49.โรงเรียนแห่งใหม่,,,ก็ยังชายแดน

เราสามคน ผม เถิงและเหรียญเดินมาถึงที่ว่าการอำเภอบุณฑริกราวเก้าโมงเศษ ผมให้สองคนนั้นนั่งพักที่ม้านั่งผู้มาติดต่อราชการที่ระเบียงของอาคารที่ว่าการอำเภอ ส่วนผมฝากเป้ไว้กับเหรียญแล้วเดินเข้าไปด้านในของชั้นล่างซึ่งเป็นที่ทำการหมวดการศึกษาอำเภอ วันนั้นจำได้ว่าท่านหัวหน้าหมวดการศึกษาไม่อยู่

"ผมมาขอหนังสือส่งตัวครับ" ผมบอกกับเจ้าหน้าที่

"อ้อ...คุณครูมาถึงเร็วดี ท่านผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอบอกไว้ว่า หากครูมาถึงให้เข้าไปพบท่านด้วย" เจ้าหน้าที่สาวสวยบอกผม

สำนักงานศึกษาธิการอำเภอบุณฑริกอยู่ลึกสุดของอาคารชั้นล่าง ถัดจากที่ทำการหมวดการศึกษา ตอนนั้นตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอว่าง ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอรักษาราชการแทน ซึ่งท่านอายุใกล้เกษียณแล้ว

"เออ..ดีละ อยู่โรงเรียนบ้านโนนสูงไปก่อนนะ ตำแหน่งใกล้ๆ ไม่มี ไม่ลำบากหรอก ดีกว่าอยู่บ้านคำบาก" ท่านให้กำลังใจหลังจากผมทำความเคารพท่านและนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะของท่านแล้ว

"คิดยังไงถึงพาชาวบ้านไปยิงหมีตอนกลางคืน ดีที่มันไม่ตบเอา" ท่านถาม ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่ยิ้มแห้งๆ

"เห็นแก่ดีหมีและกระดูกไม่กี่บาท ไม่คิดถึงชีวิตตัวเอง ไม่คิดว่าพ่อแม่จะเป็นห่วงรึ" คราวนี้ท่านสอน แต่แววตายังปรานี

"ไปอยู่บ้านโนนสูง ยังจะไปหายิงสัตว์อีกไหม" ท่านถามยิ้มๆ

"ไม่ไปแล้วครับ ผมขายปืนกระบอกนั้นแล้ว" ผมตอบ

จากนั้นท่านผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอได้ให้โอวาทและให้พร ผมยกมือไหว้น้อมรับและลาท่าน

ผมเดินกลับออกมารับหนังสือส่งตัวจากเจ้าหน้าที่คนสวยคนเดิมพร้อมกับขอบคุณ เธอยิ้มสวยเป็นการตอบรับ

กว่าผมจะออกจากที่ว่าการอำเภอบุณฑริกได้ก็เกือบเที่ยง เราสามคนแวะกินก๊วยเตี๋ยวในตลาดบุณฑริกก่อน แล้วเดินต่อมุ่งสู่ตะวันออก ผ่านโรงเรียนบ้านโพนงาม โรงเรียนประถมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอ เป็นโรงเรียนเก่าแก่มีอายุนานมาก นานกว่าการเป็นอำเภอบุณฑริกหลายสิบปี (ชื่ออำเภอบุณฑริกตั้งขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ และตอนที่ตั้งชื่ออำเภอก็ไม่มีบ้านชื่อบุณฑริก)

ในเดือนธันวาคม 2512 อำเภอบุณฑริกมีถนนลูกรังเพียงเส้นเดียว คือ บุณฑริก-เดชอุดม ที่เหลือเป็นถนนดิน และทางเกวียน เราสามคนเดินกันเงียบๆ ตามทางเกวียนและบางช่วงก็เดินตามทางคนเดิน ตัดทุ่งนาผ่านป่าละเมาะ บางแห่งมีป่าสนสูงใหญ่ทีเขาใช้ลำต้นที่หักโค่น หรือกิ่งก้านผ่าทำเป็นเชื้อไฟ

ผมหวนคิดถึงคำพูดของท่านผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ ความจริงผมไม่ใช่คนพาชาวบ้านไปยิงหมี ผมเพียงมีเหตุบังเอิญไปหากิ้งก่ายักษ์ แล้วไปจ๊ะเอ๋กับหมี ผมจึงต้องยิงมัน ซึ่งบังเอิญอีกที่หมีใจเสาะ จากนั้นชาวบ้านได้เอาดีหมีและกระดูกหมีไปขาย ผมจำได้ว่าขายเพียง 90 บาท

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านก็ชวนผมออกล่าหมีทุกคืน จากเดือนมืดข้างแรมจนข้างขึ้น แต่ไม่ได้ยิ่ง มีเพียงได้ยินเสียงหมีลงจากต้นไม้และวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว หากจ๊ะเอ๋หมีอีกครั้ง ผมยังจะมีโอกาสนั่งเล่าอย่างนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้........

จากบ้านโพนงาม ตลาดบุณฑริกไปบ้านโนนสูงระยะทางราว 6 กิโลเมตร พอเราเดินพ้นสะพานท่อนไม้ข้ามลำธารเล็กๆ เราก็ได้ยินเสียงหมาเห่าชัดเจน ขณะที่เงาของเราทอดไปข้างหน้ายาวพอๆ กับความสูงของเรา

"คิดถึงพวกเราบ้างนะครู" เถิงทำลายความเงียบเมื่อเราเดินพ้นป่าละเมาะมองเห็นหมู่บ้านโนนสูงอยู่ข้างหน้า

"หากคิดถึงพวกเรานะ ขอให้ครูมองดวงจันทร์หรือดวงดาว สายตาเราจะพบกันตรงนั้น" เหรียญใช้สำนวนหมอลำซึ่งเรียกเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง......

ปล. สนใจอ่านเรื่องหมีๆ อ่านตอน 33 และ 34 นะครับ

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากกูเกิ้ล)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อดีต.....ไม่อาจแก้ไข



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

เล่าได้สนุกมากเลยครับ

รวมเล่มชีวิตครูบ้านนอกได้เลยครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับท่าน ดร.

การรวมเล่มแล้วแต่ลูกๆ เขาครับ ผมไม่กล้าส่งให้โรงพิมพ์ อายเขาครับ

เขียนเมื่อ 

สงสารหมี..สงสารกิ้งก่ายักษ์...สงสารชาวบ้านกับเงิน90บาท..ที่ได้มา...(นอกนั้นไม่รู้จะ..อย่างไร..5555..นอกจาก..อยากจะสมน้ำหน้า.."อะไรก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน5555)...

มีรูปนี้มาฝาก ...5555...

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ยายธี

ผมขอเรียนว่า ปัจจุบันนี้ผมกลัวบาปมาก

มดไต่ก็ปัด ยุงกัดก็เป่า เผื่อจะบรรเทากรรมชั่วที่ได้กระทำสมัยหนุ่มได้บ้าง แม้จะทราบดีว่า กรรมไม่สามารถลบล้างได้

ขอบพระคุณมากครับ