GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

อยู่กับปู่ ตอนที่ 8 พรรษาป่าอาศัย 2

ตอนที่ 8 พรรษาป่าอาศัย 2

ขอแทรกวิธีรักษาโรคปวดหัวตัวร้อนแบบหลวงปู่สักหนึ่งวิธี ใครจะนำไปใช้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านรักษาตัวท่านเองโดยใช้ศีรษะจุ่มลงในโอ่งน้ำจนมิดทั้งหน้า กลั้นลมหายใจให้นานที่สุดสักประมาณ ๑๕ นาทีขึ้นไป! ใครฝึกลม ๗ ฐานสำเร็จจะได้เปรียบตรงนี้ หรือใครรู้สึกหน้ามืด ออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสมองไม่ทัน ก็ให้แหกปากตะโกนสุดเสียง จะดีขึ้น แต่ต้องไปทำที่ลับตาห่างไกลคนนะ มิฉะนั้นจะไม่เป็นกุศล! (กุศล แปลว่า ฉลาด)

วันเสาร์ที่ ๒๘ สิงหาคม คณะคุณสมเกียรติมาถ้ำสนทนากับหลวงปู่และคณะกรรมการชมรมฯ เรื่องการสร้างเจดีย์ ตกลงเขาจะออกเงินก่อนโดยผ่านฉัน การก่อสร้างให้เป็นหน้าที่ของพวกเราชาวถ้ำ คุณสมเกียรติพาหัวหน้าของเขามาด้วย ก่อนกลับทั้งหมด พากันไปถ่ายรูปบริเวณที่จะก่อสร้างเจดีย์

คุณถาวรผู้ติดตามคุณสมเกียรติบอกว่า จิตของเขาสัมผัสกับวิญญาณที่สถิตอยู่ในศาลเพียงตา รู้สึกว่ามีวิญญาณ ๓ ดวง หัวหน้าวิญญาณเป็นหญิงชราท่าทางดุ ทุกวิญญาณนุ่งขาวห่มขาวอย่างไรก็ตามวิญญาณเหล่านั้นอนุญาตให้มีการสร้างเจดีย์ พวกเขา ยินดีดูแลรักษาให้

คุณถาวรบอกอีกว่า เขาเห็นหลวงพ่อทวด หลวงพ่อโต ณ ที่นั้นด้วย ฉันฟังแล้วงงๆ ไปเล่าให้หลวงปู่ฟัง

หลวงปู่อธิบายว่า "นั่นเป็นการใช้พลังความรู้สึกนึกคิดบวกกับ อารมณ์ดูสิ่งต่างๆ ถ้าเราไม่ให้ความสนใจ การกระทำนั้นจะเป็นศูนย์ ไม่มีค่าอะไร แต่ถ้าเราไปให้ความสนใจแสดงว่าเรากำลังเสียดุลให้เขา กูแปลกใจ คนที่บอกว่านั่งแล้วเห็นไอ้นั่นไอ้นี่ มันเห็นอะไรกัน กูอยากรู้นัก ฮึ! กูไม่เชื่อ นึกเอามากกว่า" เราพาคุณสมเกียรติและพรรคพวกไปชมกุฏิในของหลวงปู่หลังจากถ่ายภาพกันในถ้ำ

วันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม ตอนเช้าหลวงปู่เรียกฉันกับสามีไปพูดเรื่องเงินที่คุณสมเกียรติจะฝากไว้ให้สร้างเจดีย์ ท่านแนะนำว่าน่าจะโยนภาระนี้ให้พี่แป๊ะแล้วทุกอย่างจะลงตัวเหมาะสมที่สุด เพราะพี่แป๊ะเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง กระแสต่อต้านจากภายนอกจะไม่มี เราเพิ่งรู้ว่าการที่คุณสมเกียรติไว้วางใจเราขนาดให้ถือเงินเป็นหมื่น จะทำให้บางคนมีปฏิกิริยามากจนล่วงรู้ถึงหูหลวงปู่ ท่านอยากลดกระแสกดดันตรงนี้ไม่อยากให้เกิดการอิจฉาริษยา จึงบอกเราว่าให้พี่แป๊ะรับภาระตรงนี้ไป สามีน้อยใจอยู่หลายวันว่าเขาไม่มีเครดิตพอหรืออย่างไร ฉันต้องปลอบว่า หลวงปู่ไม่ได้คิดตามคนอื่นหรอก ท่านเพียงแต่หาทางออกที่นุ่มนวลให้เท่านั้นเอง ไม่อยากให้ลูกหลานกัดกัน (พูดง่าย ๆ) พวกเราชาวถ้ำก็เป็นอย่างนี้แหละ เปิดเผยดี อิจฉาก็บอกว่าอิจฉา แต่ไม่ทุกคนหรอกนะ ส่วนใครจะอิจฉาหรือไม่อิจฉาเจ้าตัวรู้เอง ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าแล้วถ้าให้พี่แป๊ะรับเงินจะลดกระแสได้อย่างไร อ๋อ! ง่ายนิดเดียวในบรรดาลูกศิษย์ชาวถ้ำทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง พวกกินเงินเดือน หรือไม่ก็เป็นชาวบ้านทั่วไป จะมีก็แต่ครอบครัวพี่โฉมยง พี่แป๊ะเท่านั้นที่มีฐานะร่ำรวย (รับเหมาก่อสร้าง มีรถแบคโฮขุดดิน แล้วยังจำหน่ายรถแบคโฮด้วย ฯลฯ) ถ้าไม่นับคุณไก่กับคุณวันเพ็ญนะ (ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเหินห่าง) ซึ่งถือว่ามีเครดิตดีเชื่อถือได้ เรื่องตรงนี้ก็จบลง

เปลี่ยนเรื่อง เมื่อคืนหลวงปู่เรียกพี่จรรยามาตักเตือนแนะนำเรื่อง "การเปิดใจให้กว้างยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง" ก็คงมีกระแสแบบเดียวกับเรื่องเงินของเรานั่นแหละ คงมีใครฟ้องบ้าง หลวงปู่รู้เองบ้าง ท่านไม่อยากให้ลูกหลานแตกร้าวกัน พอเช้าขึ้นมาเราก็โดนเรียกไปพูดเรื่องเงินเป็นรายต่อไป ตรงไหนมีปัญหาหลวงปู่ จะรีบแก้ไขทันที ไม่ปล่อยให้ลูกหลานก่อเรื่องบานปลาย

คนไหนถูกหลวงปู่ตักเตือนถือว่าโชคดี แสดงว่าท่านยังรักและเมตตาอยู่ ถ้าท่านไม่พูดด้วยแสดงว่าคนคนนั้นแย่เต็มที มีทหารนายหนึ่งชื่อ "ยักษ์" แอบดื่มสุรา หลวงปู่ไม่พูดด้วย ๓ วัน เดินผ่านไม่มองหน้า ไม่ทัก เขารู้สึกเสียใจมาก จนวันที่ ๔ ท่านพูดด้วย เขาดีใจเดินผิวปากเข้าครัว ฮัมเพลงอย่างมีความสุข ถามว่า ดีใจอะไร เขาบอกว่าดีใจที่หลวงปู่พูดด้วย อะไรจะขนาดนั้น

พี่แป๊ะเล่าให้สามีฟังว่า ครั้งหนึ่งหลวงปู่ให้ทหารช่วยกันแบกแท้งค์น้ำขึ้นตั้งบริเวณครัวบนถ้ำ ขณะที่พวกทหารกำลังแบกแท้งค์เดินขึ้นเนินอยู่ พี่แป๊ะเห็นหลวงปู่ถือพัดโบกลมให้ตัวท่านเองช้าๆ ขณะที่แบกเกือบถึงฐานที่ตั้งพวกทหารก็ทำท่าแอ่นหน้าแอ่นหลังส่งเสียงเอะอะเพราะน้ำหนักของแท้งค์กดถ่วงเหมือนจะวืดหงายหลังตกเขา ทันใดนั้นหลวงปู่สะบัดพัดอย่างแรงหนึ่งพรืด ภาพที่เห็นต่อเนื่อง คือ ทหารวางแท้งค์ลงบนที่ตั้งดังตึบเหมือนถูกอะไรผลัก และแล้วหลวงปู่ก็ผละจากตรงนั้นด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ พี่แป๊ะสัมภาษณ์ทหารกลุ่มนั้นว่าขณะที่ทำท่าจะหงายหลังตกเขานั้นเป็นอย่างไร เขาบอกว่ารู้สึกเหมือนมีอะไรมาผลักให้พวกเขาตั้งหลักได้ ทั้งๆ ที่เขาควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว เรื่องนี้พี่แป๊ะซึ้งอยู่แก่ใจ เพราะ เห็นกับตา

หลวงปู่เล่าชีวิตวัยเด็กของท่านให้ฟังสนุกมาก ฉันเป็นคนสัมภาษณ์ ท่านก็ไม่ปิดบัง ท่านไม่ใช่คนลึกลับสำหรับพวกเราอีกต่อไป เราต่างมีความจริงใจต่อกัน ยอมรับกัน เปิดใจสู่กัน อะไรๆ ก็ไม่มีปัญหา โยมแม่ของหลวงปู่เป็นนักเรียนมาแตร์เดอี อาชีพรับราชการครู ต่อมาลาออกจากชีวิตราชการแยกทางกับโยมพ่อด้วยทิฐิ หอบลูกๆ ไปอยู่บ้านค่ายที่ระยอง หลวงปู่เป็นลูกคนกลาง ท่านต้องรับภาระช่วยโยมแม่ตั้งแต่เล็กๆ จำได้ว่าตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ถามว่าหลวงปู่เริ่มรู้ตัวว่ามีพลังพิเศษแปลกๆ ผิดจากเด็กธรรมดาตั้งแต่เมื่อไร ท่านบอกว่าตั้งแต่โยมแม่โดนงูกัด ท่านหาหญ้ามาเคี้ยวๆ จนแหลกแล้วนำมาโปะที่แผล อะไรบางอย่างบอกให้ท่านรู้ว่าท่านต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันเหมือนอะไรแล่นแปล๊บขึ้นมาในหัว

อีกครั้งน้องตัวร้อนไม่สบาย โยมแม่ก็ไม่อยู่ ท่านตัดสินใจใช้เข็มลนไฟจิ้มปลายนิ้วของน้องทุกนิ้วจนเลือดออก ตัวหายร้อน ถามว่าเวลาแม่กลับมาแม่ว่าอย่างไร

หลวงปู่พูดไปหัวเราะไปว่า "เค้าก็จะกระทืบกูนะซี แต่ทีนี้น้องมันหายตัวร้อน เค้าเลยไม่ว่าอะไร แต่หายจากตัวร้อนต้องมารักษาแผลที่ปลายนิ้ว"

สุนัขที่บ้านหลวงปู่ป่วย ท่านเอาด้ายสายสิญจน์พันวิทยุเวลาพระสวดมนต์แล้วนำไปคล้องขันน้ำ แล้วนำน้ำมาให้สุนัขดื่ม มันก็หายป่วย ฟังแล้วหัวเราะจนงอหาย ถามว่าแม่ไม่สงสัยบ้างหรือ ที่ลูกชายมีอะไรแปลกๆ หลวงปู่หัวเราะ "กูก็เห็นเขาเฉยๆ นะ"

ต่อมาหลวงปู่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เวลาไปโรงเรียนต้องเดิน นั่งรถเมล์ไม่ได้เพราะเมารถ ตอนเดินไปตาก็จ้องดูดวงอาทิตย์ไป ทำอย่างนี้ทุกวันโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิดอะไร วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ประหลาด พอจ้องดูจิ้งจกตุ๊กแก มันตกลงมาจากเพดานตาย ก็ร้องไห้ด้วยความสงสาร จ้องดูดอกไม้ ดอกไม้ก็เ**่ยว พอพี่ชายกินข้าวต้มที่ท่านอุตส่าห์เก็บไว้ให้โยมแม่ ท่านจ้องหน้าพี่ชายด้วยความโกรธ พี่ชายล้มลงไปอีก ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เลิกดูดวงอาทิตย์

