การปิดกั้นโอกาสปรับปรุงพัฒนาตนเอง เป็นการลงโทษที่ร้ายแรงที่สุด ที่ตนเองก็ไม่รู้ตัว


วงการการศึกษาคุยกันบ่อย ว่าเดี๋ยวนี้ไปเยี่ยมโรงเรียน เมื่อเข้าไปในห้องประชุม จะพบโล่รางวัล และประกาศนียบัตรรางวัลจำนวนมากมาย มากอย่างน่าตกใจ โดยที่คุณภาพผลการเรียนของเด็กในภาพรวม มีปัญหา

ผมมีข้อสังเกตว่า วัฒนธรรมอวดรางวัลในวงการศึกษา นำไปสู่ความตกต่ำด้านคุณภาพการศึกษา ที่ผมไม่ทราบว่าเป็นข้อสังเกตที่ถูกต้องหรือไม่

วัฒนธรรมอวดรางวัล ชักจูงโรงเรียน และครู ให้เอาใจใส่เด็กเก่ง เพื่ออวดความเก่งเอาไปแข่งขัน ชิงรางวัล สำหรับเอามาเป็นหลักฐานว่าโรงเรียนและครูทำงานดี มีผลงานดี

ผลงานกลายเป็นผลงานเพื่อรางวัล ไม่ใช่ผลงานคุณภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กทั้งชั้น หรือทั้งโรงเรียน

มองจากมุมของการชนะการแข่งขัน รางวัลเป็นพระเจ้า โรงเรียนที่มีเด็กได้รับรางวัล น่าได้รับคำชมเชย และยกย่อง

มองจากมุมของ Learning Outcome ของเด็กทั้งชั้น และ/หรือ ทั้งโรงเรียน รางวัลอาจเป็นซาตาน คือชักจูงให้หลงผิด ว่าตนทำดีแล้ว หลงอวดและชื่นชมรางวัล ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ผลงานของตนไม่ดี เพราะผลการเรียนของศิษย์ส่วนใหญ่ไม่ดี อันเป็นผลจากความไม่เอาใจใส่ของตน

รางวัลที่อวดกัน ไม่เฉพาะรางวัลจากผลงานของนักเรียนเท่านั้น ยังมีรางวัลของครูด้วย จึงมีคำถามว่า รางวัลที่ครูได้ มาจากการเอาใจใส่เด็กเก่งจำนวนน้อย หรือมาจากการเอาใจใส่เด็กทั้งห้อง หรือทั้งหมดที่ตนสอน หากเป็นแบบแรก (เอาใจใส่เฉพาะเด็กเก่ง) รางวัลนั้นเป็นซาตาน ซึ่งหมายความว่า เป็นตัวหลอกให้หลง หลงทำสิ่งที่ไม่ดีจริง

ที่จริงการประกวดและให้รางวัลหรือยกย่องผลงานดี เป็นสิ่งที่ดี แต่ที่ไม่ดีคือการอวดรางวัลแบบ เหมาๆ กันไป ไม่แยกแยะ ไม่ตรวจสอบว่าเป็นรางวัลที่แสดงผลงานอะไร

ไม่ดีตรงที่มักเอารางวัลมากลบเกลื่อนจุดอ่อนที่ควรปรับปรุงแก้ไข หรือเอารางวัลมาตบตาว่าโรงเรียน นี้ทำดีแล้ว

ร้ายที่สุดคือ เอารางวัลมาตบตาตนเอง ว่าตนเองทำดีแล้ว จึงไม่ตรวจตราตนเองว่ามีข้อที่ควรปรับปรุง อะไรอีกบ้าง

การปิดกั้นโอกาสปรับปรุงพัฒนาตนเอง เป็นการลงโทษที่ร้ายแรงที่สุด ที่ตนเองก็ไม่รู้ตัว


วิจารณ์ พานิช

๑๔ ก.ย. ๕๘