ตอนที่ 8 พรรษาป่าอาศัย 2

ขอแทรกวิธีรักษาโรคปวดหัวตัวร้อนแบบหลวงปู่สักหนึ่งวิธี ใครจะนำไปใช้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านรักษาตัวท่านเองโดยใช้ศีรษะจุ่มลงในโอ่งน้ำจนมิดทั้งหน้า กลั้นลมหายใจให้นานที่สุดสักประมาณ ๑๕ นาทีขึ้นไป! ใครฝึกลม ๗ ฐานสำเร็จจะได้เปรียบตรงนี้ หรือใครรู้สึกหน้ามืด ออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสมองไม่ทัน ก็ให้แหกปากตะโกนสุดเสียง จะดีขึ้น แต่ต้องไปทำที่ลับตาห่างไกลคนนะ มิฉะนั้นจะไม่เป็นกุศล! (กุศล แปลว่า ฉลาด)

วันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม คณะคุณสมเกียรติมาถ้ำสนทนากับหลวงปู่และคณะกรรมการชมรมฯ เรื่องการสร้างเจดีย์ ตกลงเขาจะออกเงินก่อนโดยผ่านฉัน การก่อสร้างให้เป็นหน้าที่ของพวกเราชาวถ้ำ คุณสมเกียรติพาหัวหน้าของเขามาด้วย ก่อนกลับทั้งหมด พากันไปถ่ายรูปบริเวณที่จะก่อสร้างเจดีย์

คุณถาวรผู้ติดตามคุณสมเกียรติบอกว่า จิตของเขาสัมผัสกับวิญญาณที่สถิตอยู่ในศาลเพียงตา รู้สึกว่ามีวิญญาณ ๓ ดวง หัวหน้าวิญญาณเป็นหญิงชราท่าทางดุ ทุกวิญญาณนุ่งขาวห่มขาวอย่างไรก็ตามวิญญาณเหล่านั้นอนุญาตให้มีการสร้างเจดีย์ พวกเขา ยินดีดูแลรักษาให้

คุณถาวรบอกอีกว่า เขาเห็นหลวงพ่อทวด หลวงพ่อโต ณ ที่นั้นด้วย ฉันฟังแล้วงงๆ ไปเล่าให้หลวงปู่ฟัง

หลวงปู่อธิบายว่า "นั่นเป็นการใช้พลังความรู้สึกนึกคิดบวกกับ อารมณ์ดูสิ่งต่างๆ ถ้าเราไม่ให้ความสนใจ การกระทำนั้นจะเป็นศูนย์ ไม่มีค่าอะไร แต่ถ้าเราไปให้ความสนใจแสดงว่าเรากำลังเสียดุลให้เขา กูแปลกใจ คนที่บอกว่านั่งแล้วเห็นไอ้นั่นไอ้นี่ มันเห็นอะไรกัน กูอยากรู้นัก ฮึ! กูไม่เชื่อ นึกเอามากกว่า" เราพาคุณสมเกียรติและพรรคพวกไปชมกุฏิในของหลวงปู่หลังจากถ่ายภาพกันในถ้ำ

วันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม ตอนเช้าหลวงปู่เรียกฉันกับสามีไปพูดเรื่องเงินที่คุณสมเกียรติจะฝากไว้ให้สร้างเจดีย์ ท่านแนะนำว่าน่าจะโยนภาระนี้ให้พี่แป๊ะแล้วทุกอย่างจะลงตัวเหมาะสมที่สุด เพราะพี่แป๊ะเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง กระแสต่อต้านจากภายนอกจะไม่มี เราเพิ่งรู้ว่าการที่คุณสมเกียรติไว้วางใจเราขนาดให้ถือเงินเป็นหมื่น จะทำให้บางคนมีปฏิกิริยามากจนล่วงรู้ถึงหูหลวงปู่ ท่านอยากลดกระแสกดดันตรงนี้ไม่อยากให้เกิดการอิจฉาริษยา จึงบอกเราว่าให้พี่แป๊ะรับภาระตรงนี้ไป สามีน้อยใจอยู่หลายวันว่าเขาไม่มีเครดิตพอหรืออย่างไร ฉันต้องปลอบว่า หลวงปู่ไม่ได้คิดตามคนอื่นหรอก ท่านเพียงแต่หาทางออกที่นุ่มนวลให้เท่านั้นเอง ไม่อยากให้ลูกหลานกัดกัน (พูดง่าย ๆ) พวกเราชาวถ้ำก็เป็นอย่างนี้แหละ เปิดเผยดี อิจฉาก็บอกว่าอิจฉา แต่ไม่ทุกคนหรอกนะ ส่วนใครจะอิจฉาหรือไม่อิจฉาเจ้าตัวรู้เอง ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าแล้วถ้าให้พี่แป๊ะรับเงินจะลดกระแสได้อย่างไร อ๋อ! ง่ายนิดเดียวในบรรดาลูกศิษย์ชาวถ้ำทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง พวกกินเงินเดือน หรือไม่ก็เป็นชาวบ้านทั่วไป จะมีก็แต่ครอบครัวพี่โฉมยง พี่แป๊ะเท่านั้นที่มีฐานะร่ำรวย (รับเหมาก่อสร้าง มีรถแบคโฮขุดดิน แล้วยังจำหน่ายรถแบคโฮด้วย ฯลฯ) ถ้าไม่นับคุณไก่กับคุณวันเพ็ญนะ (ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเหินห่าง) ซึ่งถือว่ามีเครดิตดีเชื่อถือได้ เรื่องตรงนี้ก็จบลง

เปลี่ยนเรื่อง เมื่อคืนหลวงปู่เรียกพี่จรรยามาตักเตือนแนะนำเรื่อง "การเปิดใจให้กว้างยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง" ก็คงมีกระแสแบบเดียวกับเรื่องเงินของเรานั่นแหละ คงมีใครฟ้องบ้าง หลวงปู่รู้เองบ้าง ท่านไม่อยากให้ลูกหลานแตกร้าวกัน พอเช้าขึ้นมาเราก็โดนเรียกไปพูดเรื่องเงินเป็นรายต่อไป ตรงไหนมีปัญหาหลวงปู่ จะรีบแก้ไขทันที ไม่ปล่อยให้ลูกหลานก่อเรื่องบานปลาย