และอีกครั้งหนึ่งในขณะที่กำลังเดินไปโรงเรียนก็ถูกรถเมล์ชน หลวงปู่รู้สึกเหมือนมีมือใหญ่ๆ มาอุ้มท่านไปวางที่เกาะกลางถนน ข้าวของกลิ้งอยู่ใต้ท้องรถ ตัวท่านไม่เป็นอะไร แต่เสื้อผ้าเปื้อนและ ขาดกะรุ่งกะริ่ง คนขับกับกระเป๋าตกใจลงมาดูแล้วถามว่าเป็นอะไร (ฉันถามว่าไม่เรียกค่าเสียหายบ้างหรือ ท่านตอบว่าไม่ได้เอาอะไร) โยมแม่เห็นว่าลูกไม่เป็นอะไรเลยไม่เรียกร้องอะไร ท่านเป็นผู้หญิงที่ไม่คิดโลภไม่อยากได้อะไรของใคร ใจกว้าง ตัวเองและครอบครัว ไม่เป็นไร แต่คนอื่นที่มาบ้านท่านจะอดไม่ได้ บางครั้งอาหารมื้อสุดท้ายของครอบครัวต้องยกให้แขกที่มาบ้าน ตรุษไทย สงกรานต์ โยมแม่จะทำอาหารหวานคาวตั้งหน้าบ้านเลี้ยงคนที่เดินผ่านไปมา บางครั้งให้หลวงปู่ยกไปแจกเพื่อนบ้าน แต่โยมแม่ไม่สนใจรักษาศีล ไม่ชอบฟังพระเทศน์ ท่านบอกว่าพระพูดไม่จริง เพราะพระสมัยนั้น ทำตัวย่อหย่อน เป็นจำนวนมากพอสมควร เช่น แอบฉันข้าวเย็น เล่นปลากัด ฯลฯ) หลวงปู่มีหน้าที่เก็บผักบุ้งตามท้องนาขาย แต่ท่านไม่เคยจับปลาขายทั้งๆ ที่หนองน้ำแถวนั้นมีปลาชุม

ครั้งหนึ่งโยมแม่อยากจะแกงเป็ด ก็สั่งหลวงปู่ให้จัดการเชือด เป็ดซะ โยมแม่ไปตลาดเพื่อซื้อเครื่องแกง หลวงปู่ไม่กล้าเชือดเป็ด จึงทำธนูยิง ธนูเจ้ากรรมก็ใช้การไม่ได้ มันทื่อ ยิงโดนตูดเป็ดร้องก้าบๆ วิ่งรอบบ้าน จนโยมแม่กลับมา ยังทำอะไรไม่ได้เลย

นอกจากนั้นท่านยังชอบไปสวดมนต์ที่วัดพระแก้วทุกเสาร์อาทิตย์ พาน้องไปด้วย แทนที่จะวิ่งเล่นแบบเด็กทั่วไป คบเพื่อนแต่ละคนอายุ ๖๐-๗๐ ขึ้นไป เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่เกินตัว จะไปวัดหรือไปเที่ยวท้องสนามหลวง ยังไปไม่ถูกเลยต้องจ้างคนข้างบ้านพาไปครั้งละ ๒๐ บาท ท่านหารายได้ช่วยเหลือครอบครัวตั้งแต่ยัง เล็กๆ เลี้ยงน้องโดยไปไหนต้องกระเตงใส่เอวจนเอวเป็นหนาม ถึงจะเป็นลูกคนกลางแต่พี่ๆ และน้องๆ เกรงกลัวท่านทุกคน

พอแตกเนื้อหนุ่มมีสาวๆ มาชอบ ถูกสาวหลอกไปหอมแก้มท้ายสวนริมคลอง แทนที่จะชอบกลับด่าและผลักหล่อนตกคลองไป แล้ววิ่งกลับบ้าน เคยชอบผู้หญิงคนหนึ่งก็ได้แต่มองๆ ไม่กล้าพูดด้วย สุดท้ายนัดพบกันที่อนุสาวรีย์ เจ้ากรรมดันไปคอยคนละอนุสาวรีย์!

ฟังแล้วหัวเราะน้ำตาไหล ประวัติของหลวงปู่น่านำไปทำละคร ทีวีชื่อเรื่อง "ตำนานลูกผู้ชาย" ได้ยินท่านเอ่ยชื่อนี้บ่อยๆ

หลวงปู่นั่งสนทนากับลูกหลานในถ้ำ หน้าเดิมๆ ทั้งนั้น ท่านบอกว่า เดี๋ยวนี้มีศาสดาใหม่เกิดขึ้นแล้ว คือศาสดาโภชนาการ ว่าด้วยเรื่องคนกินเจ ที่พูดเรื่องนี้เพราะพี่บุญล้อมเอย พี่เล็กเอย ชอบกินมังสวิรัติ เวลามีเทศกาลและมีคนถามถึงอานิสงส์ของการไม่ กินเนื้อสัตว์ ท่านเลยพูดเรื่องกินเจซึ่งคล้ายๆ กัน หลวงปู่แยกแยะ ลักษณะการกินเจของคนยุคนี้อย่างมีอารมณ์ขันเป็นแบบต่างๆ ดังนี้

๑. เจคัมภีร์ คือ กินแบบติดตำรา เช่น คนกินเจจะต้องมีภาชนะส่วนตัวไม่ปนเปื้อนกับของผู้ใด ฯลฯ คนกินเจแบบนี้จะเครียด เพราะต้องระวังตัวทุกฝีก้าว พลาดไม่ได้ กินแบบนี้หลวงปู่บอกว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร จิตใจยังเศร้าหมอง

๒. เจประเพณี คือ กินตามเทศกาล ปีหนึ่งประมาณ ๑๐ วัน พวกนี้มุ่งการกินเป็นใหญ่ จนลืมคิดถึงเรื่องการทำใจให้ผ่องใส กลาย เป็นเรื่องสนุกสนาน รวมหัวเป็นมหกรรมชนิดหนึ่ง พี่เล็กตรงกับข้อนี้คือกินตามเทศกาล

๓. เจเขี่ย ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ขี้เกียจทำเองหรืออาจจะทำไม่เป็น จำต้องกินรวมกับผู้อื่นใช้วิธีเขี่ยเอา รู้สึกพี่บุญล้อมจะใช้วิธีนี้

๔. เจตอแหล คือ เอาอาหารประเภทพืชมาปรุงแต่งให้มองเหมือนเนื้อสัตว์ ก็ในเมื่อจะกินเจแล้วยังติดในลักษณะของเนื้อสัตว์ทำไมเล่า?

๕. เจกระแดะ ถามท่านว่าถ้าเรากินเจเพื่อหวังจะให้มีกายสะอาดบริสุทธิ์ดุจดั่งพรหมล่ะ เรียกว่าอะไร หลวงปู่ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลาว่า "อ๋อ! เจกระแดะ"

๖. เจสมัครใจ กินด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา กินด้วยหัวใจที่ดีๆ เช่นนั้นแล้วย่อมไม่ติดทั้งพืชและสัตว์ ไม่คิดว่ากินพืชหรือสัตว์ กินเพียงเพื่อเลี้ยงสังขารให้มีชีวิตอยู่รอด จะได้ทำสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อโลก

สำหรับหลวงปู่แล้ว คนกับสัตว์มีฐานะเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรทั้งสิ้น "ต่างกันตรงคุณธรรม" ซึ่งสัตว์ไม่มี ฉะนั้นการกินเป็นกิจกรรมชนิดหนึ่งของเดรัจฉาน แล้วทำไมเราจะต้องไปใส่ใจให้ความสำคัญกับการกินนัก

หลวงปู่จะใช้เวลาในการกินน้อยมาก เพราะมันเป็นเรื่องของเดรัจฉาน อีกอย่างพระภิกษุต้องขอเขากิน ไม่มีสิทธิ์เลือก ยกเว้นเนื้อสัตว์ที่พระพุทธเจ้าทรงมีบัญญัติห้ามเท่านั้น นอกนั้นไม่น่าจะมีปัญหา ถ้าการกินอาหารเป็นหนทางแห่งการทำให้จิตใจคนเข้าถึงพุทธะแล้ว ควายย่อมสำเร็จเป็นควายอัจฉริยะอย่างแน่นอน เพราะมันกินแต่หญ้า

พูดจบหลวงปู่ตัดบทว่า ต่อไปนี้เลิกถามเรื่องกินเจกินมังสวิรัติ เสียทีนะ รำคาญ

หลวงปู่บ่นว่าตั้งแต่มาอยู่ถ้ำ พลังสัมผัสของท่านลดลงไปมาก ทั้งนี้เพราะมาอยู่กับคนที่มีความรู้สึกนึกคิดแตกต่างกัน สมัยอยู่กำแพงแสนไม่เป็นเช่นนี้ คนที่นั่นมีความรู้สึกนึกคิดคล้อยตามกัน มีจุดยืนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นสูงหรือต่ำแค่ไหน พอเข้ามาในวัด เขาจะยอมรับซึ่งกันและกัน ที่นี่มีแต่คนอวดรู้ ไม่ยอมฟังกัน น่าเบื่อหน่าย ขนาดทุกคนก็เคารพรักหลวงปู่สุดหัวใจ แต่ไม่ว่าหลวงปู่จะอบรมเรื่องนี้บ่อยแค่ไหน ก็ไม่ดีขึ้น ถึงจะดีก็ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็เหมือนเดิม มันฝังรากลึกในกมลสันดานเสียแล้ว

หลวงปู่พูดประโยคหนึ่งว่า "ไม่มีใครเปลี่ยนใครได้ นอกจากทุกคนจะเปลี่ยนตัวเอง"

สรุปแล้วเรายังไม่ถึงไหน ทุกคนมาอยู่ที่นี่เพราะติดหลวงปู่เท่านั้น เหมือนหลงรูปบูชาอะไรทำนองนั้น จนลืมละลายพฤติกรรมเก่าๆของตัวเองซึ่งหลวงปู่ไม่ปรารถนาหรือยินดีเลย เรารู้สึกว่าอยู่ห่างกับหลวงปู่เสียเหลือเกินทั้งๆ ที่สองมือยึดเกาะชายจีวรท่านแน่นเหนียวออกอย่างนี้ ท่านมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเป็นเลิศเท่าไร เรายิ่งมีสติปัญญาโง่ทึบเท่านั้น ยิ่งอยู่ใกล้ท่านมากๆ ก็ยิ่งเอ๋อ เบลอ เหมือนหุ่นยนต์รอให้หลวงปู่ไขลานจึงจะปฏิบัติการได้ เป็นเพราะว่าท่านเก่งมากจนพวกเราถูกข่มไปโดยปริยาย ซ้ำร้ายบางคนจะเลียนแบบท่านอีก บารมีไม่ถึงทำเช่นนั้นได้อย่างไร บางครั้งท่านก็เสียใจที่สอนลูกหลานให้เป็นคนดีไม่ได้ ก็บอกแล้วไม่มีใครเปลี่ยนใครได้ นอกจากเขาจะเปลี่ยนตัวเอง กรรมใครกรรมมัน

๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๖ คุณสมเกียรติแฟกซ์แบบแปลนเจดีย์มาให้ที่บ้าน สามีรีบขึ้นถ้ำนำแบบไปให้หลวงปู่เลือกที่ตีนเขา พบพี่แป๊ะกำลังควบคุมการก่อสร้างห้องน้ำ ห้องส้วม เขาถือโอกาสบอกพี่แป๊ะว่า หลวงปู่ให้เขาช่วยเป็นสมุห์บัญชีในการก่อสร้างเจดีย์ หลวงปู่เห็นว่าพี่แป๊ะมีความรอบรู้เรื่องการก่อสร้าง เป็นที่นิยมและไว้วางใจของสมาชิกชมรมฯ พี่แป๊ะบอกว่าเขาคงจะต้องโอนหน้าที่นี้ให้กับพี่โฉมยง ภรรยาของเขา

บ่ายหลังจากฉันเพล พี่แป๊ะพาคุณน้อยเจ้าของโรงงานหินอ่อนสระบุรีมาพบหลวงปู่ คุณน้อยเป็นคนไม่เคยเข้าวัด เขาใช้ชีวิตอย่างบุรุษเจ้าสำราญมาช้านาน เขาเป็นเพื่อนสนิทกับพี่แป๊ะ ที่มากราบหลวงปู่เพราะถูกชักนำมา แล้วเขาก็ยอมรับหลวงปู่ จึงเสนอตัวที่จะรับทำเจดีย์หินอ่อนทั้งแท่ง แต่เมื่อคำนวณเวลาแล้วจะเสร็จไม่ทันที่หลวงปู่กำหนด จึงเปลี่ยนเป็นว่าใช้หินอ่อนทั้งแท่งเฉพาะส่วนระฆังทรงประยุกต์ (พุทธะอิสระ) ก่อนกลับคุณน้อยบอกว่าจะมาอีก

หลวงปู่พูดกับคนอื่นว่า "มันคงไม่ได้มาหรอก" ท่านรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

