อืม...เราลืมขอบใจและทะนุถนอมคนรอบกาย ของใช้รอบตัวนานแค่ไหนแล้วนะ


วันนี้เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า...

ทำไม นักจิตวิทยา/ครูบาอาจารย์หลายๆ ท่าน มักสอนเราว่าให้ "ขอบคุณ" ที่เรามีวันนี้ วันที่เรายังมีสุขภาพดี มีงานทำ อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากนอนได้นอน มีบ้านที่พักอาศัย มีพ่อแม่ญาติพี่น้องรอบตัว มีเพื่อนรอบกาย มีประเทศชาติบ้านเมือง (ที่แม้จะรถติด น้ำท่วม ขโมยเยอะไปบ้างก็เถอะนะ) ที่สงบสุข ผู้คนเอื้อเฟื้อจิตใจดี มีรอยยิ้มแบบไทยๆ ให้พักพิงอิงอาศัย...


ที่ผู้เขียนเริ่มเข้าใจเพราะ มีเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาพร้อมๆ กัน...

นับตั้งแต่โทรศัพท์ไอโฟนรุ่นเก่าที่ใช้ได้ดีตามอัตภาพเริ่มงอแง หลอดไฟนีออนในห้องก็ติดๆ ดับๆ คอมพิวเตอร์ที่ใช้มากว่า 7 ปี เกเรจนเข้าขั้นโคม่าเมื่อวานนี้ จึงต้องไปรื้อค้นโน้ตบุ้คออกมาใช้ ไมโครเวฟที่ใช้อุ่นของเล็กๆ น้อยๆ ยามขี้เกียจตะกายลงไปชั้นล่างเพื่ออุ่นอาหารจากเตาแก๊ส ก็จากลาไปอย่างถาวร...มีอะไรอีกไหมนี่...อืมนะ ช่างสมัครสมานสามัคคีพร้อมใจกันประท้วงจริงๆ...อิอิ นี่ไงล่ะ... ตอนที่ของยังใช้ได้ปกติดี เราก็ไม่ค่อยรู้สึกอินังขังขอบ ขอบคุณอะไรกับมัน พอของใช้เริ่มพัง เราจึงเริ่มรู้ว่าที่ผ่านมา ของเหล่านั้นทำหน้าที่รับใช้เราอย่างอดทนซื่อสัตย์แค่ไหน...

เฮ้อ...หวังว่า ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงจะไม่เป็นแบบของใช้นะ...แย่เลยล่ะ



เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า เราคงต้องถนอมน้ำใจญาติพี่น้องเพื่อนฝูงให้มากๆ แล้วนะ ถ้าเขาพากันจากเราไปเหมือนของใช้แล้ว จะไปหาซื้อที่ไหนมาทดแทนได้ล่ะ...จริงไหมคะ ☺


พิมพ์มาจนถึงบรรทัดนี้...ก็นั่งนิ่งอมยิ้มกับตัวเอง...

อืม...เราลืมขอบใจและทะนุถนอมคนรอบกาย ของใช้รอบตัวนานแค่ไหนแล้วนะ


คงไม่ช้าไปนะที่จะบอกว่า... ขอบใจนะ...ที่อยู่เคียงข้างกัน ☺ ☺ ☺