คนไหนถูกหลวงปู่ตักเตือนถือว่าโชคดี แสดงว่าท่านยังรักและเมตตาอยู่ ถ้าท่านไม่พูดด้วยแสดงว่าคนคนนั้นแย่เต็มที มีทหารนายหนึ่งชื่อ "ยักษ์" แอบดื่มสุรา หลวงปู่ไม่พูดด้วย ๓ วัน เดินผ่านไม่มองหน้า ไม่ทัก เขารู้สึกเสียใจมาก จนวันที่ ๔ ท่านพูดด้วย เขาดีใจเดินผิวปากเข้าครัว ฮัมเพลงอย่างมีความสุข ถามว่า ดีใจอะไร เขาบอกว่าดีใจที่หลวงปู่พูดด้วย อะไรจะขนาดนั้น

พี่แป๊ะเล่าให้สามีฟังว่า ครั้งหนึ่งหลวงปู่ให้ทหารช่วยกันแบกแท้งค์น้ำขึ้นตั้งบริเวณครัวบนถ้ำ ขณะที่พวกทหารกำลังแบกแท้งค์เดินขึ้นเนินอยู่ พี่แป๊ะเห็นหลวงปู่ถือพัดโบกลมให้ตัวท่านเองช้าๆ ขณะที่แบกเกือบถึงฐานที่ตั้งพวกทหารก็ทำท่าแอ่นหน้าแอ่นหลังส่งเสียงเอะอะเพราะน้ำหนักของแท้งค์กดถ่วงเหมือนจะวืดหงายหลังตกเขา ทันใดนั้นหลวงปู่สะบัดพัดอย่างแรงหนึ่งพรืด ภาพที่เห็นต่อเนื่อง คือ ทหารวางแท้งค์ลงบนที่ตั้งดังตึบเหมือนถูกอะไรผลัก และแล้วหลวงปู่ก็ผละจากตรงนั้นด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ พี่แป๊ะสัมภาษณ์ทหารกลุ่มนั้นว่าขณะที่ทำท่าจะหงายหลังตกเขานั้นเป็นอย่างไร เขาบอกว่ารู้สึกเหมือนมีอะไรมาผลักให้พวกเขาตั้งหลักได้ ทั้งๆ ที่เขาควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว เรื่องนี้พี่แป๊ะซึ้งอยู่แก่ใจ เพราะ เห็นกับตา

หลวงปู่เล่าชีวิตวัยเด็กของท่านให้ฟังสนุกมาก ฉันเป็นคนสัมภาษณ์ ท่านก็ไม่ปิดบัง ท่านไม่ใช่คนลึกลับสำหรับพวกเราอีกต่อไป เราต่างมีความจริงใจต่อกัน ยอมรับกัน เปิดใจสู่กัน อะไรๆ ก็ไม่มีปัญหา โยมแม่ของหลวงปู่เป็นนักเรียนมาแตร์เดอี อาชีพรับราชการครู ต่อมาลาออกจากชีวิตราชการแยกทางกับโยมพ่อด้วยทิฐิ หอบลูกๆ ไปอยู่บ้านค่ายที่ระยอง หลวงปู่เป็นลูกคนกลาง ท่านต้องรับภาระช่วยโยมแม่ตั้งแต่เล็กๆ จำได้ว่าตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ถามว่าหลวงปู่เริ่มรู้ตัวว่ามีพลังพิเศษแปลกๆ ผิดจากเด็กธรรมดาตั้งแต่เมื่อไร ท่านบอกว่าตั้งแต่โยมแม่โดนงูกัด ท่านหาหญ้ามาเคี้ยวๆ จนแหลกแล้วนำมาโปะที่แผล อะไรบางอย่างบอกให้ท่านรู้ว่าท่านต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันเหมือนอะไรแล่นแปล๊บขึ้นมาในหัว

อีกครั้งน้องตัวร้อนไม่สบาย โยมแม่ก็ไม่อยู่ ท่านตัดสินใจใช้เข็มลนไฟจิ้มปลายนิ้วของน้องทุกนิ้วจนเลือดออก ตัวหายร้อน ถามว่าเวลาแม่กลับมาแม่ว่าอย่างไร

หลวงปู่พูดไปหัวเราะไปว่า "เค้าก็จะกระทืบกูนะซี แต่ทีนี้น้องมันหายตัวร้อน เค้าเลยไม่ว่าอะไร แต่หายจากตัวร้อนต้องมารักษาแผลที่ปลายนิ้ว"

สุนัขที่บ้านหลวงปู่ป่วย ท่านเอาด้ายสายสิญจน์พันวิทยุเวลาพระสวดมนต์แล้วนำไปคล้องขันน้ำ แล้วนำน้ำมาให้สุนัขดื่ม มันก็หายป่วย ฟังแล้วหัวเราะจนงอหาย ถามว่าแม่ไม่สงสัยบ้างหรือ ที่ลูกชายมีอะไรแปลกๆ หลวงปู่หัวเราะ "กูก็เห็นเขาเฉยๆ นะ"

ต่อมาหลวงปู่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เวลาไปโรงเรียนต้องเดิน นั่งรถเมล์ไม่ได้เพราะเมารถ ตอนเดินไปตาก็จ้องดูดวงอาทิตย์ไป ทำอย่างนี้ทุกวันโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิดอะไร วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ประหลาด พอจ้องดูจิ้งจกตุ๊กแก มันตกลงมาจากเพดานตาย ก็ร้องไห้ด้วยความสงสาร จ้องดูดอกไม้ ดอกไม้ก็เ**่ยว พอพี่ชายกินข้าวต้มที่ท่านอุตส่าห์เก็บไว้ให้โยมแม่ ท่านจ้องหน้าพี่ชายด้วยความโกรธ พี่ชายล้มลงไปอีก ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เลิกดูดวงอาทิตย์

และอีกครั้งหนึ่งในขณะที่กำลังเดินไปโรงเรียนก็ถูกรถเมล์ชน หลวงปู่รู้สึกเหมือนมีมือใหญ่ๆ มาอุ้มท่านไปวางที่เกาะกลางถนน ข้าวของกลิ้งอยู่ใต้ท้องรถ ตัวท่านไม่เป็นอะไร แต่เสื้อผ้าเปื้อนและ ขาดกะรุ่งกะริ่ง คนขับกับกระเป๋าตกใจลงมาดูแล้วถามว่าเป็นอะไร (ฉันถามว่าไม่เรียกค่าเสียหายบ้างหรือ ท่านตอบว่าไม่ได้เอาอะไร) โยมแม่เห็นว่าลูกไม่เป็นอะไรเลยไม่เรียกร้องอะไร ท่านเป็นผู้หญิงที่ไม่คิดโลภไม่อยากได้อะไรของใคร ใจกว้าง ตัวเองและครอบครัว ไม่เป็นไร แต่คนอื่นที่มาบ้านท่านจะอดไม่ได้ บางครั้งอาหารมื้อสุดท้ายของครอบครัวต้องยกให้แขกที่มาบ้าน ตรุษไทย สงกรานต์ โยมแม่จะทำอาหารหวานคาวตั้งหน้าบ้านเลี้ยงคนที่เดินผ่านไปมา บางครั้งให้หลวงปู่ยกไปแจกเพื่อนบ้าน แต่โยมแม่ไม่สนใจรักษาศีล ไม่ชอบฟังพระเทศน์ ท่านบอกว่าพระพูดไม่จริง เพราะพระสมัยนั้น ทำตัวย่อหย่อน เป็นจำนวนมากพอสมควร เช่น แอบฉันข้าวเย็น เล่นปลากัด ฯลฯ) หลวงปู่มีหน้าที่เก็บผักบุ้งตามท้องนาขาย แต่ท่านไม่เคยจับปลาขายทั้งๆ ที่หนองน้ำแถวนั้นมีปลาชุม

ครั้งหนึ่งโยมแม่อยากจะแกงเป็ด ก็สั่งหลวงปู่ให้จัดการเชือด เป็ดซะ โยมแม่ไปตลาดเพื่อซื้อเครื่องแกง หลวงปู่ไม่กล้าเชือดเป็ด จึงทำธนูยิง ธนูเจ้ากรรมก็ใช้การไม่ได้ มันทื่อ ยิงโดนตูดเป็ดร้องก้าบๆ วิ่งรอบบ้าน จนโยมแม่กลับมา ยังทำอะไรไม่ได้เลย

นอกจากนั้นท่านยังชอบไปสวดมนต์ที่วัดพระแก้วทุกเสาร์อาทิตย์ พาน้องไปด้วย แทนที่จะวิ่งเล่นแบบเด็กทั่วไป คบเพื่อนแต่ละคนอายุ ๖๐-๗๐ ขึ้นไป เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่เกินตัว จะไปวัดหรือไปเที่ยวท้องสนามหลวง ยังไปไม่ถูกเลยต้องจ้างคนข้างบ้านพาไปครั้งละ ๒๐ บาท ท่านหารายได้ช่วยเหลือครอบครัวตั้งแต่ยัง เล็กๆ เลี้ยงน้องโดยไปไหนต้องกระเตงใส่เอวจนเอวเป็นหนาม ถึงจะเป็นลูกคนกลางแต่พี่ๆ และน้องๆ เกรงกลัวท่านทุกคน

พอแตกเนื้อหนุ่มมีสาวๆ มาชอบ ถูกสาวหลอกไปหอมแก้มท้ายสวนริมคลอง แทนที่จะชอบกลับด่าและผลักหล่อนตกคลองไป แล้ววิ่งกลับบ้าน เคยชอบผู้หญิงคนหนึ่งก็ได้แต่มองๆ ไม่กล้าพูดด้วย สุดท้ายนัดพบกันที่อนุสาวรีย์ เจ้ากรรมดันไปคอยคนละอนุสาวรีย์!

ฟังแล้วหัวเราะน้ำตาไหล ประวัติของหลวงปู่น่านำไปทำละคร ทีวีชื่อเรื่อง "ตำนานลูกผู้ชาย" ได้ยินท่านเอ่ยชื่อนี้บ่อยๆ

หลวงปู่นั่งสนทนากับลูกหลานในถ้ำ หน้าเดิมๆ ทั้งนั้น ท่านบอกว่า เดี๋ยวนี้มีศาสดาใหม่เกิดขึ้นแล้ว คือศาสดาโภชนาการ ว่าด้วยเรื่องคนกินเจ ที่พูดเรื่องนี้เพราะพี่บุญล้อมเอย พี่เล็กเอย ชอบกินมังสวิรัติ เวลามีเทศกาลและมีคนถามถึงอานิสงส์ของการไม่ กินเนื้อสัตว์ ท่านเลยพูดเรื่องกินเจซึ่งคล้ายๆ กัน หลวงปู่แยกแยะ ลักษณะการกินเจของคนยุคนี้อย่างมีอารมณ์ขันเป็นแบบต่างๆ ดังนี้

๑. เจคัมภีร์ คือ กินแบบติดตำรา เช่น คนกินเจจะต้องมีภาชนะส่วนตัวไม่ปนเปื้อนกับของผู้ใด ฯลฯ คนกินเจแบบนี้จะเครียด เพราะต้องระวังตัวทุกฝีก้าว พลาดไม่ได้ กินแบบนี้หลวงปู่บอกว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร จิตใจยังเศร้าหมอง

๒. เจประเพณี คือ กินตามเทศกาล ปีหนึ่งประมาณ ๑๐ วัน พวกนี้มุ่งการกินเป็นใหญ่ จนลืมคิดถึงเรื่องการทำใจให้ผ่องใส กลาย เป็นเรื่องสนุกสนาน รวมหัวเป็นมหกรรมชนิดหนึ่ง พี่เล็กตรงกับข้อนี้คือกินตามเทศกาล

๓. เจเขี่ย ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ขี้เกียจทำเองหรืออาจจะทำไม่เป็น จำต้องกินรวมกับผู้อื่นใช้วิธีเขี่ยเอา รู้สึกพี่บุญล้อมจะใช้วิธีนี้

๔. เจตอแหล คือ เอาอาหารประเภทพืชมาปรุงแต่งให้มองเหมือนเนื้อสัตว์ ก็ในเมื่อจะกินเจแล้วยังติดในลักษณะของเนื้อสัตว์ทำไมเล่า?

๕. เจกระแดะ ถามท่านว่าถ้าเรากินเจเพื่อหวังจะให้มีกายสะอาดบริสุทธิ์ดุจดั่งพรหมล่ะ เรียกว่าอะไร หลวงปู่ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลาว่า "อ๋อ! เจกระแดะ"

๖. เจสมัครใจ กินด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา กินด้วยหัวใจที่ดีๆ เช่นนั้นแล้วย่อมไม่ติดทั้งพืชและสัตว์ ไม่คิดว่ากินพืชหรือสัตว์ กินเพียงเพื่อเลี้ยงสังขารให้มีชีวิตอยู่รอด จะได้ทำสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อโลก

สำหรับหลวงปู่แล้ว คนกับสัตว์มีฐานะเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรทั้งสิ้น "ต่างกันตรงคุณธรรม" ซึ่งสัตว์ไม่มี ฉะนั้นการกินเป็นกิจกรรมชนิดหนึ่งของเดรัจฉาน แล้วทำไมเราจะต้องไปใส่ใจให้ความสำคัญกับการกินนัก

หลวงปู่จะใช้เวลาในการกินน้อยมาก เพราะมันเป็นเรื่องของเดรัจฉาน อีกอย่างพระภิกษุต้องขอเขากิน ไม่มีสิทธิ์เลือก ยกเว้นเนื้อสัตว์ที่พระพุทธเจ้าทรงมีบัญญัติห้ามเท่านั้น นอกนั้นไม่น่าจะมีปัญหา ถ้าการกินอาหารเป็นหนทางแห่งการทำให้จิตใจคนเข้าถึงพุทธะแล้ว ควายย่อมสำเร็จเป็นควายอัจฉริยะอย่างแน่นอน เพราะมันกินแต่หญ้า

พูดจบหลวงปู่ตัดบทว่า ต่อไปนี้เลิกถามเรื่องกินเจกินมังสวิรัติ เสียทีนะ รำคาญ

หลวงปู่บ่นว่าตั้งแต่มาอยู่ถ้ำ พลังสัมผัสของท่านลดลงไปมาก ทั้งนี้เพราะมาอยู่กับคนที่มีความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกัน สมัยอยู่กำแพงแสนไม่เป็นเช่นนี้ คนที่นั่นมีความรู้สึกนึกคิดคล้อยตามกัน มีจุดยืนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นสูงหรือต่ำแค่ไหน พอเข้ามาในวัด เขาจะยอมรับซึ่งกันและกัน ที่นี่มีแต่คนอวดรู้ ไม่ยอมฟังกัน น่าเบื่อหน่าย ขนาดทุกคนก็เคารพรักหลวงปู่สุดหัวใจ แต่ไม่ว่าหลวงปู่จะอบรมเรื่องนี้บ่อยแค่ไหน ก็ไม่ดีขึ้น ถึงจะดีก็ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็เหมือนเดิม มันฝังรากลึกในกมลสันดานเสียแล้ว

หลวงปู่พูดประโยคหนึ่งว่า "ไม่มีใครเปลี่ยนใครได้ นอกจากทุกคนจะเปลี่ยนตัวเอง"

สรุปแล้วเรายังไม่ถึงไหน ทุกคนมาอยู่ที่นี่เพราะติดหลวงปู่เท่านั้น เหมือนหลงรูปบูชาอะไรทำนองนั้น จนลืมละลายพฤติกรรมเก่าๆของตัวเองซึ่งหลวงปู่ไม่ปรารถนาหรือยินดีเลย เรารู้สึกว่าอยู่ห่างกับหลวงปู่เสียเหลือเกินทั้งๆ ที่สองมือยึดเกาะชายจีวรท่านแน่นเหนียวออกอย่างนี้ ท่านมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นเลิศเท่าไร เรายิ่งมีสติปัญญาโง่ทึบเท่านั้น ยิ่งอยู่ใกล้ท่านมากๆ ก็ยิ่งเอ๋อ เบลอ เหมือนหุ่นยนต์รอให้หลวงปู่ไขลานจึงจะปฏิบัติการได้ เป็นเพราะว่าท่านเก่งมากจนพวกเราถูกข่มไปโดยปริยาย ซ้ำร้ายบางคนจะเลียนแบบท่านอีก บารมีไม่ถึงทำเช่นนั้นได้อย่างไร บางครั้งท่านก็เสียใจที่สอนลูกหลานให้เป็นคนดีไม่ได้ ก็บอกแล้วไม่มีใครเปลี่ยนใครได้ นอกจากเขาจะเปลี่ยนตัวเอง กรรมใครกรรมมัน

๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๖ คุณสมเกียรติแฟกซ์แบบแปลนเจดีย์มาให้ที่บ้าน สามีรีบขึ้นถ้ำนำแบบไปให้หลวงปู่เลือกที่ตีนเขา พบพี่แป๊ะกำลังควบคุมการก่อสร้างห้องน้ำ ห้องส้วม เขาถือโอกาสบอกพี่แป๊ะว่า หลวงปู่ให้เขาช่วยเป็นสมุห์บัญชีในการก่อสร้างเจดีย์ หลวงปู่เห็นว่าพี่แป๊ะมีความรอบรู้เรื่องการก่อสร้าง เป็นที่นิยมและไว้วางใจของสมาชิกชมรมฯ พี่แป๊ะบอกว่าเขาคงจะต้องโอนหน้าที่นี้ให้กับพี่โฉมยง ภรรยาของเขา

บ่ายหลังจากฉันเพล พี่แป๊ะพาคุณน้อยเจ้าของโรงงานหินอ่อนสระบุรีมาพบหลวงปู่ คุณน้อยเป็นคนไม่เคยเข้าวัด เขาใช้ชีวิตอย่างบุรุษเจ้าสำราญมาช้านาน เขาเป็นเพื่อนสนิทกับพี่แป๊ะ ที่มากราบหลวงปู่เพราะถูกชักนำมา แล้วเขาก็ยอมรับหลวงปู่ จึงเสนอตัวที่จะรับทำเจดีย์หินอ่อนทั้งแท่ง แต่เมื่อคำนวณเวลาแล้วจะเสร็จไม่ทันที่หลวงปู่กำหนด จึงเปลี่ยนเป็นว่าใช้หินอ่อนทั้งแท่งเฉพาะส่วนระฆังทรงประยุกต์ (พุทธะอิสระ) ก่อนกลับคุณน้อยบอกว่าจะมาอีก

หลวงปู่พูดกับคนอื่นว่า "มันคงไม่ได้มาหรอก" ท่านรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

กลับไปไม่นานเขาก็เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจวาย ลูกและภรรยาเมื่อรู้ว่าเขาปวารณากับหลวงปู่ไว้แล้วเรื่องทำเจดีย์หินอ่อน จึงรับช่วงต่อเพื่อสานเจตนารมณ์ของผู้ตาย แต่มีปัญหาตอนที่เอาหินอ่อนแท่งใหญ่ขึ้นจากหลุมไม่ได้ สุดท้ายต้องจุดธูปบอกสามีที่เสียชีวิตให้ช่วยหินอ่อนจึงขึ้นจากหลุมได้ นำมากลึงเป็นระฆังและยอดเจดีย์ (แยกเป็น ๒ ชิ้นส่วน) น้ำหนักเป็นตันๆ! ตอนใช้ลวดสลิงชักขึ้นทุลักทุเลน่าดู ไม่ทราบเอาขึ้นไปได้อย่างไร พี่โฉมยงต้องวิ่งหาลวดสลิงขนาดใหญ่และแข็งแรงที่สุดมาในการนี้ ตอนมีงานฉลองเจดีย์เบญจมหาโพธิสัตว์ หลวงปู่บอกว่าคุณน้อยมาร่วมงานด้วย วิญญาณสวมชุดขาวตรงกับที่เขาเคยพูดไว้ว่าแล้วจะมาอีก ก็แปลกดีตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่เขาไม่เคยใฝ่กุศลอะไรเลย แต่ก่อนเสียชีวิต เขากลับได้สร้างมหากุศลกับหลวงปู่ นับว่าเขาเป็นคนโชคดีมีบุญคนหนึ่ง วิญญาณจึงไปดี

วกกลับมาเรื่องเดิม หลวงปู่ถามสามีว่าได้คุยกับพี่ยูรเรื่องพระกริ่ง ๑๙ องค์แล้วหรือยัง เขาอยากมีส่วนร่วมเรื่องการบริจาคแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นนาคเหมือนกัน ท่านกำชับว่า "มึงลองคุยๆ กับมันดูก็แล้วกัน"

๓ กันยายน คุณสมกียรติและผู้ติดตามอีก ๒ คน มาหาเราตามนัด ถึงเพชรบุรีราวๆ บ่ายสองโมง ไปถ้ำกันพบพี่แป๊ะที่ตีนเขา สามีแนะนำคุณสมเกียรติให้รู้จักด้วย แล้วชวนกันขึ้นถ้ำ เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้เพ็ญแม่ค้าขายผักหัวหินอุตส่าห์ลงทุนทิ้งแผงผักมาอยู่ถ้ำเพื่อรับใช้พระ เธอต้องการธรรมะจากหลวงปู่ก่อนท่านจะจากไป

เธอบอกหลวงปู่ว่า เธอต้องการมาหาทรัพย์ภายใน หลวงปู่หัวเราะหึๆ พยักหน้าหงึกๆ แล้วพูดว่า "อ้อ! ยังงั้นเรอะ กูว่ามึงจะเสียทรัพย์ภายนอกมากกว่าละมั้ง" อย่างไรก็ตามหลวงปู่ก็อนุญาตและให้ความเมตตาต่อเธอด้วยดีเสมอมา

สามีฝากคุณสมเกียรติช่วยหาแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นนาคมาด้วย และสัญญาว่าจะแบ่งพระ ๑๙ องค์ให้ ตอนที่อยู่เพชรบุรีมัวแต่คุยเรื่องอื่นจนลืมขอดู พอมาเปิดดูต่อหน้าหลวงปู่ปรากฏว่าเป็นทองกับนาคเก๊ ส่วนแผ่นเงินใช้ได้

หลวงปู่เอ็ดว่า "หนอย! มึงจะเอาของเก๊มาแลกกับพระ ๑๙ องค์ของกูเชียวเรอะ" สามีทำหน้าปูเลี่ยนๆ หน้าแตกเย็บไม่ติด

คุณสมเกียรติบอกว่าที่ร้านขายแผ่นเงิน แผ่นทอง แนะนำมาว่าเขาใช้แบบนี้ทั้งนั้นแหละ คนขายยืนยันหนักแน่นก็เลยเชื่อ หลวงปู่บอกว่า "ใช้ไม่ได้จ้ะ" ตกลงต้องหาใหม่ ส่วนของเก๊พวกนี้ไม่เอากลับ ทิ้งไว้ที่ถ้ำนี่แหละเผื่อจะทำอะไรได้ คุณสมเกียรติควักเงินออกมา ๕๐,๐๐๐ บาทให้เราเก็บไว้ใช้จ่ายในการก่อสร้างเจดีย์แล้วจะค่อยๆทยอยส่งมาอีก ฉันมอบให้พี่แป๊ะ เขาให้ฉันเก็บไว้ก่อน หลวงปู่สอนว่าเงินคืองู ใครครอบครองไว้ระวังมันจะพ่นพิษใส่ ฉะนั้นจึงไม่มีใครอยากถือเงิน ยิ่งไม่ใช่ของตัวเองยิ่งแล้วใหญ่

คุณสมเกียรติซักถามหลวงปู่ถึงข้อธรรมมากมาย มีเรื่อง สนุกๆ อยู่เรื่องหนึ่ง คือ คุณสมเกียรติบอกว่าในหลวงรัชกาลที่ ๘ ยังมีชีวิตอยู่ เขาได้สัมผัสมาแล้ว หลวงปู่ทำหน้าชอบกล ท่านบอกว่าวันไหนว่างๆ ให้พาคนที่อ้างตัวว่าเป็นรัชกาลที่ ๘ มาซิ จะซักฟอกหน่อยว่ามีจุดประสงค์อะไรถึงอ้างตัวอย่างนั้น

คุณสมเกียรติบอกว่าเรื่องนี้มีผู้ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เพราะผู้ที่เป็นพยานเป็นถึงพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นถึงลูกศิษย์ของหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร

หลวงปู่อุทานว่า "ฮ้า ขนาดนั้นเชียวเรอะ ดีแล้วๆ มึงไปพามาเลย เป็นพระไปยุ่งอะไรกับเรื่องแบบนี้ล่ะ หัวขาดเชียวนะมึง"

นอกจากนั้นคุณสมเกียรติยังบอกอีกว่าสแม้แต่รัชกาลที่ ๕ ยังมีชีวิตอยู่เลย หลวงปู่ตบอกผาง "โอ๊ยตาย! ไปกันใหญ่แล้ว กูสงสัยว่าแก๊งนี้ต้องเป็นแก๊งใหญ่แน่ๆ ตั้งหน้าทำมาหาแดกหลอกคน มึงก็โดนด้วย"

ความจริงหลวงปู่พูดมากกว่านี้ แต่ข้อความบางตอนถ้านำมาเปิดเผยกันแล้วอาจจะไม่เหมาะกับสภาวะนัก มันเหมือนดาบสองคม ถ้าผู้อ่านได้รู้จักและสัมผัสกับหลวงปู่มาก่อนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักท่านอย่างลึกซึ้ง อาจจะมองไปอีกอย่าง

หลวงปู่บอกว่าวิธีทดสอบของท่านก็คือ เอาตราพระราชลัญจกร ของรัชกาลที่ ๘ ให้ดูเท่านั้นแหละว่ารู้จักไหม หลวงปู่ใช้ตรานี้เป็นตราประจำวัดอ้อน้อย เปี๊ยกลูกชายไปอ่านพบในหนังสือห้องสมุดโรงเรียนของเขา เขามาบอกพ่อด้วยความตื่นเต้นว่า ตราวัดของหลวงปู่ทำไมเหมือนตราประจำของรัชกาลที่ ๘ ล่ะ? สามีไปถามหลวงปู่ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร หลวงปู่ยิ้มนิดๆ ในสีหน้าแล้วตอบว่า

"นี่เป็นตราของพระโพธิสัตว์ กูใช้มาช้านานแล้ว"

ตอนนั้นฉันฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่ซักถามต่อจึงไม่สามารถจะวิจารณ์อะไรมากไปกว่านี้ ท่านอ่านถึงตอนนี้แล้วเกิดความคิดอะไรแวบขึ้นมาเชิญตามสบายนะคะ

หลังจากนั้น วันเสาร์ที่ ๑๘ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๖ เราติดตามคุณสมเกียรติไปดูคนที่อ้างตัวเป็นรัชกาลที่ ๘ ถึงชัยบาดาล จ.ลพบุรี จริงอย่างที่คิด เป็นคณะต้มมนุษย์ที่น่าเกลียดที่สุด ลาวทั้งนั้น แม้แต่คนที่อ้างตัวเป็น ร.๘ ก็ยังพูดจาสำเนียงลาว สมุนบอกว่าท่านลี้ภัยออกจากวังไปอยู่ประเทศลาวเป็นเวลาช้านานเลยติดสำเนียงคนทางนั้น ว่าเข้านั่น มิหนำซ้ำยังสูบบุหรี่ราคาถูกๆ มวนต่อมวนทีเดียว เป็นชายชราสวมชุดขาว คอคล้องประคำ ไม่มีเค้าหน้า ร.๘ และแถมได้เมียเป็นชาวบ้านปากจัดจ้านอีกต่างหาก ฉันแกล้งยื่นตราของวัดในหนังสือให้ดู ถามว่า

"นี่เครื่องหมายอะไรคะ จำได้ไหม"

คนที่อ้างตัวหลบตาตอบว่า "ของสูง ของสูง เก็บไว้ เก็บไว้"

เย็นแล้วคุณสมเกียรติพาไปพักที่วัดของหลวงพ่อผู้ซึ่งอ้างเป็นพยานในเรื่องนี้ วัดของท่านอยู่อีกแห่งหนึ่งห่างจากบ้านคนอ้างตัวชนิดคนละทิศทีเดียว ต้องวิ่งเข้าไปในป่าลึกพอสมควร เป็นวัด เล็กๆ มีถ้ำสวยงามดี หน้าถ้ำสร้างเป็นศาลาที่พัก บรรยากาศเหมาะ สำหรับบำเพ็ญเพียรจริงๆ เสียดายท่านไม่ใช่พระแบบหลวงปู่ ถ้าขืนไปปฏิบัติธรรมวัดนี้ มีหวังถูกลากเข้าป่าเข้ารก โง่ดักดานตายเลย เพราะพูดคุยแต่เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ฟังแล้วเพ้อฝันเพลิดเพลินแต่ไม่ประเทืองปัญญาเลย มีคนมาขึ้นมากเหมือนกัน ล้วนแล้วแต่คนมีระดับทั้งนั้น ฉันคิดในใจว่าคนมีเงินเชื่ออะไรง่ายกว่าคนจนแฮะ

คืนนั้นฉันซักถามหลวงพ่อมากมายเรื่องรัชกาลที่ ๘ เรื่องพระครูเทพโลกอุดร ท่าทางของฉันแสดงออกชัดเจนเลยว่าไม่เชื่อ ดีที่ท่านไม่ไล่ออกจากวัด คืนนั้นนอนบนศาลาหน้าถ้ำ ได้บรรยากาศ ไปอีกแบบ เช้าตื่นขึ้นมารับประทานอาหาร เดินชมโบสถ์วิหารซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คิดในใจว่ามันก็น่าอยู่หรอกที่ท่านต้องสร้างกระแสถึงพระดังๆ มีฤทธิ์หรือรัชกาลที่ ๘ เพราะเป็นหนทางหนึ่งที่จะได้ลาภสักการะมามาก คุณสมเกียรติเองจะนิยมและเชื่อถือพวกนี้มาก แต่เขาก็ไม่โกรธนะที่ฉันไม่เชื่อตามเขา เขายิ้มอย่างใจเย็น นานไปเขาก็ค่อยห่างเหินจากถ้ำและวัด เพราะหลวงปู่ ไม่สนองใจเรื่องอิทธิฤทธิ์หรือตำนานเหมือนวัดนี้หรือวัดไหนๆ ที่ไปมา ต่อมาหลวงพ่อรูปนี้มาถ้ำ เมื่อหลวงปู่หล่อพระ คุณสมเกียรติ ชักชวนมา คงจะมาดูหลวงปู่ว่าเป็นหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรตามคำร่ำลือหรือเปล่า พวกเราไม่ควรขายอาจารย์แบบนี้เลยนะ เท่ากับเรากำลังทำตัวเหมือนๆ กับแก๊งค์มนุษย์สำนักอื่นๆ เพราะหลวงปู่คือหลวงปู่ เป็นตัวของตัวเองดีกว่า ไม่ต้องอาศัยชื่อเสียงของคนอื่น มาไต่เต้าหรอก

กลับมาเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้หลวงปู่ฟัง ท่านให้ข้อคิดว่า

"คนสมัยนี้มีวิธีหากินแปลกๆ มันฉลาด รู้จักหาสิ่งที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถือ ศรัทธา มาหลอกให้คนอื่นเชื่อ แล้วมันก็ง่ายต่อการขออะไรๆ ก็ได้ ทำไมมึงไม่แจ้งตำรวจจับมันล่ะ ฐานเอาสถาบันกษัตริย์มาเหยียบย่ำ"

มืดแล้วหลวงปู่ย้ายที่นั่งจากศาลาไปนั่งที่ลานหินโค้ง สนทนา เรื่องความสมดุลของกายกับจิต ลึกซึ้งเกินกว่าจะจดจำได้หมด

โดยสรุป ศาสตร์สมดุลต้องมี ๓ ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว คือ

หนึ่ง กายศักดิ์สิทธิ์
สอง วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ (บางครั้งใช้จิตศักดิ์สิทธิ์)
สาม ธรรมศักดิ์สิทธิ์

ขออธิบายอีกครั้งว่า กายศักดิ์สิทธิ์ คือการดำเนินชีวิตตั้งแต่ ลืมตาตื่นนอนขึ้นมาจนเข้านอนนั่นแหละ มันอาจจะหมายถึง ทาน ศีล ภาวนา (ถ้าอาศัยภาษาวัด) หรือการชำระล้างร่างกายให้หมดจด ด้วยพฤติกรรมอันพึงประสงค์ ซึ่งความหมายของคำว่า กายศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ มันลึกซึ้งกว่านั้นมากนัก ทาน ศีล ภาวนา ยังไม่พอ มันละเอียดเจาะลึกขนาดว่าคุณตื่นนอนด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เก็บที่นอนเรียบร้อย เข้าห้องน้ำแปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำอย่างถูกวิธี ไม่ใช้ สบู่ ยาสีฟัน และน้ำให้สิ้นเปลืองเกินเหตุ ไม่ใช้เวลาในห้องน้ำนานเกินจนคนอื่นเดือดร้อน ออกจากห้องน้ำไม่ทำพื้นแฉะจนใครมาเหยียบแล้วลื่นล้ม ปรุงอาหารได้อร่อยแต่ราคาประหยัด วางของเป็นที่ ประกอบการงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และชาญฉลาด... จนเข้านอน หลับอย่างเป็นสุข... ฯลฯ

ถ้าจัดระเบียบของกายได้ถึงขนาดจนเป็นระบบของใจ ความ เป็นไทจะปรากฏ หลวงปู่ว่าไว้อย่างนั้น อีกสองศักดิ์สิทธิ์จะเกิดตามมาเองโดยอัตโนมัติ

เรื่องของความคิดในทัศนะของหลวงปู่

"จงคิด เจ้าจะได้ไม่ต้องคิด เพราะไม่คิด เรื่องคิดจึงมีมากมาย"

บทโศลกของหลวงปู่ถึงแม้จะใช้คำง่ายๆ สั้นๆ แต่อ่านลวกๆ ไม่ได้ อ่านแล้วต้องขบคิดตีความ มิฉะนั้นจะงงเป็นไก่ตาแตก

จงคิด หมายถึง จะพูดจะทำอะไรต้องคิดใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งที่จะพูดหรือทำนั้นเป็นโทษต่อตัวเองหรือผู้อื่นบ้างไหม คิดให้ยาวๆ คิดให้ไกลๆ แล้วค่อยตัดสินใจพูดหรือทำไป ก็จะไม่เกิดเรื่องเดือดร้อนให้ต้องคิดปวดสมองในภายหลัง แต่เพราะไม่คิดเสียก่อน จู่ๆ ลงมือกระทำลงไปเกิดความเสียหาย ทีนี้แหละเรื่องคิดจึงมีมากมาย (นี่ตีความเอาเองนะ ถูกหรือเปล่าไม่รู้)

สามทุ่มแล้ว หลวงปู่ยังอุตส่าห์ให้เพ็ญหุงข้าวต้มกุ๊ยเลี้ยงพวกเรา กินกันอิ่มหนำสำราญจึงแยกย้ายกลับบ้าน

เมื่อตะกี๊เอาเรื่องของวันที่ ๑๘-๑๙ กันยายน ที่ไปเจาะหาความจริงแก๊ง ร.๘ มาพูดก่อนเพราะมันติดพัน