กลับไปไม่นานเขาก็เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจวาย ลูกและภรรยาเมื่อรู้ว่าเขาปวารณากับหลวงปู่ไว้แล้วเรื่องทำเจดีย์หินอ่อน จึงรับช่วงต่อเพื่อสานเจตนารมณ์ของผู้ตาย แต่มีปัญหาตอนที่เอาหินอ่อนแท่งใหญ่ขึ้นจากหลุมไม่ได้ สุดท้ายต้องจุดธูปบอกสามีที่เสียชีวิตให้ช่วยหินอ่อนจึงขึ้นจากหลุมได้ นำมากลึงเป็นระฆังและยอดเจดีย์ (แยกเป็น ๒ ชิ้นส่วน) น้ำหนักเป็นตันๆ! ตอนใช้ลวดสลิงชักขึ้นทุลักทุเลน่าดู ไม่ทราบเอาขึ้นไปได้อย่างไร พี่โฉมยงต้องวิ่งหาลวดสลิงขนาดใหญ่และแข็งแรงที่สุดมาในการนี้ ตอนมีงานฉลองเจดีย์เบญจมหาโพธิสัตว์ หลวงปู่บอกว่าคุณน้อยมาร่วมงานด้วย วิญญาณสวมชุดขาวตรงกับที่เขาเคยพูดไว้ว่าแล้วจะมาอีก ก็แปลกดีตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่เขาไม่เคยใฝ่กุศลอะไรเลย แต่ก่อนเสียชีวิต เขากลับได้สร้างมหากุศลกับหลวงปู่ นับว่าเขาเป็นคนโชคดีมีบุญคนหนึ่ง วิญญาณจึงไปดี

วกกลับมาเรื่องเดิม หลวงปู่ถามสามีว่าได้คุยกับพี่ยูรเรื่องพระกริ่ง ๑๙ องค์แล้วหรือยัง เขาอยากมีส่วนร่วมเรื่องการบริจาคแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นนาคเหมือนกัน ท่านกำชับว่า "มึงลองคุยๆ กับมันดูก็แล้วกัน"

๓ กันยายน คุณสมกียรติและผู้ติดตามอีก ๒ คน มาหาเราตามนัด ถึงเพชรบุรีราวๆ บ่ายสองโมง ไปถ้ำกันพบพี่แป๊ะที่ตีนเขา สามีแนะนำคุณสมเกียรติให้รู้จักด้วย แล้วชวนกันขึ้นถ้ำ เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้เพ็ญแม่ค้าขายผักหัวหินอุตส่าห์ลงทุนทิ้งแผงผักมาอยู่ถ้ำเพื่อรับใช้พระ เธอต้องการธรรมะจากหลวงปู่ก่อนท่านจะจากไป

เธอบอกหลวงปู่ว่า เธอต้องการมาหาทรัพย์ภายใน หลวงปู่หัวเราะหึๆ พยักหน้าหงึกๆ แล้วพูดว่า "อ้อ! ยังงั้นเรอะ กูว่ามึงจะเสียทรัพย์ภายนอกมากกว่าละมั้ง" อย่างไรก็ตามหลวงปู่ก็อนุญาตและให้ความเมตตาต่อเธอด้วยดีเสมอมา

สามีฝากคุณสมเกียรติช่วยหาแผ่นเงิน แผ่นทอง แผ่นนาคมาด้วย และสัญญาว่าจะแบ่งพระ ๑๙ องค์ให้ ตอนที่อยู่เพชรบุรีมัวแต่คุยเรื่องอื่นจนลืมขอดู พอมาเปิดดูต่อหน้าหลวงปู่ปรากฏว่าเป็นทองกับนาคเก๊ ส่วนแผ่นเงินใช้ได้

หลวงปู่เอ็ดว่า "หนอย! มึงจะเอาของเก๊มาแลกกับพระ ๑๙ องค์ของกูเชียวเรอะ" สามีทำหน้าปูเลี่ยนๆ หน้าแตกเย็บไม่ติด

คุณสมเกียรติบอกว่าที่ร้านขายแผ่นเงิน แผ่นทอง แนะนำมาว่าเขาใช้แบบนี้ทั้งนั้นแหละ คนขายยืนยันหนักแน่นก็เลยเชื่อ หลวงปู่บอกว่า "ใช้ไม่ได้จ้ะ" ตกลงต้องหาใหม่ ส่วนของเก๊พวกนี้ไม่เอากลับ ทิ้งไว้ที่ถ้ำนี่แหละเผื่อจะทำอะไรได้ คุณสมเกียรติควักเงินออกมา ๕๐,๐๐๐ บาทให้เราเก็บไว้ใช้จ่ายในการก่อสร้างเจดีย์แล้วจะค่อยๆทยอยส่งมาอีก ฉันมอบให้พี่แป๊ะ เขาให้ฉันเก็บไว้ก่อน หลวงปู่สอนว่าเงินคืองู ใครครอบครองไว้ระวังมันจะพ่นพิษใส่ ฉะนั้นจึงไม่มีใครอยากถือเงิน ยิ่งไม่ใช่ของตัวเองยิ่งแล้วใหญ่

คุณสมเกียรติซักถามหลวงปู่ถึงข้อธรรมมากมาย มีเรื่อง สนุกๆ อยู่เรื่องหนึ่ง คือ คุณสมเกียรติบอกว่าในหลวงรัชกาลที่ ๘ ยังมีชีวิตอยู่ เขาได้สัมผัสมาแล้ว หลวงปู่ทำหน้าชอบกล ท่านบอกว่าวันไหนว่างๆ ให้พาคนที่อ้างตัวว่าเป็นรัชกาลที่ ๘ มาซิ จะซักฟอกหน่อยว่ามีจุดประสงค์อะไรถึงอ้างตัวอย่างนั้น

คุณสมเกียรติบอกว่าเรื่องนี้มีผู้ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เพราะผู้ที่เป็นพยานเป็นถึงพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นถึงลูกศิษย์ของหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร

หลวงปู่อุทานว่า "ฮ้า ขนาดนั้นเชียวเรอะ ดีแล้วๆ มึงไปพามาเลย เป็นพระไปยุ่งอะไรกับเรื่องแบบนี้ล่ะ หัวขาดเชียวนะมึง"

นอกจากนั้นคุณสมเกียรติยังบอกอีกว่าสแม้แต่รัชกาลที่ ๕ ยังมีชีวิตอยู่เลย หลวงปู่ตบอกผาง "โอ๊ยตาย! ไปกันใหญ่แล้ว กูสงสัยว่าแก๊งนี้ต้องเป็นแก๊งใหญ่แน่ๆ ตั้งหน้าทำมาหาแดกหลอกคน มึงก็โดนด้วย"

ความจริงหลวงปู่พูดมากกว่านี้ แต่ข้อความบางตอนถ้านำมาเปิดเผยกันแล้วอาจจะไม่เหมาะกับสภาวะนัก มันเหมือนดาบสองคม ถ้าผู้อ่านได้รู้จักและสัมผัสกับหลวงปู่มาก่อนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักท่านอย่างลึกซึ้ง อาจจะมองไปอีกอย่าง

หลวงปู่บอกว่าวิธีทดสอบของท่านก็คือ เอาตราพระราชลัญจกร ของรัชกาลที่ ๘ ให้ดูเท่านั้นแหละว่ารู้จักไหม หลวงปู่ใช้ตรานี้เป็นตราประจำวัดอ้อน้อย เปี๊ยกลูกชายไปอ่านพบในหนังสือห้องสมุดโรงเรียนของเขา เขามาบอกพ่อด้วยความตื่นเต้นว่า ตราวัดของหลวงปู่ทำไมเหมือนตราประจำของรัชกาลที่ ๘ ล่ะ? สามีไปถามหลวงปู่ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร หลวงปู่ยิ้มนิดๆ ในสีหน้าแล้วตอบว่า

"นี่เป็นตราของพระโพธิสัตว์ กูใช้มาช้านานแล้ว"

ตอนนั้นฉันฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่ซักถามต่อจึงไม่สามารถจะวิจารณ์อะไรมากไปกว่านี้ ท่านอ่านถึงตอนนี้แล้วเกิดความคิดอะไรแวบขึ้นมาเชิญตามสบายนะคะ

หลังจากนั้น วันเสาร์ที่ ๑๘ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๖ เราติดตามคุณสมเกียรติไปดูคนที่อ้างตัวเป็นรัชกาลที่ ๘ ถึงชัยบาดาล จ.ลพบุรี จริงอย่างที่คิด เป็นคณะต้มมนุษย์ที่น่าเกลียดที่สุด ลาวทั้งนั้น แม้แต่คนที่อ้างตัวเป็น ร.๘ ก็ยังพูดจาสำเนียงลาว สมุนบอกว่าท่านลี้ภัยออกจากวังไปอยู่ประเทศลาวเป็นเวลาช้านานเลยติดสำเนียงคนทางนั้น ว่าเข้านั่น มิหนำซ้ำยังสูบบุหรี่ราคาถูกๆ มวนต่อมวนทีเดียว เป็นชายชราสวมชุดขาว คอคล้องประคำ ไม่มีเค้าหน้า ร.๘ และแถมได้เมียเป็นชาวบ้านปากจัดจ้านอีกต่างหาก ฉันแกล้งยื่นตราของวัดในหนังสือให้ดู ถามว่า

"นี่เครื่องหมายอะไรคะ จำได้ไหม"

คนที่อ้างตัวหลบตาตอบว่า "ของสูง ของสูง เก็บไว้ เก็บไว้"

เย็นแล้วคุณสมเกียรติพาไปพักที่วัดของหลวงพ่อผู้ซึ่งอ้างเป็นพยานในเรื่องนี้ วัดของท่านอยู่อีกแห่งหนึ่งห่างจากบ้านคนอ้างตัวชนิดคนละทิศทีเดียว ต้องวิ่งเข้าไปในป่าลึกพอสมควร เป็นวัด เล็กๆ มีถ้ำสวยงามดี หน้าถ้ำสร้างเป็นศาลาที่พัก บรรยากาศเหมาะ สำหรับบำเพ็ญเพียรจริงๆ เสียดายท่านไม่ใช่พระแบบหลวงปู่ ถ้าขืนไปปฏิบัติธรรมวัดนี้ มีหวังถูกลากเข้าป่าเข้ารก โง่ดักดานตายเลย เพราะพูดคุยแต่เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ฟังแล้วเพ้อฝันเพลิดเพลินแต่ไม่ประเทืองปัญญาเลย มีคนมาขึ้นมากเหมือนกัน ล้วนแล้วแต่คนมีระดับทั้งนั้น ฉันคิดในใจว่าคนมีเงินเชื่ออะไรง่ายกว่าคนจนแฮะ

คืนนั้นฉันซักถามหลวงพ่อมากมายเรื่องรัชกาลที่ ๘ เรื่องพระครูเทพโลกอุดร ท่าทางของฉันแสดงออกชัดเจนเลยว่าไม่เชื่อ ดีที่ท่านไม่ไล่ออกจากวัด คืนนั้นนอนบนศาลาหน้าถ้ำ ได้บรรยากาศ ไปอีกแบบ เช้าตื่นขึ้นมารับประทานอาหาร เดินชมโบสถ์วิหารซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คิดในใจว่ามันก็น่าอยู่หรอกที่ท่านต้องสร้างกระแสถึงพระดังๆ มีฤทธิ์หรือรัชกาลที่ ๘ เพราะเป็นหนทางหนึ่งที่จะได้ลาภสักการะมามาก คุณสมเกียรติเองจะนิยมและเชื่อถือพวกนี้มาก แต่เขาก็ไม่โกรธนะที่ฉันไม่เชื่อตามเขา เขายิ้มอย่างใจเย็น นานไปเขาก็ค่อยห่างเหินจากถ้ำและวัด เพราะหลวงปู่ ไม่สนองใจเรื่องอิทธิฤทธิ์หรือตำนานเหมือนวัดนี้หรือวัดไหนๆ ที่ไปมา ต่อมาหลวงพ่อรูปนี้มาถ้ำ เมื่อหลวงปู่หล่อพระ คุณสมเกียรติ ชักชวนมา คงจะมาดูหลวงปู่ว่าเป็นหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรตามคำร่ำลือหรือเปล่า พวกเราไม่ควรขายอาจารย์แบบนี้เลยนะ เท่ากับเรากำลังทำตัวเหมือนๆ กับแก๊งค์มนุษย์สำนักอื่นๆ เพราะหลวงปู่คือหลวงปู่ เป็นตัวของตัวเองดีกว่า ไม่ต้องอาศัยชื่อเสียงของคนอื่น มาไต่เต้าหรอก

กลับมาเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้หลวงปู่ฟัง ท่านให้ข้อคิดว่า

