จิตตปัญญาเวชศึกษา ๒๓๓: คำหรือพฤติกรรมในการสร้างความหมาย

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

จิตตปัญญาเวชศึกษา ๒๓๓: คำหรือพฤติกรรมในการสร้างความหมาย

ภาษาต่างๆในโลกนี้มีเพื่อการสื่อสารเป็นสำคัญ แต่การสื่อสารนั้นๆไม่ได้มีเพียงเพื่อให้เกิด "ความเข้าใจ" แต่เพียงเท่านั้น การสื่อสารยังมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก มิติต่างๆของการรับรู้ อาทิ ความหวัง ความกลัว ความสุข ความโกรธ ฯลฯ จากคำๆเดียวสามารถส่งผลกระทบกับคนได้หลากหลาย คนหลายๆคนก็รับรู้คำๆเดียวไม่เหมือนกัน และแม้แต่ในคนๆเดียวกัน คำๆหนึ่งก็อาจจะมีความหมายคนละอย่างในบริบทที่แตกต่างกันออกไปด้วย และจาก "ความหมาย ณ เวลานั้น" ที่จะมีอิทธิพลต่อการให้ความหมายและการเกิดพฤติกรรมต่อไป

ในครั้งแรกสุดที่เราเจอคำๆหนึ่ง ยังไม่เกิดความหมายอะไรถ้าเราไม่เคยได้ยินมาก่อน อย่างรวดเร็วที่เราจะเรียนรู้จาก "บริบท" ว่าคำๆนั้นมีความหมายว่าอะไร ความหมายนั้นค่อยๆเสริมด้วยบริบทจริงซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเราให้ความหมายแบบนี้ จริงหรือไม่ นี่เป็นการเรียน/รับรู้ภาษาตามธรรมชาติของมนุษย์ และเมื่อบางทีบริบทเปลี่ยนและปรากฏว่าความหมายเดิมใช้ไม่ได้แล้ว เราก็จะมีการ "ปรับแต่ง" คำๆนี้ในความหมายตามบริบทได้

"บริบทจริง หรือประสบการณ์จริง" จึงเป็นตัวกำหนดความหมายที่แท้จริง (ของคนๆนั้น) นานๆครั้งที่เราอาจจะมีคำบางคำ ที่สื่อความหมายตรงกันในบริบทที่กว้างมากเป็นพิเศษและต่อคนจำนวนมากได้ ก็เพราะถูก "เสริมด้วยความจริงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ" ไม่ใช่เพราะการถูกสั่ง ถูกสอน แต่เพราะประสบการณ์จริงๆ

ในการทำงานของแพทย์จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เพราะอันดับแรกที่เราจะวินิจฉัยได้ จะต้องมาจากความทุกข์ของคนไข้ ที่ได้แปลและตีความประสบการณ์ "ของเขา" ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกอย่างไร และแพทย์พยายามที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่คนไข้สื่อว่าเกิดอะไรขึ้น กับอวัยวะอะไร และจะเป็นอย่างไรต่อ

ในระดับปัจเจกบุคคลนั้น บริบทมีความสำคัญในการกำหนดความหมายอย่างไร ในระดับสังคมก็เช่นเดียวกัน และต้องการบริบทที่จะเสริมความหมายได้ในวงกว้างมากขึ้น และมีผลยาวนานยั่งยืนมากกว่า มีความเฉื่อยช้าที่จะปรับเปลี่ยนมากกว่าตามดีกรีของจำนวนคนที่ให้ความหมายใน แบบใดแบบหนึ่ง

ถึงแม้เรื่องนี้จะดูซับซ้อน และเราพบว่าเราไม่อาจที่จะ "ฟันธง" อะไรได้ง่ายๆ (หรืออาจจะไม่เคยที่จะทำได้เลย) แต่นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับก่อน มิฉะนั้นเราจะพบอย่างรวดเร็วว่า ที่เราเคยมั่นอกมั่นใจว่าคนต้องคิดเหมือนกัน เห็นเหมือนกันนั้น มันไม่เป็นความจริง เพราะบริบทของการรับรู้มันต่างกัน การฝังจิตฝังใจว่าเราสามารถจะคิดเรื่องทุกเรื่องเป็น linear equation ใส่คำๆนี้ลงไปแล้ว สมการจะต้องเด้งออกมาแบบนี้ทุกๆครั้ง เราจะพบกับความประหลาดใจบ่อยครั้งมาก อาชีพแพทย์ไม่ควรจะที่จะประหลาดใจบ่อยเกินไป มากเกินไป เพราะมักจะเชื่อมโยงกับการตัดสินใจผิดพลาด เมื่อแพทย์ "ให้การวินิจฉัยผิด" มีโอกาสสูงมากที่เราจะ "ให้การรักษาผิด" ตามไปด้วย ก่อนที่แพทย์จะให้การวินิจฉัยจึงต้องกระทำด้วยความรอบคอบ และระแวดระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่มั่ว ไม่คิดเอาเอง ไม่มโนเอาเองว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ๆ

