศรัทธาคือ ความเชื่อมั่น มั่นใจ ไว้วางใจต่อผู้นำ ต่อกลุ่มหรือฝ่ายต่างๆ จะคงเหลืออยู่ในระดับใด”
...ความรักมี ความศรัทธาก็เกิด ความศรัทธาเกิด ความสามัคคีก็จะตามมา ..ในทางกลับกัน ...ความเกลียดชังมี ความศรัทธาก็จะตกต่ำ ความศรัทธาตกต่ำ ความแตกแยกก็จะตามมา...”การแบ่งพวกทำให้เสียความรัก การแบ่งพรรคทำให้เสียความสามัคคี” ลองพิจารณาดูเถิดว่าเหมือนดั่งที่ผมกล่าวมาหรือเปล่า
.
๔. ประเมินผล รายงานผลการจัดงาน…
เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า เวลาเริ่มต้นจัดงาน คนช่วยงาน ร่วมงานก็มีเยอะ แต่พอเวลาเสร็จงานต่างฝ่ายต่างก็จะแยกย้ายกลับภูมิลำเนาของตนหรือ กลับบ้านของตนในกรณีอยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชน สิ่งที่ยังคงค้างคาใจของคนทำงาน หรือคนที่ทำบุญก็คือ งานที่ผ่านมานั้น มีรายรับ มีรายจ่าย และเงินเหลือ อยู่เท่าไหร่กันนะ? อยากทราบ ... ผู้นำหรือคณะกรรมการที่รับผิดชอบโดยตรง ต้องมีการประเมินผลการจัดงานในครั้งที่ผ่านมาด้วยว่า ประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ควรจะจัดให้อยู่ในระดับไหน สิ่งไหนที่พวกเราควรปรับปรุง สิ่งใดควรแก้ไข สิ่งใดควรจัดให้มีต่อไป สิ่งใดควรจัดให้มีการงดบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ หลายครั้งหลายคราเท่าที่ผ่านมา ยังคงมีคำถามค้างคาใจของหลายฝ่ายหรือหลายกลุ่มอยู่ มีทั้งที่ได้รับการตอบสนอง และมีทั้งที่ไม่ได้รับการตอบสนองด้วยดี ...
การจัดงานในแต่ละครั้งจึงมีความสำคัญที่จะต้องมีการประเมินผล และรายงานผล แยกออกเป็นหมวดๆ หรือ แยกตาม 4 M ของหลักการบริหารดังกล่าวมาก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น...
- บุคคล มีใครเข้ามาร่วมงาน ช่วยเหลืองานนี้บ้าง ในชุมชนมียอดเท่าไหร่ นอกชุมชนมียอดเท่าไหร่ แยกตามหน้าที่ ความรับผิดชอบเป็นอย่างไร มีข้อเด่น ข้อด้อยอย่างไรบ้าง ใครให้ความร่วมมือ ใครไม่ให้ความร่วมมือ เป็นต้น
- การเงิน เมื่อจัดงานผ่านไปแล้วบรรลุผลตามเป้าหมายคือ “ได้เงินจำนวน ๑ แสนบาท” หรือไม่ ขาดหรือเกิน อยู่จำนวนเท่าไหร่ มีรายรับของงานผ้าป่าครั้งนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ มีใครบริจาคเป็นกรณีพิเศษบ้าง สายผ้าป่าแต่ละสายได้รับจำนวนเท่าไหร่ มีรายจ่ายในด้านต่างๆ เท่าไร รายละเอียดเป็นอย่างไรบ้าง ยอดสุทธิที่นำถวายวัดจริงๆ นั้นเท่าไหร่ เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องการอยากรู้ อยากเห็น อยากได้ยินเป็นอย่างยิ่ง
- การบริหารจัดการ มีข้อควรปรับปรุงและแก้ไข ในโอกาสการจัดงานครั้งต่อไปอย่างไรหรือไม่ การจัดงานตรงตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่ตอนประชุมกันหรือไม่ แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายให้ความร่วมมือปฏิบัติตามหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ดีเพียงใด มีข้อควรแก้ไขปรับปรุงตรงไหนบ้าง ในโอกาสต่อไปหากมีการจัดงานอีก ควรจะปรับปรุงหรือแก้ไขข้อบกพร่องตรงไหน อย่างไรบ้าง
- วัสดุ อุปกรณ์ สิ่งของต่างๆ การจัดสถานที่ เครื่องอำนวยความสะดวก ผู้รับผิดชอบดูแล เป็นอย่างไร บรรลุตามวัตถุประสงค์ และแนวคิดมากน้อยเพียงใด สิ่งไหนเกิน สิ่งไหนขาด สิ่งไหนที่จำเป็นต้องซื้อหา สิ่งใดไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อหาบ้าง เผื่อโอกาสในการจัดงานครั้งต่อไปก็จะได้มีรูปแบบ(Model)ในการจัดงานที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม... เราได้จัดการตามแนวคิดด้าน “การประหยัด เรียบง่าย” ที่กำหนดกันเอาไว้ตั้งแต่แรก มากน้อยเพียงใดและอย่างไร
...
เมื่อสรุปเป็นหัวข้อสั้นๆ ก็จะได้ดังนี้
๑. ควรปรับทัศนคติที่มีต่อการจัดงานร่วมกันทุกฝ่าย ก่อนเริ่มดำเนินการจัดงาน วางเป้าหมาย แนวคิด และหลักการ ควรรู้ว่า หัวใจหลักของงาน อยู่ตรงไหน
๒. ทรัพยากรที่ใช้ในการจัดงาน ควรอิงฐานของชุมชน และสภาพแวดล้อมของชุมชนเป็นหลัก พึ่งพิงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างรู้ค่า และเกิดคุณค่า
๓. ควรให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการจัดงาน มีหน้าที่และความรับผิดชอบตามความสามารถของตน
๔. ประเมินผล รายงานผลการจัดงาน ให้ทุกฝ่ายได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส แจ่มแจ้ง และชัดเจน
หากปฏิบัติได้ตรงตามหลักการใหญ่ๆ ทั้ง ๔ ดังกล่าวมาได้ครบทั้งหมดแล้ว คิดว่าคงจะไม่เกิดปัญหาในการจัดงานมากนัก อีกทั้งยังจะมีรูปแบบหรือแบบแผนในการจัดงานครั้งต่อไป ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
...
หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็ลองนำไปพิจารณากันดู หากเห็นว่าไร้สาระ ก็ผละหนีไปอย่างเงียบๆ ก็ได้ไม่ว่ากัน ...บันทึกนี้ยาวมาก ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ต้น จนถึงบรรทัดสุดท้ายมากครับผม
………………………………………...................................................

“พี่หนาน”
เขียนไว้เมื่อ 31/10/2558

หมายเลขบันทึก: 597237เขียนเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2015 09:12 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2015 09:12 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี