ยิ่งดึกการสนทนายิ่งออกรส หลวงปู่เล่าว่า มีคนให้สมญานาม ท่านทุกที่ที่ผ่านไป ดังนี้

พระวัชรปัญญา พระครูเทพโลกอุดร
หลวงปู่จร พระผี หลวงพ่อโอภาส
สมเด็จแตงโม พระอวโลกิเตศวร
พระอชิตะ มิลาเลปะ กกุสันธะ พระองค์ที่ ๑๐

ฉันเรียนถามหลวงปู่ว่า ได้พยายามชวนเพื่อนๆ บางคนที่เรารักและหวังดีมาสัมผัสกับสิ่งดีงามจากหลวงปู่ เขาไม่สนใจ ทำเหมือนเข็ดสีเหลือง จะทำอย่างไร

หลวงปู่พูดติดตลกว่า "ไปบอกมันว่า ในโลกนี้มีผัวมันดีคนเดียว"

ฉันต่อว่า "เขาก็ยังเอาผัวมานินทาให้เพื่อนฟัง"

ท่านตอบอย่างใจเย็น "เออ! มีมันดีคนเดียว"

ฉันยังข้องใจ "ความจริงพวกเขาก็เป็นคนดีนะ แต่ไม่นับถือพระ เขาบอกว่าพระนี่แหละตัวดี เขาทำบุญตักบาตรบ้างตามประเพณี มากกว่านี้เขาไม่เอา แต่ลูกก็เห็นเขาอยู่ดีกินดี สุขสบายดีตามสมควร อย่างนี้กระมังเขาจึงคิดว่าการปฏิบัติธรรมขั้นสูงไม่จำเป็น"

หลวงปู่นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอื้อนเอ่ยวาจาน่าฟังน่าคิด ดังนี้

"มึงอย่าวัดความสำเร็จของคนด้วยวัตถุซี มึงรู้ได้อย่างไรว่าเขาสุขสบาย บางทีในใจเขาอาจกำลังร้องไห้ด้วยความทุกข์หนักก็ได้ แต่เขาไม่ให้มึงรู้ ซ้ำร้ายเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังมีทุกข์ คนพวกนี้น่าสงสาร ต้องวนเวียนอยู่อีกนาน มึงเคยเห็นหนอนขี้มั้ย มึงมองหนอนขี้แล้วรู้สึกอย่างไร แต่มันก็ว่ามันมีความสุขนะ มันเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินเชียวหละ ก็เหมือนเพื่อนมึงนั่นแหละทำตัวเป็นหนอนขี้ ไม่อยากขึ้นจากหลุมขี้... เห็นแย้จะเข้ารูอย่าไปพูด เจอคนหน้าบูดอย่าไปทัก นั่นคือเครื่องป้องกันอันตรายของมัน มีคนผ่านมามันต้องทึกทักว่าเป็นศัตรูไว้ก่อน เอะอะก็วิ่งเข้ารูให้พ้นอันตรายไประยะหนึ่งเท่านั้น... "

ฉันจำคำพูดสละสลวยของท่านไม่ได้หมด แต่ตีความเอาว่ากิริยาของแย้ที่ออกมายืนปากรูแล้วระแวดระวังภัย ไม่ว่าสิ่งที่ผ่านมาจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันต้องผลุบเข้ารูวันยังค่ำ เพราะมันแยกแยะมิตรกับศัตรูไม่ออก มันไม่มีวันจะรู้เรื่องอะไรทั้งนั้น คนหน้าบูดบึ้งก็เหมือนกัน ต่อให้เราทักทายด้วยไมตรีจิตอย่างไร เขาก็คงโต้ตอบด้วยกิริยาที่หน้าบูดหน้าบึ้งปึ่งชาอยู่เช่นนั้น เรียกว่าไม่เปิดใจ ฉะนั้นป่วยการที่จะไปพูดจาชักชวนอะไรกับคนประเภทนี้

หลวงปู่เล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับธรรมะแต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งไอ้โก๊ะเด็กวัดจอมกะล่อน ทำกาน้ำชาใบโปรดของสมภารแตก พอสมภารกลับมาไอ้โก๊ะรีบพูดดักคอก่อนว่า

"หลวงพ่อครับ หลวงพ่อเคยพูดว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แลัวดับไป ใช่มั้ยครับ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ต้องแตกสลายไปในที่สุด เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"

หลวงพ่อฟังแล้วปลื้มใจที่ลูกศิษย์ซึ้งในธรรมะของท่าน

ไอ้โก๊ะจึงสรุปว่า "ตอนนี้ผมทำกาน้ำชาของหลวงพ่อแตกเสียแล้ว มันก็เข้าหลักธรรมอันนี้ใช่มั๊ยครับ" สมภารโดนไม้นี้ถึงกับสะอึก จะโกรธหรือก็ใช่ที่ เสียท่าไอ้โก๊ะซะแล้ว

