เจ้าเมืองลพบุรี (ก่อนทำเนียบ)
เจ้าเมือง คือหัวหน้าผู้ปกครองสูงสุดของเมือง เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ แล้วในปีพ.ศ.๒๔๗๖ จึงได้เปลี่ยนชื่อเรียกเจ้าเมืองเป็น ข้าหลวงประจำจังหวัด และต่อมาปีพ.ศ. ๒๔๙๕ ได้เปลี่ยนเป็นเรียกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด มาจนถึงในปัจจุบัน ทำเนียบผู้ว่าราชการจังหวัด จึงควรเรียกว่า ทำเนียบเจ้าเมือง ข้าหลวงประจำจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีดั่งเช่นจังหวัดกาฬสินธุ์
<p>ตามทำเนียบเจ้าเมืองลพบุรี เริ่มมีเจ้าเมืองท่านแรก คือ พระยาพิสุทธิธรรมธาดา ดำรงตำแหน่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒-๒๔๕๕ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ช่วงเวลาที่ครองราชย์ พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๕๓) หลังจากที่ได้เริ่มมีการจัดรูปการปกครองส่วนภูมิภาคแบบยุโรป ในรูปมณฑลเทศาภิบาลขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๔๑ โดยมีหน่วยการปกครองเรียงลำดับจากใหญ่ไปหาเล็กดังนี้
</p>
<p>มณฑล – เมือง(จังหวัด) – อำเภอ –ตำบล –หมู่บ้าน
</p>
<p>มณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาล เป็นผู้ปกครอง เมือง มีเจ้าเมืองมีอำนาจหน้าที่ปกครองเมือง และหน่วยการปกครองตามลำดับจากเมืองลงไปตามลำดับ
</p>
<p>ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ ดินแดนสยามมีมณฑลอยู่ ๑๙ มณฑล ครอบคลุมพื้นที่เมืองจำนวน ๗๒ เมือง(เมืองเปลี่ยนเป็น จังหวัดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) อย่างไรก็ตามเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ จึงทำให้หลายมณฑลถูกยุบรวมกันตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๖๘ ภายหลังจึงคงเหลืออยู่เพียง ๑๔ มณฑล ได้แก่
</p>
<p>๑. กรุงเทพมหานคร๖. มณฑลนครราชสีมา๑๑. มณฑลภูเก็ต
</p>
<p>๒. มณฑลจันทบุรี๗. มณฑลปราจีนบุรี๑๒. มณฑลราชบุรี
</p>
<p>๓. มณฑลนครชัยศรี๘. มณฑลปัตตานี๑๓. มณฑลกรุงเก่า
</p>
<p>๔. มณฑลนครสวรรค์๙. มณฑลพายัพ๑๔. มณฑลอุดรธานี
</p>
<p>๕. มณฑลนครศรีธรรมราช๑๐. มณฑลพิษณุโลก
</p>
<p>มณฑลกรุงเก่า ปกครอง ๙ เมือง คือ ๑. กรุงเก่า ๒. เมืองอ่างทอง ๓. เมืองสิงห์บุรี ๔. เมืองอินทร์บุรี ๕. เมืองพรหมบุรี ๖. เมืองลพบุรี ๗. เมืองสระบุรี ๘. เมืองปทุมธานี ๙. เมืองธัญบุรี
</p>
<p>ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการตราพระราชบัญญัติการบริหารราชการส่วนภูมิภาค พุทธศักราช ๒๔๗๖ รูปการปกครองมณฑลเทศาภิบาลได้ถูกยุบเลิกไปโดยพระราชบัญญัตินี้ จากนั้นจังหวัดได้กลายเป็นเขตการปกครองย่อยของประเทศไทยที่มีระดับสูงที่สุด
</p>
<p>ประเด็นมีอยู่ว่า :เมืองลพบุรีมีเจ้าเมืองคนแรกในทำเนียบผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ในปี พ.ศ.๒๔๔๒ แล้วก่อนปี พ.ศ.๒๔๔๒ เรามีเจ้าเมืองหรือไม่ จวน และ ที่ว่าราชการเมืองอยู่แห่งใด ?
</p>
<p>เมื่อมีเจ้าเมืองท่านแรกใน ปี พ.ศ.๒๔๔๒ น่าจะได้รับบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ให้ใช้หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงให้ปรับปรุงซ่อมแซมในรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนารายณ์ราชนิเวศน์ และต่อมาในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มาพัฒนาเมืองลพบุรีให้เป็นเมืองศูนย์การทหาร ได้ย้ายศูนย์ราชการอันมีศาลากลางจังหวัด และที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรี ไปไว้ทางตะวันออกของเมืองเก่าห่างไปประมาณ ๔ กม. ณ วงเวียนเทพสตรี ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในปัจจุบัน
</p>
<p>เมืองลพบุรีเป็นเมืองที่เก่าแก่ก่อนสมัยอาณาจักรขอมเรืองอำนาจ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงสถาปนาเมืองลพบุรี เป็นราชธานีแห่งที่ ๒ รองจากกรุงศรีอยุธยา หากมองภูมิประเทศของเมืองลพบุรีในอดีตแล้ว จะเห็นว่าภูมิประเทศด้านริมสองฝากฝั่งแม่น้ำลพบุรี และลำน้ำบางขามเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ส่วนพื้นที่ด้านตะวันออก เป็นที่ราบสูง ป่าและเขา หากเราวิเคราะห์จากแนวคลอง ชัยนาท-ป่าสัก(คลองอนุศาสนนันท์) คลองส่งน้ำสายหลักฝั่งตะวันออกของเขื่อนเจ้าพระยา ที่ตัดผ่านพื้นที่จังหวัดลพบุรี ตั้งแต่เขตอำเภอบ้านหมี่ ผ่านอำเภอเมืองลพบุรี ไปสุดเขตพื้นที่จังหวัดลพบุรี ที่ตำบลโคกลำพาน กรมชลประทานจะขุดคลองในแนวที่ลุ่มจรดกับที่ดอน เพื่อใช้ความลาดเอียงของพื้นดิน ให้ความโน้มถ่วงของโลกกระจายน้ำลงสู่พื้นที่ลุ่มโดยวิธีธรรมชาติ หากเรามองย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ.๒๔๘๔ ที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะมาพัฒนาเมืองลพบุรีเป็นเมืองทหาร การอยู่อาศัยของประชาชนจะอาศัยที่ลุ่มที่มีน้ำท่วมถึง เหมาะแก่การประกอบอาชีพการเกษตรทำนาเท่านั้น หน้าแล้งก็ยังจับปลาในแม่น้ำ หนอง คลอง บึง เป็นอาหารกินได้ ดังนั้นในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัชกาลที่ ๓ สมัยปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ แม่ทัพไทยได้กวาดต้อนผู้คนลาวพวนมา ส่วนหนึ่งนำมาไว้ที่เมืองลพบุรี เพื่อมาเพิ่มจำนวนประชากรของเมืองลพบุรี เราคงไม่ให้มาแย่งพื้นที่อยู่อาศัยของคนไทยดั้งเดิมที่อยู่ในลุ่มน้ำลพบุรี และลำแม่น้ำบางขาม ได้แต่ให้อาศัยเกาะชายดอนตามแนวคลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งคนไทยดั้งเดิมไม่ชอบอาศัยอยู่ ต่อมามีการเปิดใช้เขื่อนเจ้าพระยาในปี พ.ศ.๒๕๐๐ และขุดคลองส่งน้ำสายหลักที่เรียกว่าคลองชัยนาท-ป่าสักนี้แล้ว คนไทยเชื้อสายลาวพวน มาปลูกบ้านอยู่อาศัยเกาะชายดอนด้วยความยากเข็ญ หาผักหาปลากินก็ต้องลงไปแย่งหากินตามห้วยหนองคลองบึงในที่คนไทยดั้งเดิมอาศัยอยู่ ตั้งแต่ ปีพ.ศ.๒๕๐๐ ถึงปัจจุบัน พื้นที่ขอบชายดอนมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำและผักปลา ในคลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก ไม่ต้องไปอาศัยหากินในพื้นที่ลุ่มอีก
</p>
<p>ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ ๒ นั้น ในลุ่มแม่น้ำลพบุรีเป็นแดนที่อุดมสมบูรณ์ มีวัดร้างที่พม่าเผาทำลายอยู่มากมายเป็นหลักฐานประจักษ์พยานให้เราเห็น ผู้คนบนฝั่งแม่น้ำลพบุรีคงถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย บ้างก็ต้องอพยพหลบหนีเข้าป่าดงไปก็รอดตัว เมื่อถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่๔ เมืองลพบุรีคงมีประชากรไม่มากนัก เมืองลพบุรีจัดรูปการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลแล้ว ในปี พ.ศ.๒๔๔๒ เมืองลพบุรีแบ่งการปกครองออกเป็น ๔ อำเภอ คือ
</p>
<p>๑.อำเภอเมืองลพบุรี๓.อำเภอสระโบสถ์ (อำเภอโคกสำโรง)
</p>
<p>๒.อำเภอสนามแจง (อำเภอบ้านหมี่)๔.อำเภอโพหวี (อำเภอท่าวุ้ง)
</p>
<p>อำเภอชัยบาดาล ยังเป็นเมืองชัยบาดาลหัวเมืองชั้นโท ขึ้นกับเมืองนครราชสีมา ดังนั้นจะเห็นว่าเมืองลพบุรียังมีประชากรไม่มากนัก อำเภอก็มีเพียง ๔ อำเภอ ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม ส่วนพื้นที่ด้านตะวันออกหลังแนวขอบชายดอนของแนวคลองชัยนาท-ป่าสัก ในอดีตยังเป็นป่าเขาไม่มีคนอยู่อาศัย ผู้คนผ่านเข้าไปก็เป็นไข้ป่าผอมตัวเหลืองกลับมา
</p>
<p>ที่ตั้งที่ว่าราชการเมืองลพบุรี และจวนเจ้าเมืองอยู่ที่ใดกันเล่า (บอกมาเสียทีอย่ายาวอยู่เลย)เอาละเข้าเรื่องแล้วครับ สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองลพบุรี เป็นแค่หัวเมืองจัตวา เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์ที่ “พระนครพราหมณ์” ในสมัยตั้งมณฑลเทศาภิบาล ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ และต่อมาปี พ.ศ.๒๔๔๒ เมืองลพบุรีเริ่มจัดแบ่งการปกครองเป็น ๔ อำเภอ สำหรับอำเภอโพหวี นั้นตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งที่ว่าการเมืองลพบุรีเพียง ๔ กิโลเมตร ขณะนั้นที่ว่าราชการเมืองตั้งเหนือต้นสะตือใหญ่เยื้องฝั่งวัดเทพกุญชร อำเภอโพหวีตั้งอยู่ที่ศาลาตาหลวง ข้างวัดโพธิ์แก้ว(ด้านใต้)ตำบลโพธิ์ตลาดแก้ว เป็นสาเหตุขออ้างที่จะต้องย้ายอำเภอโพหวีไปตั้ง ณ สถานที่ใหม่ที่ตำบลท่าวุ้ง ด้านเหนือปากคลองมะขามเทศ เพื่อให้เป็นศูนย์ของตำบลต่างๆ ต่อจากนั้นเมื่อเมืองลพบุรียกฐานะเป็นหัวเมืองชั้นตรีแล้ว เจ้าเมืองตั้งใหม่มีบรรดาศักดิ์ที่ “พระยาสุจริตรักษาลพบุรานุรัก-พิทักษ์ทวีชาติภูมิ” ตำแหน่งเจ้าเมือง ส่วนปลัดเมืองเดิมนามว่า ”ขุนบุรีราชรักษา” ตั้งใหม่เป็น “พระนครพราหมณ์”
</p>
<p>ในยุคก่อนปฏิรูปการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล การปกครองเมืองส่วนใหญ่จะสืบทอดทางสายเลือด หากมีบุตรชายของเจ้าเมืองก็ฝึกหัดราชการกันไป จนมีประสบการณ์ เมื่อเจ้าเมืองชราภาพหรือชิ้นชีพตักษัยลง ผู้มีอาวุโสรองก็มักเป็นบุตร หลาน หรือบุตรเขย พระเจ้าแผ่นดินจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองต่อไป ที่ว่าราชการเมืองก็คือบ้านของเจ้าเมือง หรือจวนของเจ้าเมืองนั่นเอง ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ทั้งที่ดินและบ้านช่อง
</p>
<p>กรณีเมืองลพบุรี ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่จะย้ายศาลาที่ว่าการเมืองไปอยู่ ณ หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ ในพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนารายณ์ราชนิเวศน์(ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นสมบัติของพระเจ้าแผ่นดิน หรือสมบัติของแผ่นดิน จึงไม่จำเป็นต้องใช้สมบัติที่ดินหรือจวนและที่ว่าราชการเมืองของเจ้าเมืองเดิมอีก ทรัพย์สมบัติที่ดินจึงตกทอดเป็นของทายาทที่ได้รับช่วงมรดกตกทอดกันไป
</p>
<p>เชิงอรรถ : เมื่อสมัยผมยังเป็นเด็ก ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๔ ถึง ปี พ.ศ.๒๔๙๙ เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๑-๖ ที่โรงเรียนวินิตศึกษา พักอาศัยเป็นเด็กวัดกวิศราราม ยุคนั้นต้องอาศัยการสัญจรทางน้ำโดยเรือยนต์ในฤดูน้ำหลาก ผมนั่งเรือยนต์ผ่านฝั่งซ้ายของแม่น้ำลพบุรี เยื้องวัดเทพกุญชร จะเห็นบ้านหลังใหญ่ครึ่งตึกครึ่งไม้เป็นสง่า อยู่ในสวนป่ามะม่วงที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนว ไม่น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนธรรมดาสามัญ มีความสงสัยมาตลอด จนผ่านมาถึงเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ โอกาสที่ไปเยี่ยมพื้นที่ดังกล่าวมานั้น ผมได้รับข้อมูลรายละเอียดจาก พ.อ.สมิต อุดมเดชาณัติ ว่า ณ พื้นที่ที่ผมเคยพบเห็นทางเรือเมื่อ ๖๐ ปี ก่อนนั้น คือจวนและที่ว่าราชการเมืองของเมืองลพบุรีในอดีตนั่นเอง ขณะนี้เป็นพื้นที่รกทึบ เต็มไปด้วยต้นกระถินใหญ่ และไม้นานาชนิด บ้านใหญ่ครึ่งตึกครึ่งไม้ถูกรื้อทิ้ง ท่าน พ.อ.สมิตเล่าให้ฟังว่า เมื่อ ประมาณ ๔๐ ปี ที่ผ่านมาท่านเคยรายงานกรมศิลปากร ขอสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมจวนและที่ว่าราชการเมืองลพบุรีหลังเก่านี้ ไม่ได้รับการสนับสนุน ต่อมาภายหลังทรุดโทรมมากเกินกำลังทรัพย์ที่จะซ่อมแซม ท่านจึงรื้อทิ้งไป เหลือแต่ซากแนวอิฐบนดินไว้ให้ดูและชมได้ ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน…./
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>จวนและที่ว่าราชการเมืองลพบุรี ริมแม่น้ำลพบุรี หมู่ที่ ๖ ตำบลพรหมาสตร์
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>ศาลาว่าราชการเมืองลพบุรี ณ พระที่นั่งพิมานมงกุฎ วังพระนารายณ์ราชนิเวศน์
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>ศาลากลางจังหวัดลพบุรี ณ วงเวียนเทพสตรี
</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p>
</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td colspan="5">
<p>
</p>
<p>พระนาม / นาม ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี
</p>
</td>
</tr>
<tr>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p><strong>ลำดับ</strong>
</p>
</td>
<td>
<p><strong>ชื่อ - สกุล</strong>
</p>
</td>
<td>
<p><strong>เริ่มดำรงตำแหน่ง</strong>
</p>
</td>
<td>
<p><strong>สิ้นสุดการดำรงตำแหน่ง</strong>
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>1
</p>
</td>
<td>
<p>พระยาพิสุทธิธรรมธาดา
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2442
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2455
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>2
</p>
</td>
<td>
<p>พระยาสุนทรสงคราม
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2455
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2457
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>3
</p>
</td>
<td>
<p>พระยานครพระราม
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2457
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2460
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>4
</p>
</td>
<td>
<p>พระยาพิษณุโลกบุรี
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2460
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2464
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>5
</p>
</td>
<td>
<p>อำมาตย์เอกพระยาวิเศษไชยชาญ
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2464