"คนสมัยนี้มีวิธีหากินแปลกๆ มันฉลาด รู้จักหาสิ่งที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถือ ศรัทธา มาหลอกให้คนอื่นเชื่อ แล้วมันก็ง่ายต่อการขออะไรๆ ก็ได้ ทำไมมึงไม่แจ้งตำรวจจับมันล่ะ ฐานเอาสถาบันกษัตริย์มาเหยียบย่ำ"

มืดแล้วหลวงปู่ย้ายที่นั่งจากศาลาไปนั่งที่ลานหินโค้ง สนทนา เรื่องความสมดุลของกายกับจิต ลึกซึ้งเกินกว่าจะจดจำได้หมด

โดยสรุป ศาสตร์สมดุลต้องมี ๓ ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว คือ

หนึ่ง กายศักดิ์สิทธิ์
สอง วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ (บางครั้งใช้จิตศักดิ์สิทธิ์)
สาม ธรรมศักดิ์สิทธิ์

ขออธิบายอีกครั้งว่า กายศักดิ์สิทธิ์ คือการดำเนินชีวิตตั้งแต่ ลืมตาตื่นนอนขึ้นมาจนเข้านอนนั่นแหละ มันอาจจะหมายถึง ทาน ศีล ภาวนา (ถ้าอาศัยภาษาวัด) หรือการชำระล้างร่างกายให้หมดจด ด้วยพฤติกรรมอันพึงประสงค์ ซึ่งความหมายของคำว่า กายศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ มันลึกซึ้งกว่านั้นมากนัก ทาน ศีล ภาวนา ยังไม่พอ มันละเอียดเจาะลึกขนาดว่าคุณตื่นนอนด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เก็บที่นอนเรียบร้อย เข้าห้องน้ำแปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำอย่างถูกวิธี ไม่ใช้ สบู่ ยาสีฟัน และน้ำให้สิ้นเปลืองเกินเหตุ ไม่ใช้เวลาในห้องน้ำนานเกินจนคนอื่นเดือดร้อน ออกจากห้องน้ำไม่ทำพื้นแฉะจนใครมาเหยียบแล้วลื่นล้ม ปรุงอาหารได้อร่อยแต่ราคาประหยัด วางของเป็นที่ ประกอบการงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และชาญฉลาด... จนเข้านอน หลับอย่างเป็นสุข... ฯลฯ

ถ้าจัดระเบียบของกายได้ถึงขนาดจนเป็นระบบของใจ ความ เป็นไทจะปรากฏ หลวงปู่ว่าไว้อย่างนั้น อีกสองศักดิ์สิทธิ์จะเกิดตามมาเองโดยอัตโนมัติ

เรื่องของความคิดในทัศนะของหลวงปู่

"จงคิด เจ้าจะได้ไม่ต้องคิด เพราะไม่คิด เรื่องคิดจึงมีมากมาย"

บทโศลกของหลวงปู่ถึงแม้จะใช้คำง่ายๆ สั้นๆ แต่อ่านลวกๆ ไม่ได้ อ่านแล้วต้องขบคิดตีความ มิฉะนั้นจะงงเป็นไก่ตาแตก

จงคิด หมายถึง จะพูดจะทำอะไรต้องคิดใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งที่จะพูดหรือทำนั้นเป็นโทษต่อตัวเองหรือผู้อื่นบ้างไหม คิดให้ยาวๆ คิดให้ไกลๆ แล้วค่อยตัดสินใจพูดหรือทำไป ก็จะไม่เกิดเรื่องเดือดร้อนให้ต้องคิดปวดสมองในภายหลัง แต่เพราะไม่คิดเสียก่อน จู่ๆ ลงมือกระทำลงไปเกิดความเสียหาย ทีนี้แหละเรื่องคิดจึงมีมากมาย (นี่ตีความเอาเองนะ ถูกหรือเปล่าไม่รู้)

สามทุ่มแล้ว หลวงปู่ยังอุตส่าห์ให้เพ็ญหุงข้าวต้มกุ๊ยเลี้ยงพวกเรา กินกันอิ่มหนำสำราญจึงแยกย้ายกลับบ้าน

เมื่อตะกี๊เอาเรื่องของวันที่ ๑๘-๑๙ กันยายน ที่ไปเจาะหาความจริงแก๊ง ร.๘ มาพูดก่อนเพราะมันติดพัน

วันนี้วันที่ ๔ กันยายนขึ้นถ้ำอีก คราวนี้พาเปี๊ยกลูกชายไปเป็นเพื่อนเพราะสามีป่วย (ปวดหลัง) วันนี้พวกเจ๊ป้อม เจ๊บ๊วย (สำหรับเจ๊บ๊วยพอนานๆ ไปเธอก็ค่อยๆ หายไปจากถ้ำ ส่วนเจ๊ป้อม บอกว่าเธอชอบพระประเภทใบ้หวย) คุณชวลิต คุณนพพร บ่ายนี้มีการประชุม หลวงปู่บอกว่าผู้ที่ทำการขอพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. และ สก. คือคุณนพพรนี่เอง หลวงปู่พูดถึงความเสียสละของทั้งสองท่านให้พวกเราฟัง นับเป็นสิ่งน่ายินดีของทั้งสองท่านอย่างยิ่งเพราะหลวงปู่ไม่เคยชมใครต่อหน้าเลย

ท่านพูดเสมอว่า "ครูไม่มีหน้าที่ชมศิษย์ ครูที่ดีมีหน้าที่ดุด่าว่ากล่าวตักเตือนและชี้โทษให้ลูกศิษย์เห็นเท่านั้น"

หลวงปู่เปิดโอกาสให้ท่านทั้งสองแสดงความในใจออกมาต่อหน้าพวกเรา ซึ่งเรื่องที่พูดออกมาก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจพวกเราอยู่แล้ว

หลวงปู่สรุปว่า "ลูกหลานของหลวงปู่จะมีความเห็นแก่ตัวไม่ได้ มีทิฐิถือตัวถือตน มียศมีศักดิ์ หยิ่งยโสไม่ได้ เพราะถ้ายังมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ เขาจะเข้าถึงสัจธรรม คุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมไม่ได้ คนคับแคบ เย่อหยิ่ง จองหอง ยโส รอวันตายอย่างเดียว กลิ่นอายและรสชาติถ้อยคำของผู้ที่มีความจริงใจ จะผิดกับกลิ่นอายของผู้ไม่จริงใจ มีแต่มารยา วิชาการ ผิดกันราวกับ ฟ้าและเหว ขอเพียงพวกท่านมีความจริงใจ มีความเป็นธรรมชาติ ท่านจะได้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นลูกหลานของชาวศากยะ ดูอย่างพระพุทธเจ้าทรงเป็นที่รักของเทวดาพรหม มาร เปรต และอสุรกาย ทรงยิ่งใหญ่ในหัวใจของทุกคนและของตัวเอง ดังนั้น จงให้ เขาก่อนแล้วจะได้รับ"

หลวงปู่เสนอความคิดเห็นเรื่องใหม่ๆ กิจกรรมใหม่ๆ รู้สึกว่าคณะกรรมการเราหลายท่านหนักใจแต่ไม่กล้าแสดงออก คงเกรงใจ หลวงปู่ สำหรับหลวงปู่แล้วงานที่พวกเรากำลังทำอยู่นี้เป็นเพียงแค่เด็กเล่นขายข้าวแกง ลำพังหลวงปู่ทำได้ดีกว่านี้ มากกว่านี้

กิจกรรมที่ท่านเสนอ คือ การเปิดตลาดนัดขายของราคาถูก จุดประสงค์ต้องการให้ผู้คนที่อยู่แถวนี้ได้เข้ามาสัมผัสกับถ้ำแห่งนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมาชาวบ้านแถวใกล้ถ้ำให้ความสนใจกับกิจกรรมของถ้ำน้อยมาก มีแต่คนที่อื่นมาทำ ทั้งๆ ที่เป็นชุมชนของพวกเขาแท้ๆ วิเคราะห์ดูแล้วมีหลายสาเหตุ เป็นต้นว่า หนึ่ง เศรษฐกิจไม่ดี คนเราพอยากจน ไม่ค่อยจะมีกิน จิตใจก็ไม่สบาย ไม่อยากเข้าวัดหรอก สอง เกลียดวัดเพราะเคยเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี เห็นพระทำ ตัวเลอะเทอะ เลยเหมาว่าพระเลวทั้งหมด สาม ขาดการศึกษา มองไม่เห็นสัจธรรม พวกนี้ถูกชักจูงง่าย ถ้าพระไม่แสดงอิทธิฤทธิ์ ไม่ใบ้หวย ก็ไม่นิยม และประการสุดท้าย ได้ผู้นำท้องถิ่นไม่ดี ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายคงเข้าใจ

หลวงปู่เสนอกิจกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ เมื่อเขาได้มาสัมผัสรู้ว่าที่แห่งนี้ดีมีประโยชน์ต่อเขา การจะชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมจะง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ให้มีเครื่องอุปโภคบริโภคราคาถูกอีกด้วย หลวงปู่ซาวเสียงดูแล้ว มีคนค่อยๆ ยกมือสนับสนุนอย่างเสียมิได้

แฮ่ะๆ ช่วยอะไรไม่ได้ ก็อยากมาคบกับหลวงปู่ทำไมล่ะ ก็ท่านบอกตั้งแต่แรกๆ แล้วว่า "อย่ามายุ่งกับกูนะ กูไม่รับใครเป็นศิษย์หรอก อยากมาตื๊อกูเอง... ถ้ากูจะทำใคร กูต้องจับให้มันอยู่มือก่อน ทีนี้กูก็เลือกฟันสบาย"

พวกเรายอมมอบกายถวายชีวิตให้ท่านแล้วนี่ ต้องเดินตามรอยอรหันต์ซิ จะมาเที่ยวนั่งหลับตาตัวแข็ง ไม่ใช่สไตล์ของหลวงปู่ พุทธะอิสระเป็นแน่แท้

ฉันถามหลวงปู่โพล่งๆ ว่า ท่านเป็นพระอรหันต์หรือเปล่า ท่านตอบว่า "ม่ายช่าย กูได้แต่หันๆ หมุนๆ หันบ่อยๆ หมุนบ่อยๆ" ฟังคล้ายตลก แต่คำว่าหันบ่อยๆ หมุนบ่อยๆ ชวนคิดนะ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 59118
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

เป็นอันว่าจะจัดให้มีตลาดนัดเร็วๆ นี้ วิธีการคือ รับบริจาคของจากผู้มีศรัทธา หาซื้อสินค้าราคาถูก ให้วัดอ้อน้อยเป็นแหล่งเก็บสินค้า ทางถ้ำไปเอามาขายบ้าง ก่อนขายให้ออกแบบสำรวจสิ่งที่ ชาวบ้านต้องการ ถึงวันนัดครั้ง เราก็นำมาขายครั้ง วัดก็ทำอย่างนี้ ด้วย นี่เป็นเพียงความคิด เอาเข้าจริงๆ ทางถ้ำไม่เคยได้ขายเพราะความไม่พร้อมหลายประการ ส่วนทางวัดกว่าจะได้ลงมือก็ใช้เวลา เป็นปีๆ ตอนหลวงปู่กลับไปอยู่วัดแล้ว จวบจนปลายปี ๒๕๔๐ ความฝันที่จะได้ขายสินค้าราคาถูกก็กลายเป็นจริง เปิดร้าน "ศาสนสงเคราะห์" ขายเสื้อผ้าตัวละ ๕ บาท ข้าวแกงจานละ ๕ บาท ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ประสบผลสำเร็จเกินคาด จากนั้นมาก็เปิดร้านข้าวแกงจานละ ๕ บาท ที่หน้าวัดตลอด

หลวงปู่ให้นำนักเรียนจากโรงเรียนใกล้ๆ แถวนั้นมาช่วยขนหินขนทรายเพื่อก่อสร้างเจดีย์ ท่านจะเลี้ยงอาหารและให้ค่าแรงเป็นการหารายได้ในวันหยุด แต่มาคิดอีกทีท่านบอกว่ามอบเป็นเงินก้อนให้ทางโรงเรียนดีกว่า หลวงปู่ให้อะไรๆ กับโรงเรียนมามากแล้ว ฉะนั้นตอนนี้ท่านขอความช่วยเหลืออะไร ไม่มีใครขัดข้อง หลวงปู่สอนแล้วว่า "จงเป็นผู้ให้แล้วจะได้ในภายหลัง"

หลวงปู่บอกคุณนพพรถึงเรื่องจะหล่อพระวันที่ ๒๓ ตุลาคมนี้ ทางถ้ำยินดีรับบริจาคโลหะทองเหลือง เพื่อนำมาหล่อพระ เช่น ขัน พาน ฯลฯ ห้ามพวกอาวุธอย่างเดียว เพราะต้องการสร้างสิ่งที่เป็นมงคล เพื่อเป็นของแผ่นดิน มิใช่เพื่อความอยู่ยงคงกระพันหรือตีรันฟันแทงเป็นนักเลง

กรรมการหลายท่านหันมาปรึกษาหารือกันถึงเรื่องนี้ คุณนพพรเสนอว่า ถ้าหลวงปู่ไม่แบ่งพระส่วนหนึ่งให้ลูกหลานได้บูชากันบ้างคงลำบาก จะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการหล่อพระ เพราะค่าหล่อพระคิดเบ็ดเสร็จแล้วประมาณสี่แสนบาท หลวงปู่ยอมรับความคิดนี้ ท่านปล่อยให้คณะกรรมการปรึกษากันเป็นการส่วนตัวว่าจะเอาอย่างไร ตกลงกันว่าจะหล่อพระพุทธรูปหน้าตัก ๙ นิ้ว ๗๕ องค์ หน้าตัก ๕ นิ้ว ๗๕ องค์ พระสังกัจจายน์เช่นกัน พระกริ่งเพิ่มเป็น ๖๑๙ องค์ รวมทั้งหมด ๙๑๙ องค์ ต้นทุนในการผลิตจะลดลงเหลือสองแสนกว่า หลวงปู่เสนอว่า จะจัดเก็บไว้ที่ เจดีย์อย่างละ ๑๙ องค์ ที่เหลือให้คณะกรรมการจัดการ แต่ท่านบอกว่าพระกริ่ง ๑๙ องค์ต้องเป็นของสามีฉัน เพราะเขาเป็นผู้รับสมอ้างถวายแผ่นเงิน แผ่นทอง

นับว่าหลวงปู่เป็นผู้มีความรอบคอบ ยุติธรรม สามีไม่มาเสียด้วย ฉันขอยืมโทรศัพท์มือถือของพลน้องชายพี่จรรยาโทรศัพท์ ถึงเขาว่าจะเอายังไง ในเมื่อกลายเป็นว่า หลวงปู่อนุญาตให้จำหน่าย พระแล้ว อีกอย่างรู้สึกว่ากรรมการเป็นห่วงเราว่าจะแบกภาระหนักเกินไปในการซื้อแผ่นทองแต่ผู้เดียว อยากจะมีส่วนร่วมกันทุกคน สามีเห็นว่าเจตนารมณ์เดิมถูกเปลี่ยนไปเสียแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไร ใครๆ ก็มีสิทธิ์ได้พระไปบูชา เงินค่าแผ่นทอง แผ่นนาค สืบราคาแล้วร่วมแสน

เวลาในการประชุมยิ่งนานไปบรรยากาศยิ่งตึงเครียด พอมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องก็เริ่มกลายเป็นการค้าผิดเจตนารมณ์เดิมไปหมดสิ้น ไหนจะต้องคำนึงถึงต้นทุน ไหนจะต้องให้เงินเหลือจากการจำหน่ายพระเป็นล้านเพื่อเอาไว้สร้างโบสถ์ ราคาของพระเริ่มเป็นเงินหมื่น รายการนี้ถ้าหลวงปู่ไม่รีบหาข้อยุติจะกลายเป็นพุทธ-พาณิชย์อย่างแน่นอน...

หลวงปู่พูดถึงหนังสือที่หัวหน้าศูนย์พัฒนาที่ดินมีมาถึงคณะกรรมการชมรมฯ เชิญชวนให้ไปร่วมปลูกป่าพรุ่งนี้ที่หุบเฉลา เย็นมาก แล้วคุณชวลิตขอค้างเพื่อจะไปร่วมรายการพรุ่งนี้ เขาพาบุตรชาย "น้องโดด" อายุ ๑๐ ขวบ มาด้วย นอกนั้นมีเจ๊ป้อมกับพวก ยายเพ็ญขายผัก ตกกลางคืนจุดตะเกียงหน้ากุฏิหลวงปู่ แม่ครัวเตรียมอาหารสำหรับพรุ่งนี้ที่จะไปกินเวลาปลูกป่า เด็กสาวจากกรุงเทพฯที่รับอาสาจัดสวนให้วัดหลวงปู่มากับเพื่อนชาย หลวงปู่เรียกให้เขากิน ข้าวผัด เขาซื้ออาหารสดจากศูนย์การค้ามาถวาย

หลวงปู่สัพยอกว่า "ทีหลังไม่ต้องเอามานะลูก เอาแต่เงินมาก็พอ" พวกเราหัวเราะกันลั่นในครัว แล้วทั้งสองก็ลากลับ ลำบากลำบนน่าดู แต่อุตส่าห์มาด้วยหัวใจแท้ๆ หลวงปู่ร้องว่า "กลับแล้วเรอะ อะไรกันมาถึงก็กลับ มาทำไมลำบากเปล่าๆ"

เจ๊บ๊วย เจ๊ป้อมบริจาคเศษทับทิมไพลิน ๒-๓ ถุงให้หลวงปู่ ท่านบอกว่าจะเก็บไว้ในเจดีย์ เจ๊ยังให้ขันเงิน เข็มขัดเงิน แหวนทอง ร่วมหล่อพระ หลวงปู่เอาไปเก็บในถ้ำ

อยู่ๆ อิ๋วก็โพล่งออกมาว่าลูกสาวบุญชูป่วยหนักขนาดเลือดออกทางปากทางจมูก ขณะนี้อยู่โรงพยาบาลราชบุรี หลวงปู่เอ็ดว่าทำไมถึงเพิ่งมาบอก น่าจะบอกตั้งนานแล้ว อิ๋วบอกว่าลืม เธอยังบอกอีกว่ารู้สึกบุญชูจะมีปัญหาทางการเงิน หลวงปู่สั่งจ่าเวียงให้ไปเอาเงินที่หลวงตาสักห้าพัน จ่าเวียงหายไปสักครู่กลับมารายงานว่าหลวงตาจำวัดแล้ว ท่านบอกว่าพรุ่งนี้ก็ได้ ให้เอาแต่เช้า แล้วทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้บุญชูรับเงินก้อนนี้ เพราะท่านรู้ดีว่าบุญชูหยิ่ง ไม่รับเงินใครง่ายๆ หรอก

ท่านยังนั่งนิ่งหลับตาสักครู่หนึ่งแล้วบอกว่า ไม่เป็นไรยังช่วยทัน พวกเราโล่งอก จากวันนั้นมาอีกเป็นอาทิตย์ถึงได้ฟังเรื่องราวจากบุญชูว่า ลูกสาวของเขามีอาการหนักพอสมควรเป็นไข้เลือดออก เขานึกว่าจะไม่รอดแล้ว ข้าวปลาอาหารกินไม่ได้ เอาแต่อาเจียน พอวันที่หลวงปู่รับรู้ คืนนั้นลูกสาวหลับไปด้วยพิษไข้ เคลิ้มๆ เห็นหลวงปู่เดินออกมาจากเสา แล้วมาปลอบแม่หนูน้อยว่าหายแล้ว ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็กลับบ้านได้ แล้วชี้ไปที่ข้างเตียงว่า เตียงโน้น ต้องอีก ๓-๔ วัน วันรุ่งขึ้นเด็กน้อยกินข้าวได้อย่างเอร็ดอร่อย เริ่ม มีเรี่ยวแรงฟื้นไข้อย่างรวดเร็ว หมออนุญาตให้กลับบ้านได้ในวันต่อมา และผู้ป่วยข้างเตียงหมอบอกอีก ๓-๔ วัน ตรงกับที่หนูน้อยฝันทุกประการ!

วกกลับมาเหตุการณ์เดิมที่ถ้ำ เช้าตรู่ยกขบวนไปปลูกป่าที่หุบเฉลา มีคนไปร่วม ๕๐ คน คุณถาวร (ลูกน้องคุณสมเกียรติ) มีศรัทธาหลวงปู่เหนียวแน่น พาภรรยาและลูกชายมาร่วมด้วย แถม ยังพาเพื่อนหญิงอาวุโสมาทำบุญกับหลวงปู่พวกเราใช้เวลาไม่นานก็ปลูกเสร็จราวๆ ๑๑.๐๐ น. ขากลับแวะรับประทานอาหารกลางวันที่เขื่อน ระหว่างทางมีวัดอยู่ตรงนั้นด้วย (คุณชวลิตขอตัวแยกทางกลับกรุงเทพฯ) หลวงปู่สั่งแม่ครัวแบ่งอาหารส่วนหนึ่งไปให้พระที่วัดนั้น ท่านทำตัวอย่างการเป็นผู้ให้ให้ลูกหลานดู กินไปคุยไปสนุกสนานกันพักใหญ่ พวกเราจึงเดินชมวัดซึ่งอยู่บนเนิน กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หลวงปู่วิจารณ์ว่าการจัดการเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่รู้จักวิธีดำเนินการก็ยากที่จะพัฒนาให้เจริญได้ ท่านตำหนิว่าวัดนี้ไม่รู้จักรักษาหน้าดินให้ชุ่มชื้น ถึงปลูกป่าก็เป็นป่าที่แห้งแล้ง จากนั้นเรามุ่งหน้ากลับถ้ำ ปรากฏว่าคุณพงศักดิ์พาครอบครัว มารอที่ถ้ำแล้ว ฉันขี้เกียจอยู่ฟังว่าเขาคุยอะไรกัน เมื่อวานก็เครียดพอแล้ว มีความข้องใจเรื่องการหล่อพระ รีบกราบลาหลวงปู่ พร้อมกับเปี๊ยกลูกชายแล้วกลับบ้านเพื่อจะนำเรื่องนี้ไปเล่าให้สามีฟัง รู้สึกว่าหลวงปู่จะไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงของกรรมการ แต่ท่านนิ่งเฉย เพื่อจะดูว่าเราจะทำอย่างไรกัน ท่านวางหมากเก่ง ถ้าไม่พอใจหมาก กระดานนี้ ท่านจะยกคว่ำเมื่อไรก็ได้ เป็นวิสัยการทำงานของท่าน

ก่อนกลับฉันพูดแซวหลวงปู่ไปหลายประโยค เช่น กลับจากถ้ำเที่ยวนี้ต้องคลานลงไปเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน ท่านทำตาโตถามว่า "ทำไมเหรอ"

ฉันตอบว่า "ก็หมดเนื้อหมดตัวกับการจองพระคราวนี้ อย่างไรล่ะคะ"

ท่านหัวเราะก๊ากๆ ชอบใจ ใครๆ ก็พากันหัวเราะตาม ฉันยังสัพยอกหลวงปู่อีกหลายคำแต่ไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินท่าน เพียงแค่อยากให้กรรมการรู้ว่า ความหวังดีของพวกเขาบางครั้งอาจกลาย เป็นหามลทินให้หลวงปู่โดยไม่รู้ตัว

หลวงปู่สัพยอกว่า "ก่อนจาก กูต้องฝากรอยจารึกให้พวกมึงซึ้งไปอีกนาน รายการนี้กะฟันทีเดียวให้ตายห่าไปเลย"

ฉันกระเซ้าว่า "หลวงปู่ทำอย่างนี้มากี่วัดแล้วคะ" ท่านทำตาโต หัวเราะก๊าก ไม่โกรธ "เพิ่งวัดนี้แหละเป็นแห่งแรก ฮะ ฮะ ฮะ"

พอสามีได้ฟังเรื่องราวจากฉัน เขารู้สึกข้องใจในหลายๆ เรื่อง อยากจะมาคุยกับหลวงปู่ วันที่ ๖ กันยายน เราจึงขึ้นถ้ำ พอไปถึงตีนเขาเห็นหลวงปู่นั่งอยู่ริมทางใกล้เขื่อน ดูคนขับรถแทรคเตอร์ไถดิน หน้าเขื่อน ท่านทำท่าเหมือนนั่งสมาธิซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากมาก ตอนที่เราเข้าไปกราบท่าน ถึงได้รู้ว่าท่านถูกงูกัดที่หลังเท้าข้างซ้าย ท่านยื่นเท้าให้ดูหลังจากขับพิษแล้ว เราเอายาคูลท์ถวายท่าน ท่านขอยาหม่องจากเราซึ่งท่านเพิ่งทำพิธีหุงเมื่อไม่นานมานี้เองทาแผล สามีแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงบางประการของกรรมการในเรื่องการหล่อพระ หลวงปู่นั่งฟังนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ รู้สึกท่านจะไม่กังวลอะไรมากนัก ท่านคงมีแนวทางอยู่ในใจแล้ว...

หลวงปู่เล่าว่าวันนี้มีศิษย์เก่าเป็นเภสัชกรหนุ่มจากกรุงเทพฯ ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ปวดบวมตามข้อมาให้ท่านรักษา ขณะที่พัก อยู่บนถ้ำ ท่านให้จ่าเวียงขับรถจักรยานยนต์ไปหัวหินหาเครื่องยามาทำยารักษา ท่านบอกว่าล้างมือในอ่างทองคำ (เป็นสำนวน) ไม่รับ รักษาใครมานานแล้ว วันนี้เดินซุ่มซ่ามจนโดนงูกัด เป็นลางบอกเหตุว่าจะต้องหันมารักษาคนอีกแล้ว

เราขึ้นถ้ำพร้อมหลวงปู่ทำวัตรเย็นในถ้ำ ฉันสัมภาษณ์เภสัชกรคนนั้นว่า เป็นถึงเภสัชกรทำไมเวลาป่วยต้องมาให้พระรักษา เขาให้เหตุผลว่า โรคของเขาเป็นโรคที่รักษาให้หายยาก เป็นโรคเรื้อรัง ถ้ารับประทานยาสมัยใหม่เกรงจะมีผลข้างเคียง มีสารพิษตกค้าง มาหาหลวงปู่แล้วรักษาแบบแผนโบราณปลอดภัยกว่า อีกอย่างเขาเชื่อในความสามารถของหลวงปู่ เพราะเขารู้จักหลวงปู่มานาน แล้ว ตกเย็นเพื่อนของเขาก็ตามมาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง

ที่ลานหินโค้งมีสาวใหญ่เจ้าของโรงเรียนราษฏร์ ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในอ.ปราณบุรีกับญาติติดตามมา ๒-๓ คนนั่งรอหลวงปู่ เธอเป็นโรคหืดหอบซึ่งบั่นทอนสุขภาพมาก เธอมากราบขอร้องให้หลวงปู่รักษา (คงมีคนชักนำมา) หลวงปู่ทำเฉย เธอเซ้าซี้จนหลวงปู่ตอบสบัดใส่ว่า "ทำไมต้องรักษามึง มึงเป็นญาติกูตั้งแต่เมื่อไหร่"

อันนี้คนมาใหม่จะไม่รู้ คิดว่าท่านใจดำ ความจริงเป็นเพียงการทดสอบอารมณ์ของผู้มาใหม่เท่านั้น บอกแล้วว่าท่านไม่ใช่พระประเภทพูดจาหวานๆ เอาใจญาติโยม ไม่ง้อใครอยู่แล้ว ตามประสา คนที่พึ่งตนเองและยังให้ผู้อื่นพึ่งได้ ย่อมหยิ่งได้เสมอ คนที่จะมาคบหรือนับญาติกับหลวงปู่จะต้องเป็นคนที่มีความจริงจัง จริงใจ ไม่ถือยศ ไม่ถือศักดิ์ ท่านจะมีวิธีทดสอบความอดทนของผู้มาใหม่ โดยไม่ซ้ำแบบกัน

ถ้าใครไม่ถือโทษโกรธเคืองท่านเสียก่อน เขาผู้นั้นจะได้พบของดีอย่างแน่นอน ก็ไม่เห็นใครโกรธท่านสักคน แต่นั่นแหละจะเข้าถึงธรรมะของท่านได้สักกี่คนไม่ทราบได้ รู้สึกว่าเธอผู้นี้จะมีตาแหลมคม เธอไม่ละความพยายาม เสนอตัวจะเข้าร่วมกิจกรรมของหลวงปู่ เช่น พอเธอทราบจากฉันว่าวันเสาร์ที่จะถึงนี้จะมีการพา เด็กนักเรียนมาช่วยขนหิน ขนทราย และมีการเลี้ยงอาหารกลางวัน เธอขอร่วมทำบุญด้วยคน โดยบริจาคเงิน ๒๖๐ บาท(เธอมีติดตัวมาแค่นั้น) ฉันรับแล้วมอบต่อให้พี่จรรยา

หลวงปู่ทำตาเขียวเอ็ดฉันว่า "มึงไปรับเงินของเขาทำไม แม่กู สอนไว้ว่าไม่ให้รับเงินจากคนแปลกหน้า"

เธอรีบพูดแก้ "หนูไม่ใช่คนแปลกหน้า หนูขอร่วมบุญด้วยคน"

หลวงปู่ย้อนว่า "ใครไปรับมึงเป็นญาติตั้งแต่เมื่อไหร่"

เธอหัวเราะไม่โกรธ (คนชักนำเธอมาคงบอกหมดแล้วว่า หลวงปู่เป็นอย่างไร) แล้วบอกว่าเธอคงไม่ได้มาร่วมงานด้วย เพราะต้องไปประชุมที่ต่างจังหวัด อย่างไรก็ตามจะหาโอกาสมาอีก คืนนั้น เธอลากลับ หลังจากนั้นมาเธอก็มีส่วนร่วมในการทำบุญสร้างกุศลที่ถ้ำเสมอ และฉายาที่หลวงปู่ให้คือ "อีหอบมาราธอน"

พอเธอคล้อยหลัง หลวงปู่บอกจ่าเวียงให้หาใบลำโพงมาให้ พวกเรารู้ทันทีว่า หลวงปู่รับรักษาเธอแล้ว นี่แหละคือหลวงปู่ ทำท่า ไม่ไยดี เสร็จแล้วก็อดไม่ได้ ท่านต้องเล่นตัวก่อนและเป็นอย่างนี้ตลอดไป

คืนนั้นเราสนทนาต่อจนดึก เพื่อนของเภสัชกรเป็นผู้ซักถามบ้าง ฉันซักถามบ้าง เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของแต่ละสำนัก เช่น การนั่งทำสมาธิแนววัดธรรมกาย เพ่งลูกแก้ว หลวงปู่บอกว่าเป็นอุบายทำให้จิตสงบ ซึ่งก็แล้วแต่จริตแต่ละคน แต่ที่มีข่าวออกมาว่ามีการ อัญเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จมาให้คนเห็นในวันสำคัญ หลวงปู่ติงว่าเกินไปแล้ว

ส่วนแนวมโนมยิทธิของหลวงพ่อฤาษีลิงดำนั้น เป็นการสะกดจิตตัวเอง หลวงปู่ไม่ยกย่องวิธีนี้ ท่านมีความเห็นว่า "การปฏิบัติธรรมใดๆ ถ้าออกนอกลู่นอกทางที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ นั้น ย่อมไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่วิธีที่หลุดพ้น มีแต่จะเพิ่มกิเลส ทำให้คนมัวเมาลุ่มหลง วันทั้งวันนั่งดูแต่แดนนิพพานหรือวิมานบ้าบอ คอแตก"

สำหรับท่านโพธิรักษ์ หลวงปู่วิจารณ์ว่ายังมีแนวอะไรบางอย่างเพี้ยนๆอยู่ หลวงปู่ยอมรับว่าท่านโพธิรักษ์พยายามทำให้คนเป็นคนดีแต่ทำไม่ถูกทางนัก ยังไม่ใช่ทางสายกลาง หลวงปู่เคยฟังท่านโพธิรักษ์ปาฐกถาธรรมครั้งหนึ่งซึ่งก็นานมาแล้ว ท่านโพธิรักษ์พูดถึงอานิสงส์ของการกินอาหารมังสวิรัติ และยังบอกอีกว่า คนกินเนื้อสัตว์เป็นยักษ์มาร

หลวงปู่ทักท้วงว่า โคตรเง่าศักราชของท่านโพธิรักษ์เป็นคนอีสานใช่หรือไม่ ถ้าใช่ คนอีสานกินเนื้อสัตว์ทุกครัวเรือนอยู่แล้ว เพราะเป็นอาหารหลัก ท่านโพธิรักษ์ต้องเป็นลูกยักษ์มารน่ะซี แล้วพ่อแม่ของท่านโพธิรักษ์เป็นคนเลวเกวหรือเปล่าจากการกินเนื้อสัตว์...สุดท้ายเรื่องจะลงเอยอย่างไร เราไม่ได้ถาม

หลวงปู่สอนต่อไปว่า อย่ายึดเรื่องอาหารมาเป็นเรื่องใหญ่ในหัวข้อธรรมะเลย อย่ายึดอาหารเป็นสรณะนักเลย เพียงแค่เรื่องการกินเนื้อสัตว์ยังเอามาเป็นอารมณ์ แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่ารู้ธรรมะขั้นสูง รู้ไม่จริง รู้น้อยแต่ฝอยเป็นเข่ง พาคนไม่รู้อื่นๆติดร่างแหไปด้วย อย่างนี้ถือว่าร้ายมาก เป็นการฆ่าพระธรรมซึ่งร้ายยิ่งกว่าการฆ่าชนิดใดๆในโลก มีเรื่องอีกมากมายที่จะสอนคน ไม่รู้จักหยิบยกขึ้นมา มัวแต่เพ่งเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เสียเวลา! สรุปแล้วแต่ละสำนักที่เอ่ยมายังมีคำสอนที่เคลือบแคลงอยู่ ยึดติดรูปแบบ มากความ ดีไม่ดีพลอยพาคนลงเหว

คืนนั้นพวกเราแยกย้ายนอนในถ้ำ บ้างนอนในกลด บ้างนอนในมุ้งครอบซึ่งบางคนมีของส่วนตัวมาเอง (เช่นเรา) บางคนเอาของถ้ำใช้ (คุณวันเพ็ญซื้อทิ้งไว้หลายหลัง) สังเกตของที่คนนำมาบริจาคแล้วใช้กันหลายคนจะเก่าและเสียไว มันเป็นเช่นนั้นเอง เราจึงเตรียมเครื่องนอนมา ไม่อยากหวังน้ำบ่อหน้า อีกอย่างไม่อยากใช้ของร่วมกับใคร ยังปลงไม่ได้จ้ะ แต่คนที่ไม่มีรถส่วนตัวไปต้องอาศัยเกาะรถเมล์เห็นทีจะลำบากที่ต้องหอบที่นอนหมอนมุ้งเป็นลาว อพยพ ฉะนั้นก็หาวิธีเอาเองแล้วกันว่าเวลาไปค้างถ้ำจะทำอย่างไรยิ่งตอนปีนถ้ำต้องหอบของด้วย ขอแนะนำว่าควรหาคู่ไปจะได้ช่วยกันหอบหิ้ว นะจ๊ะ

พูดถึงการนอนในถ้ำจะขอเล่าอะไรสนุกๆ ให้ฟังสักเรื่องสองเรื่อง พื้นถ้ำมันไม่เรียบเป็นหน้ากระดานเหมือนพื้นบ้าน เห็นจะมีตรงบริเวณเสื่อน้ำมันหน้าแท่นพระนั่นแหละที่น่านอนหน่อย แต่ต้องกวาดให้ดี (เพราะขี้ตีนคนเยอะเหลือเกิน) แล้วปูทับด้วยเสื่อ (ที่สะอาด-ของส่วนตัวนั่นแหละ) อีกที ติดตามด้วยมุ้งครอบ เป็นอันว่านอนได้ อ้อ! แล้วหมอนล่ะ ก๊อ! เอากระเป๋าต่างหมอนซิจ๊ะ หรือใครจะมีหมอนแสนกลแบบไหนก็เชิญเถอะ นอนหงายก็เห็นเพดานทะลุโล่งชมจันทร์สวยเหลือเกิน แต่ถ้าเป็นฤดูฝนก็หมดสิทธิ์จ้ะ น้ำหยดใส่ปากแน่ ย้ายไปหาที่นอนใหม่ ถ้าเป็นฤดูหนาวอย่าลืมติด ผ้าห่มไปด้วยล่ะ อย่าไปหวังน้ำบ่อหน้า เจอผ้าห่มกลิ่นอับๆ จะนอนไม่หลับไม่รู้ด้วย เผลอๆ ไม่มีให้อีกต่างหาก เอ้าทีนี้สมัยแรกๆ ที่นอนถ้ำ เราจะไปนอนตามหลืบข้างผนังถ้ำ ซึ่งเป็นชะง่อนตะปุ่มตะป่ำ มีม้าไม้เตี้ยๆ ที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ตั้งอยู่ แรกๆ ก็จุดยากันยุง กันยุงได้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ เลยใช้มุ้งครอบ เจ้ากรรมมุ้งครอบดันใหญ่กว่าม้าไม้นิดนึง มันเลยตกขอบซ้ายขวาให้ยุ่งไปหมด พอเข้าไปแล้วอย่าได้กระดุกกระดิกเชียว ต้องนอนแข็งทื่อ เดี๋ยวมุ้งจะหลุดขอบ ถ้าให้นอนคนเดียวคงไม่เอา มันมืดและวังเวง น่ากลัว แต่ไม่เคยเห็นอะไรเลย ใจเรามันกลัวไปเอง นึกถึงคำพูดของใครคนหนึ่ง "ความกลัว คือ ความเคยชิน"

ทีนี้ถึงตาสนุกละ เผอิญมีคนนอนกรนอยู่ร่วมด้วย คุณเอ๋ยมันให้รสชาติไปอีกแบบ สังเกตผู้ชายจะกรนเก่งกว่าผู้หญิง ผู้หญิง แก่จะกรนเก่งกว่าสาวๆ คนอ้วนจะกรนดังกว่าคนผอม ถ้ามีหลายๆ คน สนุกอย่าบอกใครเชียว เป็นวงคอรัสชั้นเยี่ยมระดับโลก เพราะ ระบบเสียงในถ้ำมันจะดังก้องสะท้อนเป็นระลอก ใครหลับก่อนโชคดีไป ใครหลับช้าต้องทนฟังเสียงคนกรน นรกหรือสวรรค์ก็ไม่รู้! ตื่นเช้าขึ้นมาลองเดินดูเถอะ จะพบหินย้อยหักหล่นเกลื่อนแน่ๆ เพราะทนเสียงกรนไม่ไหว หักร่วงเป็นแถบ (พูดเกินไปหรือเปล่า?)