วันนี้วันที่ ๔ กันยายนขึ้นถ้ำอีก คราวนี้พาเปี๊ยกลูกชายไปเป็นเพื่อนเพราะสามีป่วย (ปวดหลัง) วันนี้พวกเจ๊ป้อม เจ๊บ๊วย (สำหรับเจ๊บ๊วยพอนานๆ ไปเธอก็ค่อยๆ หายไปจากถ้ำ ส่วนเจ๊ป้อม บอกว่าเธอชอบพระประเภทใบ้หวย) คุณชวลิต คุณนพพร บ่ายนี้มีการประชุม หลวงปู่บอกว่าผู้ที่ทำการขอพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. และ สก. คือคุณนพพรนี่เอง หลวงปู่พูดถึงความเสียสละของทั้งสองท่านให้พวกเราฟัง นับเป็นสิ่งน่ายินดีของทั้งสองท่านอย่างยิ่งเพราะหลวงปู่ไม่เคยชมใครต่อหน้าเลย

ท่านพูดเสมอว่า "ครูไม่มีหน้าที่ชมศิษย์ ครูที่ดีมีหน้าที่ดุด่าว่ากล่าวตักเตือนและชี้โทษให้ลูกศิษย์เห็นเท่านั้น"

หลวงปู่เปิดโอกาสให้ท่านทั้งสองแสดงความในใจออกมาต่อหน้าพวกเรา ซึ่งเรื่องที่พูดออกมาก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจพวกเราอยู่แล้ว

หลวงปู่สรุปว่า "ลูกหลานของหลวงปู่จะมีความเห็นแก่ตัวไม่ได้ มีทิฐิถือตัวถือตน มียศมีศักดิ์ หยิ่งยโสไม่ได้ เพราะถ้ายังมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ เขาจะเข้าถึงสัจธรรม คุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมไม่ได้ คนคับแคบ เย่อหยิ่ง จองหอง ยโส รอวันตายอย่างเดียว กลิ่นอายและรสชาติถ้อยคำของผู้ที่มีความจริงใจ จะผิดกับกลิ่นอายของผู้ไม่จริงใจ มีแต่มารยา วิชาการ ผิดกันราวกับ ฟ้าและเหว ขอเพียงพวกท่านมีความจริงใจ มีความเป็นธรรมชาติ ท่านจะได้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นลูกหลานของชาวศากยะ ดูอย่างพระพุทธเจ้าทรงเป็นที่รักของเทวดาพรหม มาร เปรต และอสุรกาย ทรงยิ่งใหญ่ในหัวใจของทุกคนและของตัวเอง ดังนั้น จงให้ เขาก่อนแล้วจะได้รับ"

หลวงปู่เสนอความคิดเห็นเรื่องใหม่ๆ กิจกรรมใหม่ๆ รู้สึกว่าคณะกรรมการเราหลายท่านหนักใจแต่ไม่กล้าแสดงออก คงเกรงใจ หลวงปู่ สำหรับหลวงปู่แล้วงานที่พวกเรากำลังทำอยู่นี้เป็นเพียงแค่เด็กเล่นขายข้าวแกง ลำพังหลวงปู่ทำได้ดีกว่านี้ มากกว่านี้

กิจกรรมที่ท่านเสนอ คือ การเปิดตลาดนัดขายของราคาถูก จุดประสงค์ต้องการให้ผู้คนที่อยู่แถวนี้ได้เข้ามาสัมผัสกับถ้ำแห่งนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมาชาวบ้านแถวใกล้ถ้ำให้ความสนใจกับกิจกรรมของถ้ำน้อยมาก มีแต่คนที่อื่นมาทำ ทั้งๆ ที่เป็นชุมชนของพวกเขาแท้ๆ วิเคราะห์ดูแล้วมีหลายสาเหตุ เป็นต้นว่า หนึ่ง เศรษฐกิจไม่ดี คนเราพอยากจน ไม่ค่อยจะมีกิน จิตใจก็ไม่สบาย ไม่อยากเข้าวัดหรอก สอง เกลียดวัดเพราะเคยเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี เห็นพระทำ ตัวเลอะเทอะ เลยเหมาว่าพระเลวทั้งหมด สาม ขาดการศึกษา มองไม่เห็นสัจธรรม พวกนี้ถูกชักจูงง่าย ถ้าพระไม่แสดงอิทธิฤทธิ์ ไม่ใบ้หวย ก็ไม่นิยม และประการสุดท้าย ได้ผู้นำท้องถิ่นไม่ดี ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายคงเข้าใจ

หลวงปู่เสนอกิจกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ เมื่อเขาได้มาสัมผัสรู้ว่าที่แห่งนี้ดีมีประโยชน์ต่อเขา การจะชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมจะง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ให้มีเครื่องอุปโภคบริโภคราคาถูกอีกด้วย หลวงปู่ซาวเสียงดูแล้ว มีคนค่อยๆ ยกมือสนับสนุนอย่างเสียมิได้

แฮ่ะๆ ช่วยอะไรไม่ได้ ก็อยากมาคบกับหลวงปู่ทำไมล่ะ ก็ท่านบอกตั้งแต่แรกๆ แล้วว่า "อย่ามายุ่งกับกูนะ กูไม่รับใครเป็นศิษย์หรอก อยากมาตื๊อกูเอง... ถ้ากูจะทำใคร กูต้องจับให้มันอยู่มือก่อน ทีนี้กูก็เลือกฟันสบาย"

พวกเรายอมมอบกายถวายชีวิตให้ท่านแล้วนี่ ต้องเดินตามรอยอรหันต์ซิ จะมาเที่ยวนั่งหลับตาตัวแข็ง ไม่ใช่สไตล์ของหลวงปู่ พุทธะอิสระเป็นแน่แท้

ฉันถามหลวงปู่โพล่งๆ ว่า ท่านเป็นพระอรหันต์หรือเปล่า ท่านตอบว่า "ม่ายช่าย กูได้แต่หันๆ หมุนๆ หันบ่อยๆ หมุนบ่อยๆ" ฟังคล้ายตลก แต่คำว่าหันบ่อยๆ หมุนบ่อยๆ ชวนคิดนะ