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2466
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>6
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ต.อ.พระยากำจัดโสณฑ์ทุจริต
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2466
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2469
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>7
</p>
</td>
<td>
<p>พระยานายกนรชน
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2469
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2470
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>8
</p>
</td>
<td>
<p>อำมาตย์โทพระบริหารเทพธานี
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2470
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2473
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>9
</p>
</td>
<td>
<p>พระยาเพ็ชรอภิบาล
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2473
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2476
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>10
</p>
</td>
<td>
<p>พระยาอาณาจักรบริบาล
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2476
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ........
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>11
</p>
</td>
<td>
<p>หลวงทำนักนิกรชน
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2476
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2478
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>12
</p>
</td>
<td>
<p>หลวงสฤษฎิ์สาราลักษณ์
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2478
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2479
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>13
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ต.ต.หลวงอัศวินศิริวิลาศ
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2479
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2480
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>14
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ต.หลวงยุทธสารประสิทธิ์
</p>
</td>
<td>
<p> 21 มิถุนายน พ.ศ.2480
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2481
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>15
</p>
</td>
<td>
<p>พ.อ.พระพิชัยศรแผลง
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2481
</p>
</td>
<td>
<p> 18 เมษายน พ.ศ.2482
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>16
</p>
</td>
<td>
<p>หลวงโยธีพิทักษ์
</p>
</td>
<td>
<p>4 ธันวาคม พ.ศ.2482
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2483
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>17
</p>
</td>
<td>
<p>ร.อ.ขุนชาญ ใช้จักร ร.น.
</p>
</td>
<td>
<p>19 กรกฎาคม พ.ศ.2483
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2485
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>18
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ต.ขุนทอง สุนทรแสง
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2485
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.......