ครั้งหนึ่งเป็นฤดูฝนของปี พ.ศ. ถัดจากปี ๒๕๓๖ ฉันไปทำงานแล้วค้างที่ถ้ำ ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย รู้สึกอ่อนเพลียจึงไปนอนที่ม้าไม้ข้างผนังถ้ำ ครู่หนึ่งขณะเคลิ้มๆ อยู่แว่วเสียงดังครืนๆ ซ่าๆ แว่วมาแต่ไกล ดังใกล้เข้ามาๆ ทันใดนั้นตรงซอกหลืบข้างผนังถ้ำใกล้ที่นอน มีน้ำสีขุ่นคลั่กไหลทะลักออกมาดังโครม แล้วเลื้อยเป็นทางยาวเหมือนงูยักษ์ผ่านกลางถ้ำไปอีกฟากหนึ่งอย่างรวดเร็ว ฉันตกใจกระโดดพรวดจากที่นอนไปตั้งหลักบนชะง่อนหินก้อนที่อยู่ห่างจากทางน้ำไหลแบบเฉียดฉิว ผู้คนที่อยู่นอกถ้ำได้ยินเสียงเอะอะของฉันก็วิ่งพรูมาดูกัน ต่างส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นต่อภาพข้างหน้า หลวงปู่เดินเนิบนาบมาสมทบ ท่านมองแล้วเฉยๆ คงเคยเห็นน้ำป่าไหลหลากในป่าลึกจนชินตา ท่านอธิบายให้ฟังว่า ฝนตกมาหลายวันจนน้ำที่ขังบนหลังคาซึ่งเป็นผืนป่าใหญ่พอสมควรอุ้มไว้ไม่ไหว มันจะไหลทะลักลงสู่เบื้องต่ำ ครู่เดียวน้ำก็หยุดไหลและซึมลงดิน พื้นถ้ำเหือดแห้งไปหมดสิ้น มาก็เร็ว ไปก็เร็ว นี่แหละที่เรียกว่าน้ำป่า ราวกับยักษ์ยกกาละมังน้ำสาดยังไงยังงั้น นี่เป็นเพียงสายน้ำเล็กๆ ถ้าใหญ่ๆ คิดสภาพดูเถอะ มันคงกวาดต้อน ผู้คนและบ้านเรือนให้ราบเป็นหน้ากลอง พลังของน้ำช่างยิ่งใหญ่และ มีอานุภาพจริงหนอ

วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๖ (นานๆ บอก พ.ศ. สักครั้ง เกรงจะลืมเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดอยู่ใน พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นส่วนใหญ่ มีบางเรื่องที่เกินจากนั้นไปบ้าง) เราขึ้นถ้ำ ฝนตกพรำๆ หลวงปู่กำลังทำวัตรเย็น สวดมนต์เสร็จท่านเดินมานั่งที่โซฟา สามีเอาแบบแปลนเจดีย์ที่คุณพงศักดิ์แฟกซ์มาให้ที่บ้านให้หลวงปู่ดู หลวงปู่ ให้คุณพงศักดิ์เอาแบบเจดีย์ไปช่วยขยายสเกลให้ได้ขนาด ให้ฐานเจดีย์เข้ากรอบสามเหลี่ยมเพราะของเดิมฐานไม่ได้ส่วน พอหลวงปู่เห็นแบบที่แฟกซ์มาท่านถึงกับโยนลงพื้นแล้วส่ายหัว เพราะไม่ทราบขยายอย่างไรทรงเจดีย์กลายเป็นถังเบียร์ป้อมๆ ดูตลกมาก ตกลงให้ทางเราติดต่อกับคุณพงศักดิ์ให้ทำใหม่

ไปนั่งที่ศาลาพูดโทรศัพท์มือถือกับคุณพงศักดิ์เรื่องช่างหล่อเพราะช่างเรียกร้องราคาค่อนข้างแพง หนำซ้ำยังมีข้อแม้มากมาย หลวงปู่บอกไม่เอาช่างคนนี้แล้ว ให้หาช่างใหม่ เย็นนั่งสนทนากันที่ลานหินโค้งเช่นเคย หลวงปู่เปรยว่าอีกสองสัปดาห์จะเริ่มโครงการกระจกจริยธรรม ซึ่งเป็นการสนทนาธรรมที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ถามจะต้องขึ้นประโยครายการนี้ว่า "ปุจฉา... " ผู้ตอบก็ตอบว่า "วิสัชนา... " ให้อัดเทปไว้ เมื่อหลวงปู่จากไปแล้วจะได้มีแนวทางในการปฏิบัติเป็นของชิ้นสุดท้ายที่หลวงปู่จะมอบให้ลูกหลานทุกคน พูดถึงตอนนี้นึกถึง "เจ๊เพ็ญ" กทม. มาพร้อมๆ กับเจ๊ป้อม แกเป็นคนร่างใหญ่ ผิวขาว แต่งหน้าเข้ม สวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด พูดจาตรงๆ สำเนียงไทยปนจีน พอหลวงปู่พูดสั่งเสียลูกหลานเป็นทำนองว่า จะจากไป... บ่อยๆ เข้าแกคงเก็บความรู้สึกไม่ไหวอีกต่อไปถึงกับปล่อยโฮลั่นศาลา

"คำก็จาปาย สองคำก็จาปาย โฮ! โฮ! ฮือ! ฮือ! .... "

หลวงปู่กระทืบเท้า เอ็ดตะโร แต่หน้ายิ้ม

"อีห่า! มึงก็รู้ว่าเรือลำนี้มันผุพังแล้ว มันรั่วแล้ว แทนที่จะคิดหาหนทางว่าจะจัดการตัวเองอย่างไร กลับมาร้อง ไอ๊หยา! อั๊วซี้เลี่ยวอ่า... แล้วก็จมน้ำตายไปเลย... "

ถามหลวงปู่ว่า คนที่มีสติปัญญาดีเป็นเพราะเขาสร้างกุศลอะไรมา หลวงปู่ตอบดังนี้

"ต้องพูดคำจริง มีจิตใจซื่อตรง ไม่โกหกหลอกลวงใคร ไม่วกวน ไม่ทำให้ผู้อื่นไขว้เขวในหลักคำสอน... "

ฟังแล้วรู้สึกจะเป็นสิ่งที่หลวงปู่กำลังกระทำอยู่ ท่านคงจะตอบจากประสบการณ์ของตัวท่านเอง หลวงปู่สั่งว่าช่วยไปบอกหลวงพี่หมอด้วยว่า วันที่ ๒๓ ตุลาคม เตรียมเครื่องมือมาดูดเลือด จากตัวหลวงปู่ด้วย หลวงปู่จะนำเลือดของท่านผสมลงไปในการหล่อพระ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเลือดพรหมจรรย์ ๙ ชีวิต

ท่านเล่าถึงการทำดาบสมัยโบราณที่เรียกว่า "ดาบฟ้าฟื้น" ต้องใช้เลือดของคนตีดาบ ใช้เหล็กน้ำพี้ซึ่งหลอมมาจากตะปูโลงผี ๗ ป่าช้า ตีดาบในคืนเดือนดับ ชุบเลือดแล้วเอาเข้าเตาหลอมแล้วตี ตีแล้วชุบน้ำผึ้ง ชุบแล้วเอาเข้าเตาหลอมอีก จากนั้นนำไปอาบไอ สุริยันจันทรา สีของดาบที่เสร็จแล้วจะมีสีออกเขียวๆ ทำพิธีตัดไม้ข่มนามโดยการทดลองความคมของดาบ ฟันต้นกล้วยทีเดียว ๗ ต้น ให้ขาดในฉับพลัน เรียกวิธีการทำดาบแบบนี้ว่า "วิชาประสาทโลหิต"

ยิ่งดึกการสนทนายิ่งออกรส หลวงปู่เล่าว่า มีคนให้สมญานาม ท่านทุกที่ที่ผ่านไป ดังนี้

พระวัชรปัญญา พระครูเทพโลกอุดร
หลวงปู่จร พระผี หลวงพ่อโอภาส
สมเด็จแตงโม พระอวโลกิเตศวร
พระอชิตะ มิลาเลปะ กกุสันธะ พระองค์ที่ ๑๐

ฉันเรียนถามหลวงปู่ว่า ได้พยายามชวนเพื่อนๆ บางคนที่เรารักและหวังดีมาสัมผัสกับสิ่งดีงามจากหลวงปู่ เขาไม่สนใจ ทำเหมือนเข็ดสีเหลือง จะทำอย่างไร

หลวงปู่พูดติดตลกว่า "ไปบอกมันว่า ในโลกนี้มีผัวมันดีคนเดียว"

ฉันต่อว่า "เขาก็ยังเอาผัวมานินทาให้เพื่อนฟัง"

ท่านตอบอย่างใจเย็น "เออ! มีมันดีคนเดียว"

ฉันยังข้องใจ "ความจริงพวกเขาก็เป็นคนดีนะ แต่ไม่นับถือพระ เขาบอกว่าพระนี่แหละตัวดี เขาทำบุญตักบาตรบ้างตามประเพณี มากกว่านี้เขาไม่เอา แต่ลูกก็เห็นเขาอยู่ดีกินดี สุขสบายดีตามสมควร อย่างนี้กระมังเขาจึงคิดว่าการปฏิบัติธรรมขั้นสูงไม่จำเป็น"

หลวงปู่นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอื้อนเอ่ยวาจาน่าฟังน่าคิด ดังนี้

"มึงอย่าวัดความสำเร็จของคนด้วยวัตถุซี มึงรู้ได้อย่างไรว่าเขาสุขสบาย บางทีในใจเขาอาจกำลังร้องไห้ด้วยความทุกข์หนักก็ได้ แต่เขาไม่ให้มึงรู้ ซ้ำร้ายเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังมีทุกข์ คนพวกนี้น่าสงสาร ต้องวนเวียนอยู่อีกนาน มึงเคยเห็นหนอนขี้มั้ย มึงมองหนอนขี้แล้วรู้สึกอย่างไร แต่มันก็ว่ามันมีความสุขนะ มันเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินเชียวหละ ก็เหมือนเพื่อนมึงนั่นแหละทำตัวเป็นหนอนขี้ ไม่อยากขึ้นจากหลุมขี้... เห็นแย้จะเข้ารูอย่าไปพูด เจอคนหน้าบูดอย่าไปทัก นั่นคือเครื่องป้องกันอันตรายของมัน มีคนผ่านมามันต้องทึกทักว่าเป็นศัตรูไว้ก่อน เอะอะก็วิ่งเข้ารูให้พ้นอันตรายไประยะหนึ่งเท่านั้น... "

ฉันจำคำพูดสละสลวยของท่านไม่ได้หมด แต่ตีความเอาว่ากิริยาของแย้ที่ออกมายืนปากรูแล้วระแวดระวังภัย ไม่ว่าสิ่งที่ผ่านมาจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันต้องผลุบเข้ารูวันยังค่ำ เพราะมันแยกแยะมิตรกับศัตรูไม่ออก มันไม่มีวันจะรู้เรื่องอะไรทั้งนั้น คนหน้าบูดบึ้งก็เหมือนกัน ต่อให้เราทักทายด้วยไมตรีจิตอย่างไร เขาก็คงโต้ตอบด้วยกิริยาที่หน้าบูดหน้าบึ้งปึ่งชาอยู่เช่นนั้น เรียกว่าไม่เปิดใจ ฉะนั้นป่วยการที่จะไปพูดจาชักชวนอะไรกับคนประเภทนี้

