วันที่ 13 พ.ย.49 ผมไปร่วมประชุมคณะทำงานพิเศษเรื่องกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม และประชุมคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ มีความประทับใจแนวคิดและความเชื่อลึก ๆ ด้าน CSR ที่ผู้บริหารธนาคารฯ กำลังสร้างขึ้นในธนาคารไทยพาณิชย์
ผมเข้าใจว่าขณะนี้ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารที่มีความเข้มแข็งมั่นคงที่สุดในประเทศไทย (โดยดูจากดัชนีหลายอย่างที่ผมอธิบายไม่เป็นเพราะรู้ไม่จริง) แม้จะไม่ใช่ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (ธนาคารกรุงเทพใหญ่ที่สุด) เมื่อองค์กรเข้มแข็งทางธุรกิจ ผลประกอบการดี มีความมั่นคง องค์กรก็ต้องสร้างความมั่นคงทางสังคม สร้างทุนสังคมขององค์กร
วิธีสร้างทุนสังคมขององค์กรก็คือ สมาชิก (พนักงาน) ขององค์กรต้องไม่แยกตัวออกจากสังคมและชุมชน ทั้งระดับองค์กรและระดับพนักงานเป็นรายบุคคลต้องมีสำนึกพลเมือง (civic - mind) หรือสำนึกสาธารณะ สำนึกชุมชน และสำนึกอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าไปร่วมกิจกรรม ร่วมทุกข์ร่วมสุข และส่งเสริมการสร้างสุขในสังคมด้วย
ผมเข้าใจว่า นี่คือหัวใจของ CSR ที่ธนาคารไทยพาณิชย์กำลังขับเคลื่อน
กิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมของธนาคารไทยพาณิชย์เน้นที่เศรษฐกิจพอเพียง วิถีชีวิตพอเพียง ซึ่งมีชาวบ้านรวมตัวกันดำเนินชีวิตแบบพอเพียงมากมายทั่วประเทศ เป็นโอกาสที่ธนาคารไทยพาณิชย์จะเข้าไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชื่นชม ต่อยอด และเชื่อมโยงเครือข่ายการปฏิบัติวิถีชีวิตพอเพียงของชาวบ้าน ยกระดับ "ความรู้ปฏิบัติ" เพื่อชีวิตพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นความรู้ที่ทันสมัย ไม่ใช่วิถีชีวิตพอเพียงแบบล้าสมัย
วิจารณ์ พานิช
14 พ.ย.49
ดิฉัน น.ส. จุฑาทิพย์ นกแก้ว เป็นลูกค้าที่ดีมาตลอดโดยผูกขาดการเดินบัญชีกับ ธ.ไทยพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ซึ่งมีเงินที่หมุนเวียนในระยะเวลา 10 ปี เป็นยอดเงินถึง 9 หลักโดยไม่เคยขอสินเชื่อกับธนาคารนี้แต่อย่างใด. และเมื่อปี พ.ศ. 2547 ได้กู้เพื่อที่อยู่อาศัยในวงเงิน 3.6 ล้านบาท ระยะเวลา 20 ปี จาก ธ.ไทยพาณิชย์. ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมาได้นำส่งค่างวดมาด้วยดีตลอด เป็นจำนวนเงิน รวมกว่า 6.2 แสนบาท จนกระทั่งงวดของเดือนธันวาคม 2549 ไม่ได้ชำระค่างวดครบถ้วนตามจำนวนเนื่องจากขาดสภาพคล่อง จึงขอคำปรึกษากับทางเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อขอปรับลดค่างวดเป็นการชั่วคราว และได้รับคำเสนอจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร คุณชุณพล สุรจินดามณี ให้ลดการจ่ายค่างวดเป็นระยะเวลา 6 เดือนโดยมิได้แจ้งเงื่อนไขอย่างอื่น โดยให้ไปลงนามในสัญญาในวันที่ 30 มกราคม 2550 ซึ่งการเสนอครั้งนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกปราบปลื้มยินดี. ดิฉันได้ไปตามนัด จะด้วยบุญหรือโชคชะตาก็ว่าได้ที่ดลใจให้อ่านสัญญาอย่างละเอียด จึงได้พบว่ามีการซ่อนเงื่อนไขซึ่งไม่เคยได้แจ้งให้ดิฉันทราบมาก่อน โดยเงื่อนไขดังกล่าวระบุว่าหลังจากได้ส่งค่างวดที่ปรับลดลงแล้วครบ 6 เดือน ดิฉันจะต้องนำเงินโดยประมาณ 3.5 ล้านบาท ไปปิดบัญชีเงินกู้ ภายในไม่เกิน 25 กรกฏาคม 2550. ดิฉันจึงปฏิเสธที่จะลงนามในสัญญาเนื่องจากไม่เป็นไปตามข้อเสนอที่ทางธนาคารได้แจ้งให้ดิฉันทราบ.ดิฉันจึงได้นัดหารือใหม่. ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 ดิฉันได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่ธนาคารฝ่ายสินเชื่อที่ สนง.ถนนเพชรบุรี ชื่อ คุณดุสิตา ศรีสมบัติ และคุณชุณพล สุรจินดามณี ประโยคแรกที่คุณชุณพลฯ ถามด้วยน้ำเสียงและกิริยาอาการที่ไม่เหมาะสมว่า “ว่ายังไงครับ” ดิฉันจึงได้ถามว่าเงื่อนไขในสัญญาที่คุณนัดให้เซ็นในวันที่ 30 มกราคม 2550 ตรงที่ว่า “ต้องนำเงินจำนวน 3.5 ล้านมาปิดบัญชี ซึ่งคุณไม่ได้แจ้งให้ทราบมาก่อนหมายความว่าอย่างไร” แต่คำตอบที่ได้รับไม่ต่างจากเงื่อนไขที่ซ่อนไว้ในสัญญา และยังพูดอีกว่า “เงื่อนไขดังกล่าวธนาคารเป็นผู้เสียผลประโยชน์และทางคุณยังต้องการอะไรอีก” ท่านผู้อ่านลองคิดดูถ้าดิฉันมีเงินขนาด 3.5 ล้านภายใน 6 เดือน ดิฉันคงไม่ต้องขอโอกาสปรับลดค่างวดจากทางธนาคาร. และที่ยิ่งน่าแปลกใจสำหรับความคิดและข้อเสนอของผู้บริหารระดับนี้เขาคิดว่าลูกค้าโง่หรือที่จะรับข้อเสนอของเขา. เมื่อเราได้รับความเดือดร้อน และเราเป็นลูกค้าที่ดีมาโดยตลอดจึงเข้าไปขอโอกาส แต่กลับเป็นเช่นที่กล่าวมาข้างต้น หรือต้องรอให้เราเป็นหนี้เสีย เสียก่อนถึงจะยอมเจรจากับเราอย่างดี “คุณคิดว่าประเทศไทยยังมีหนี้เสีย (NPL)ไม่พออีกหรือ”