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>19
</p>
</td>
<td>
<p>นายศักดิ์ ไทยวัฒน์
</p>
</td>
<td>
<p>1 พฤษภาคม พ.ศ.2485
</p>
</td>
<td>
<p>พ.ศ.2488
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>20
</p>
</td>
<td>
<p>นายชม ชาตินันท์
</p>
</td>
<td>
<p>7 กรกฎาคม พ.ศ.2488
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2489
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>21
</p>
</td>
<td>
<p>ขุนบุรีภิรมย์กิจ
</p>
</td>
<td>
<p>16 ตุลาคม พ.ศ.2489
</p>
</td>
<td>
<p>18 สิงหาคม พ.ศ.2490
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>22
</p>
</td>
<td>
<p>หลวงศรีนราศัย
</p>
</td>
<td>
<p>22 สิงหาคม พ.ศ.2490
</p>
</td>
<td>
<p>5 ธันวาคม พ.ศ.2491
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>23
</p>
</td>
<td>
<p>นายศักดิ์ ไทยวัฒน์
</p>
</td>
<td>
<p>7 ธันวาคม พ.ศ.2491
</p>
</td>
<td>
<p>28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>24
</p>
</td>
<td>
<p>นายชลอ วนะภูติ
</p>
</td>
<td>
<p>14 มกราคม พ.ศ.2494
</p>
</td>
<td>
<p>3 เมษายน พ.ศ.2496
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>25
</p>
</td>
<td>
<p>นายสวัสดิ์ พิบูลนครินทร์
</p>
</td>
<td>
<p>3 เมษายน พ.ศ.2496
</p>
</td>
<td>
<p>7 ธันวาคม พ.ศ.2500
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>26
</p>
</td>
<td>
<p>นายสันต์ เอกมหาชัย
</p>
</td>
<td>
<p>6 สิงหาคม พ.ศ.2500
</p>
</td>
<td>
<p>30 สิงหาคม พ.ศ.2502
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>27
</p>
</td>
<td>
<p>นายยุทธ หนุนภักดี
</p>
</td>
<td>
<p>30 สิงหาคม พ.ศ.2502
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2510
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>28
</p>
</td>
<td>
<p>พล.ต.ต.สามารถ วายวานนท์
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2510
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2515
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>29
</p>
</td>
<td>
<p>นายฉลอง วัชรากร
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2515
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2519
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>30
</p>
</td>
<td>
<p>พล.ต.วิทย์ นิ่มนวล
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2519
</p>
</td>
<td>
<p>23 กรกฎาคม พ.ศ.2520
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>31
</p>
</td>
<td>
<p>นายเชาวน์วัศ สุดลาภา
</p>
</td>
<td>
<p>24 กรกฎาคม พ.ศ.2520
</p>
</td>
<td>
<p>30 กรกฎาคม พ.ศ.2522
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>32
</p>
</td>
<td>
<p>นายโชดก วีรธรรม พูลสวัสดิ์
</p>
</td>
<td>
<p>1 กันยายน พ.ศ.2522
</p>
</td>
<td>
<p>20 เมษายน พ.ศ.2524
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>33
</p>
</td>
<td>
<p>นายวิธาน สุวรรณทัต
</p>
</td>
<td>
<p>25 เมษายน พ.ศ.2524
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2527
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>34
</p>
</td>
<td>
<p>นายชิต นิลพานิช
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2527
</p>
</td>
<td>
<p>31 มีนาคม พ.ศ.2530
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>35
</p>
</td>
<td>
<p>นายเอนก โรจนไพบูลย์
</p>
</td>
<td>
<p>1 พฤศจิกายน พ.ศ.2530
</p>
</td>
<td>
<p>31 ตุลาคม พ.ศ.2532
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>36
</p>
</td>
<td>
<p>เรืออากาศตรีประกฤติ ร่วมวงศ์
</p>
</td>
<td>
<p>1 พฤศจิกายน พ.ศ.2532
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2534
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>37
</p>
</td>
<td>
<p>นายวิเชียร เปาอินทร์
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2534
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2537
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>38
</p>
</td>
<td>