หลวงปู่เล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับธรรมะแต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งไอ้โก๊ะเด็กวัดจอมกะล่อน ทำกาน้ำชาใบโปรดของสมภารแตก พอสมภารกลับมาไอ้โก๊ะรีบพูดดักคอก่อนว่า

"หลวงพ่อครับ หลวงพ่อเคยพูดว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แลัวดับไป ใช่มั้ยครับ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ต้องแตกสลายไปในที่สุด เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"

หลวงพ่อฟังแล้วปลื้มใจที่ลูกศิษย์ซึ้งในธรรมะของท่าน

ไอ้โก๊ะจึงสรุปว่า "ตอนนี้ผมทำกาน้ำชาของหลวงพ่อแตกเสียแล้ว มันก็เข้าหลักธรรมอันนี้ใช่มั๊ยครับ" สมภารโดนไม้นี้ถึงกับสะอึก จะโกรธหรือก็ใช่ที่ เสียท่าไอ้โก๊ะซะแล้ว

อีกเรื่อง มีชื่อว่า "หลวงปู่จับปลา" เรื่องมีอยู่ว่าหลวงปู่ไปพบแหล่งน้ำกำลังแห้งขอด ฝูงปลาเริ่มกระเสือกกระสนหนีตาย ท่านเห็นแล้วสงสาร คิดหาหนทางช่วย จึงระดมพระเณรช่วยกันจับปลาย้ายไปอยู่แหล่งน้ำใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า ลุงคนหนึ่งกำลังตัดหญ้าเพื่อเอาไปเลี้ยงวัว แกไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เห็นหลวงปู่กำลัง ก้มๆ เงยๆ จับปลา จึงถามว่า "หลวงพี่ๆ ทำอะไรน่ะ"

หลวงปู่ตอบห้วนๆ ไม่มองหน้า "จับปลา"

ตาลุงบ่นพึมพำ "เป็นพระจับปลาได้ยังไง ไม่ผิดศีลหรือ"

หลวงปู่ตอบสะบัดๆ ในขณะที่ยังก้มๆ เงยๆ จับปลา

"ใครบอกมึงว่าพระจับปลาไม่ได้ มึงเห็นมั้ยว่ามันกำลังจะตาย กูช่วยหาที่อยู่ใหม่ให้มัน มันผิดศีลตรงไหนวะ"

ลุงเกาหัวแกรกๆ พูดเสียงอ่อยๆ (ทำท่าเก้อ) "อ้าว! แล้วก็ไม่บอก"

หลวงปู่หยุดจับปลาเงยหน้ายืดตัวตรงตอบยวนๆ ว่า "ก๊อมึงไม่ถามกูนี่ ธุระอะไรกูต้องบอกมึงด้วยล่ะ" ตาคนนั้นเลยรีบ เดินหนี ขืนอยู่ต่อไปรังแต่จะขายหน้าเปล่าๆ

เรื่องสุดท้าย "หลวงปู่จับเป็ด" หลวงปู่กลับไปอยู่วัดในเวลาต่อมา คนข้างวัดรายนี้ชอบหาเรื่องกับพระเณรในวัดเสมอ ครั้งหนึ่ง คนที่เป็นเมียแต่งกายไม่เหมาะสม สวมยกทรงตัวเดียวมาเที่ยวก้มๆ เงยๆ ตัดหญ้าในวัด (ทั้งๆ ที่ด่าว่าวัดประจำแต่ก็ชอบมาถือสิทธิ์เอาโน่นเอานี่ในวัดหน้าตาเฉย) หลวงปู่จึงอบรมสั่งสอนด้วยถ้อยคำ หนักๆ เกี่ยวกับการแต่งกาย หล่อนก็โกรธกลับไป ต่อมาเขาปล่อยเป็ดเข้ามากินผักที่แม่ครัวปลูกไว้ในวัดจนเสียหาย พอพระว่ากล่าว ตักเตือน เขาก็เถียงข้างๆ คูๆ ว่า คลองที่พาดผ่านวัดเป็นคลองสาธารณะ หลวงปู่จึงแก้เผ็ดโดยการให้พระเณรจับเป็ดที่รุกล้ำเข้ามา ไปขังไว้ที่กุฏิหลวงตาสนิท ผัวเมียคู่นี้ไปฟ้องเจ้าคณะจังหวัดฯ ว่าหลวงปู่ขโมยเป็ดของเขา เจ้าคณะฯ ฟังแล้วร้อนใจจึงรีบรุดมาไต่สวน พอท่านทราบความจริงจากหลวงปู่ท่านก็พูดว่า "อ้อ! มันเป็นอย่างนี้เอง มันก็สมควรแล้ว ต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบซะบ้าง"

โดนอย่างนี้คนเจ้าปัญหาข้างวัดรายนี้ถึงกับหมดฤทธิ์พูดไม่ออก หลวงปู่คืนเป็ดให้ ค่อยสงบปากสงบคำไปบ้าง ไม่กล้าหาเรื่อง อีก แต่ลูกบ้านนี้เสียชีวิต (เป็นลม) ปีละคน สองปีติดๆ กัน คงโดนคุณย่าสีนวลลงโทษ!? (ฉันคิดเอาเอง)

ใครที่คิดมิดีมิร้ายกับหลวงปู่ ฉันเห็นอายุไม่ยืน ไม่ตายดีสักคน มิรู้เป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้ทำอะไรเขาเหล่านั้นเลย

วันที่ ๑๓ กันยายน เอาแบบเจดีย์ที่แก้ไขแล้วไปให้หลวงปู่ดูอีกเป็นครั้งที่สาม ตอนนั้นมืดแล้วต้องจุดเทียนไขดู พอดีแมวหลานชายพี่ยูรพายายกับญาติอีกหลายคนมากราบหลวงปู่ ท่านให้ความเมตตากับเขาเหล่านั้นเป็นอย่างดี ถามสารทุกข์สุขดิบการทำมาหากิน แถมยังทักทายเรื่องการตัดไม้เถื่อน (ท่านรู้เองโดยไม่ต้องบอก) และตักเตือนว่าให้เลิกทำเสีย คุยจนถึงเรื่องพระเครื่องที่แมว เพิ่งไปเช่ามาจากชัยภูมิว่าเป็นสมเด็จวัดระฆัง หลวงปู่ดูแล้วหัวเราะ

"ไอ้แมวเอ๊ย มึงโดนลาวหลอกแล้ว อยู่ถึงเพชรบุรีให้ลาวชัยภูมิหลอก" สามีแก้ต่างให้ว่าแมวคงใจอ่อน สงสาร เห็นเป็นลาว เลยช่วยสงเคราะห์

หลวงปู่แย้ง "ไม่ใช่ใจอ่อน มันเอาตัวโลภขึ้นหน้า อยากได้ของเขาเลยถูกทุบ อย่าอยากได้ จำไว้ พวกนักเลงเล่นพระเป็นอย่างนี้ทุกคน ชอบคิดว่า เผื่อว่า อาจจะ ใช่มั้ง... เสร็จทุกราย อย่าโลภ อย่าโลภ"

หลวงปู่อธิบายต่อว่า "ที่จริงคนเพชรบุรีได้พระสมเด็จฯ จากหลวงพ่อโตมาหลายคน ให้ไปถามคนเก่าๆ แถวบ้านลาดดู คนบ้านลาด มัยนั้นลงเรือเอาน้ำตาลสดไปขายแถวท่าวาสุกรีแล้วเลยมาขายให้หลวงพ่อโต เพราะท่านชอบฉันน้ำตาลสดมาก ท่านจึงแจกพระให้"

หลวงปู่มีเกร็ดความรู้มากมาย ไม่ทราบว่าท่านเป็นคนสมัยไหนกันแน่ หลายเรื่องเป็นเรื่องแปลกใหม่ ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

หลวงปู่บอกว่า การหล่อพระในวันที่ ๒๓ ตุลาคมนี้ จะมีเศษโลหะเหลือจากการหล่อพระกริ่ง ช่างรับอาสาจะนำเศษโลหะนี้ไปรีดทำพระเหรียญ หลวงปู่ออกแบบให้ทำเหรียญพระโพธิสัตว์ ด้านหน้าเป็นชื่อพระโพธิสัตว์ ๕ องค์ ด้านหลังเป็นยันต์สวัสดิกะ มีตัวหนังสือว่า ท.ส.น.ม. ย่อมาจาก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดึกมากแล้วทุกคนลากลับ...

วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๖ หลวงพี่โมทย์พร้อมทหาร ๓ นาย และคนวัด ๒ คน มาหาที่บ้าน ท่านต้องการให้เราพาไปรู้จักบ้านบุญชูเพื่อจะเอาต้นไม้ เราถือโอกาสทำบุญเลี้ยงอาหารเพล พระฉันอิ่ม ฆราวาสก็ต่อท้าย เสร็จแล้วสนทนากันเรื่องเกี่ยวกับหลวงปู่

ศิษย์ท่านหนึ่งเล่าว่า สาเหตุที่เจ๊ต๊ะเจ้าของโอ่งดินทองราชบุรียอมรับนับถือหลวงปู่เพราะสมัยหลวงปู่อยู่ถ้ำวังเสือ ราชบุรี เธอมีปัญหาเกี่ยวกับที่อยู่ไม่ค่อยร่มเย็นเป็นสุข การค้าก็ขลุกขลัก มี คนแนะนำให้เธอรู้จักกับหลวงปู่ เธอรับใช้หลวงปู่มาพอสมควร ต่อมาหลวงปู่จึงไปตั้งศาลให้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เธอนิมนต์หลวงปู่พร้อมทั้งพระไปฉันอาหารที่บ้าน หลวงปู่กำลังอาพาธไปไม่ได้ ท่านอุตส่าห์เอาเลือดใส่ขวดฝากคุณนพพรไปให้ เจ๊ต๊ะถึงกับร้องไห้โฮด้วยความตื้นตันใจ

หลวงพี่โมทเล่าว่า ตอนที่หลวงปู่จะมาเกิดใหม่ มีร่างให้เลือกเพียง ๒ ร่างเท่านั้น คือ สุนัขกับเด็กชายคนนี้ซึ่งกำลังป่วยหนัก ท่านคิดว่า ถ้าเกิดในร่างสุนัขคงทำประโยชน์อะไรให้โลกไม่ได้ จึงตัดสินใจเข้าร่างเด็กคนนี้ ตอนเป็นเด็กมีพระธิเบต ๒ รูป มาหาเอาลูกแก้ว ๒ ลูก มาให้หลวงปู่เลือก ลูกหนึ่งกลมเกลี้ยง อีกลูกหนึ่งเป็นเหลี่ยม ถ้าเลือกกินลูกกลมเกลี้ยงจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ถ้าเลือกกินลูกเหลี่ยม แสดงว่าต้องอยู่ทำงานในโลกมนุษย์บำเพ็ญเพียรต่อไป หลวงปู่หยิบลูกเหลี่ยมใส่ปากกลืนลงไป (ฉันคิดว่าตั้งแต่กินลูกแก้วลูกนี้ลงไป ท่านจึงเริ่มมีคุณวิเศษต่างจากคนทั่วไป) ก่อนจากไป พระธิเบตพูดทิ้งท้ายว่า "ท่านยังเหมือนเดิมนะ ชอบความลำบาก"

เรื่องนี้ฉันเคยได้ยินหลวงปู่เล่าให้ฟังเหมือนกันและยังมีต่ออีกว่าหลวงปู่ขอเรียนวิชาจากพระธิเบตทั้งสอง แต่พระธิเบตกลับพูดว่า

"ลำพังวิชาของผม ๒ คน ยังสู้ท่านไม่ได้เลย เพียงแต่ท่านลืมเลือนไปชั่วขณะ ขอให้ท่านระลึกให้ดีเถิดแล้วท่านจะพบของดีนั้น" เวลาจะจากกัน หลวงปู่บอกว่าเห็นพระธิเบตเดินไปแล้วเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา! อู๊ย! ตื่นเต้น เมื่อไหร่เราจะเห็นอย่างนั้นบ้างนะ

และตอนที่เป็นทหารเกณฑ์ เพื่อนๆ ตีกับพวกอื่น หลวงปู่เข้าไปช่วย ถูกลูกหลงกระสุนปืนยิงเข้าท้ายทอย ท่านไม่เป็นอะไร จนมาบวชรู้สึกปวดศีรษะ แพทย์พบว่ามีหัวกระสุนฝังอยู่ท้ายทอย จึงผ่าออก