concept นีิจะค่อนข้างแตกต่างจากวิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ เพราะในสังคมศาสตร์ มนุษยมีศักยภาพมากกว่าแค่ทางกายภาพ เรามีมิติของอารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่เซลล์ น้ำเหลือง หรือสารพันธุกรรมมารวมกันเท่านั้น แต่ผลจากบริบทแวดล้อมทำให้คนต่างกัน แม้แต่ identical twin หรือแฝดเหมือนจากไข่ใบเดียวกัน ถ้าถูกเลี้ยงดูแตกต่างกัน ก็จะเติบโตเป็นปัจเจกบุคคลที่แตกต่างกัน

การจะแก้ไขปัญหาทางสังคม จึงไม่สามารถที่จะ quick fix ด้วยวิธีที่มักง่าย

เราไม่สามารถที่จะ lecture หรือบรรยายให้คนในสังคมเข้าใจตรงกัน เพราะคนทุกคนก็ยังจะเชื่อมโยงความเข้าใจของแต่ละคนกับ "บริบทจริง" เสมอ และเมื่อไรที่ทฤษฎีขัดแย้งกับความเป็นจริง ในไม่ช้าอย่างรวดเร็วคนก็จะให้ความหมายใหม่ไปตามความเป็นจริงของเขาเสมอ ถ้าจะแก้ ต้องทำให้เกิด "บริบทที่พึงปราถนา" จึงจะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงความหมายของคำๆนั้นได้

กาลครั้งหนึ่งคำว่า "ลงแขก" มีความหมายที่ดี คือการร่วมแรงร่วมใจทำงานเกี่ยวข้าวกัน แต่เมื่อสังคมนำเอาคำๆนี้ไปเชื่อมกับการรุมข่มขืนผู้หญิง และใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก บริบทหรือพฤติกรรมที่ส่งผลรุนแรงกว่า มีผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกมากกว่า ก็จะกำหนดความหมายใหม่ให้กับคำๆนั้นไปโดยอัตโนมัติ

ถ้าเราไม่อยากให้คำๆดี ความหมายดีๆของวิชาชีพก็ดี ของเรื่องอะไรก็ดี ไม่สามารถจะทำได้ผ่านทางให้นิยามความหมายในห้องเรียน แต่ทำได้วิธีเดียวคือ "ใช้ความจริง" มาช่วย

@ ถ้าไม่อยากให้การบริการทางการแพทย์กลายเป็นเรื่องซื้อขาย เราต้องหันไปให้บริการด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์เท่านั้น ไม่สามารถทำได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อด้วยคารม หรือไปหาคำใหม่มาทดแทนคำเก่า
@ ถ้าไม่อยากให้คำว่า "นักการเมืองคือน้ำเน่า" เป็นจริง ไม่สามารถทำได้ด้วยการไปเปลี่ยนเรียกเป็นนักการน้ำหอม หรือนักฯลฯ แต่ต้องทำได้ด้วยการทำให้พฤติกรรมน้ำเน่านั้นหมดไปจากบริบทจริงเท่านั้น

ไม่ควรมักง่าย แก้ปัญหาใหญ่ๆที่ปลายเหตุ ปลายทาง

น.พ.สกล สิงหะ
หน่วยชีวันตาภิบาล ร.พ.สงขลานครินทร์
วันจันทร์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๘ เวลา ๙ นาฬิกา ๔๕ นาที
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะแม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

"...รักและเมตตาไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน(สัตว์ร่วมโลก)..."เป็น..บริบท ที่หยิบยกมาฝากใส่หู(มนุษย์สมัยใหม่..ให้ได้ยินกันในสากลโลก ท่านผู้ใช้ บริบทนี้ ที่รู้จักกัน ในนามของ ท่าน "ดาไลลามะ"..

คงจะมีผลเกิด ..ก็คงยุค..ที่เรียกว่า..ศรัอารยเมตตรัย..ที่เราๆมวลมนุษย์ที่ถือว่าเป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่งจะคง..เข้าถึงบริบทดังกล่าว..และยังคงไม่สามารถกำหนดเป็นกาลเวลาได้...เพราะเราไม่สามารถหยั่งรู้..ไปในจิตตวิญญาณ..ของแต่ละบุคคลได้และก็คงเป็นเช่นนั้นเอง..นะคะ..ท่านอาจารย์..นพ. สกล สิงหะ..

เขียนเมื่อ 

แก้อักษรผิด...ศรี..

เขียนเมื่อ 

อาจารย์ทำให้พี่คิดถึงคำว่า ยาม้า กับยาบ้า ที่นานๆทีการใช้คำจะช่วยได้จริงแบบคำนี้นะคะ