<p>นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2537
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2542
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>39
</p>
</td>
<td>
<p>นายทวีศักดิ์ เวียงวิเศษ
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2542
</p>
</td>
<td>
<p>30 เมษายน พ.ศ.2545
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>40
</p>
</td>
<td>
<p>นายชนินทร์ บัวประเสริฐ
</p>
</td>
<td>
<p>1 พฤษภาคม พ.ศ.2545
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2546
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>41
</p>
</td>
<td>
<p>นายปริญญา อุดมทรัพย์
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2546
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน พ.ศ.2547
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>42
</p>
</td>
<td>
<p>นายวิชัย ศรีขวัญ
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม พ.ศ.2547
</p>
</td>
<td>
<p>12 พฤศจิกายน 2549
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>43
</p>
</td>
<td>
<p>นายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์
</p>
</td>
<td>
<p>13 พฤศจิกายน 2549
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน 2550
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>44
</p>
</td>
<td>
<p>นายจารุพงศ์ พลเดช
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม 2550
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน 2552
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>45
</p>
</td>
<td>
<p>นายฉัตรชัย พรหมเลิศ
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม 2552
</p>
</td>
<td>
<p>30 กันยายน 2555
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>46
</p>
</td>
<td>
<p>นายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ
</p>
</td>
<td>
<p>8 ตุลาคม 2555
</p>
</td>
<td>
<p>1 ตุลาคม 2556
</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2">
<p>47
</p>
</td>
<td>
<p>นายธนาคม จงจิระ
</p>
</td>
<td>
<p>2 ตุลาคม 2556
</p>
</td>
<td>
<p>ปัจจุบัน
</p>
</td>
</tr>
<tr>
</tr>
<tr>
</tr>
<tr>
</tr>
</tbody>
</table> <strong>
<p>
</p>
<p>
</p>
<p><strong>พระนครพราหมณ์ และ พระนครพระราม</strong>
</p>
<p>ในกฎหมายตราสามดวงส่วนที่ว่าด้วย “พระไอยการนาทหารหัวเมือง” ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกล่าวว่า “ออกพระนครพราหม พระลบบุรีย ขึ้นประแดงเสนาฎขวา” แสดงว่าตำแหน่งเจ้าเมืองลพบุรีในเวลานั้นมีราชทินนามว่า “ออกพระนครพราหม” อย่างไรก็ตามราชทินนาม “ออกพระนครพราหม” น่าจะคัดลอกผิดจากราชทินนามว่า“ออกพระนครพระราม”ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป <br> ส่วนพระไอยการเก่าตำแหน่งน่าหัวเมือง ฉบับอยุธยาใช้ว่า “ออกพระนครพราม ออกพระลพบุรี นา ๕๐๐ ( ๓๐๐๐ ) ขึ้นประแดงเสนาฏขวา” ( ๑๕ ) คำว่า “นครพราม” คำนี้น่าจะอ่านว่า “นครพระราม” ตามอักขรวิธีโบราณและเป็นราชทินนามของเจ้าเมืองลพบุรี <br> เมื่อ “ออกพระนครพระราม”เป็นเจ้าเมืองลพบุรี “นครพระราม” ก็น่าจะได้แก่ “เมืองลพบุรี” นั่นเอง <br> นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะก็น่าจะเป็นไปได้ที่ “เมืองนครพระราม” เป็นเมืองเดียวกับเมือง “ลพบุรี” เพราะที่ “เมืองลพบุรี” ก็เป็นเมืองที่ “พระศรีรัตนธาตุ” ( คือวัดพระศรีรัตนธาตุ ลพบุรี ) เป็นศูนย์กลางที่สำคัญ และมีความเก่าแก่สอดคล้องกับที่ปรากฏในจารึกวัดส่องคบ <br> จากหลักฐานต่าง ๆ ที่กล่าวมา “เมืองนครพระราม” จึงน่าจะได้แก่ “เมืองลพบุรี” นั่นเอง
</p>
<p><strong>เชิงอรรถ </strong><strong>: </strong>เมืองลพบุรีเคยมีเจ้าเมืองในทำเนียบท่านที่ ๓ มีบรรดาศักดิ์ที่ <strong>พระยานครพระราม</strong> น่าคิดว่า บรรดาศักดิ์ที่ <strong>พระนครพระราม</strong> ก็น่าจะเป็นไปได้ส่วนบรรดาศักดิ์ที่ <strong>พระนครพราหมณ์</strong> ฟังดูก็น่าจะขัดแย้งหรือขัดหูอยู่ ขอนำเสนอเป็นข้อคิด
</p>
<p>-------------------------------------------
</p></strong>
<p><strong><br></strong>
</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>