อีกเรื่อง มีชื่อว่า "หลวงปู่จับปลา" เรื่องมีอยู่ว่าหลวงปู่ไปพบแหล่งน้ำกำลังแห้งขอด ฝูงปลาเริ่มกระเสือกกระสนหนีตาย ท่านเห็นแล้วสงสาร คิดหาหนทางช่วย จึงระดมพระเณรช่วยกันจับปลาย้ายไปอยู่แหล่งน้ำใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า ลุงคนหนึ่งกำลังตัดหญ้าเพื่อเอาไปเลี้ยงวัว แกไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เห็นหลวงปู่กำลัง ก้มๆ เงยๆ จับปลา จึงถามว่า "หลวงพี่ๆ ทำอะไรน่ะ"

หลวงปู่ตอบห้วนๆ ไม่มองหน้า "จับปลา"

ตาลุงบ่นพึมพำ "เป็นพระจับปลาได้ยังไง ไม่ผิดศีลหรือ"

หลวงปู่ตอบสะบัดๆ ในขณะที่ยังก้มๆ เงยๆ จับปลา

"ใครบอกมึงว่าพระจับปลาไม่ได้ มึงเห็นมั้ยว่ามันกำลังจะตาย กูช่วยหาที่อยู่ใหม่ให้มัน มันผิดศีลตรงไหนวะ"

ลุงเกาหัวแกรกๆ พูดเสียงอ่อยๆ (ทำท่าเก้อ) "อ้าว! แล้วก็ไม่บอก"

หลวงปู่หยุดจับปลาเงยหน้ายืดตัวตรงตอบยวนๆ ว่า "ก๊อมึงไม่ถามกูนี่ ธุระอะไรกูต้องบอกมึงด้วยล่ะ" ตาคนนั้นเลยรีบ เดินหนี ขืนอยู่ต่อไปรังแต่จะขายหน้าเปล่าๆ

เรื่องสุดท้าย "หลวงปู่จับเป็ด" หลวงปู่กลับไปอยู่วัดในเวลาต่อมา คนข้างวัดรายนี้ชอบหาเรื่องกับพระเณรในวัดเสมอ ครั้งหนึ่ง คนที่เป็นเมียแต่งกายไม่เหมาะสม สวมยกทรงตัวเดียวมาเที่ยวก้มๆ เงยๆ ตัดหญ้าในวัด (ทั้งๆ ที่ด่าว่าวัดประจำแต่ก็ชอบมาถือสิทธิ์เอาโน่นเอานี่ในวัดหน้าตาเฉย) หลวงปู่จึงอบรมสั่งสอนด้วยถ้อยคำ หนักๆ เกี่ยวกับการแต่งกาย หล่อนก็โกรธกลับไป ต่อมาเขาปล่อยเป็ดเข้ามากินผักที่แม่ครัวปลูกไว้ในวัดจนเสียหาย พอพระว่ากล่าว ตักเตือน เขาก็เถียงข้างๆ คูๆ ว่า คลองที่พาดผ่านวัดเป็นคลองสาธารณะ หลวงปู่จึงแก้เผ็ดโดยการให้พระเณรจับเป็ดที่รุกล้ำเข้ามา ไปขังไว้ที่กุฏิหลวงตาสนิท ผัวเมียคู่นี้ไปฟ้องเจ้าคณะจังหวัดฯ ว่าหลวงปู่ขโมยเป็ดของเขา เจ้าคณะฯ ฟังแล้วร้อนใจจึงรีบรุดมาไต่สวน พอท่านทราบความจริงจากหลวงปู่ท่านก็พูดว่า "อ้อ! มันเป็นอย่างนี้เอง มันก็สมควรแล้ว ต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบซะบ้าง"

โดนอย่างนี้คนเจ้าปัญหาข้างวัดรายนี้ถึงกับหมดฤทธิ์พูดไม่ออก หลวงปู่คืนเป็ดให้ ค่อยสงบปากสงบคำไปบ้าง ไม่กล้าหาเรื่อง อีก แต่ลูกบ้านนี้เสียชีวิต (เป็นลม) ปีละคน สองปีติดๆ กัน คงโดนคุณย่าสีนวลลงโทษ!? (ฉันคิดเอาเอง)

ใครที่คิดมิดีมิร้ายกับหลวงปู่ ฉันเห็นอายุไม่ยืน ไม่ตายดีสักคน มิรู้เป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้ทำอะไรเขาเหล่านั้นเลย

วันที่ ๑๓ กันยายน เอาแบบเจดีย์ที่แก้ไขแล้วไปให้หลวงปู่ดูอีกเป็นครั้งที่สาม ตอนนั้นมืดแล้วต้องจุดเทียนไขดู พอดีแมวหลานชายพี่ยูรพายายกับญาติอีกหลายคนมากราบหลวงปู่ ท่านให้ความเมตตากับเขาเหล่านั้นเป็นอย่างดี ถามสารทุกข์สุขดิบการทำมาหากิน แถมยังทักทายเรื่องการตัดไม้เถื่อน (ท่านรู้เองโดยไม่ต้องบอก) และตักเตือนว่าให้เลิกทำเสีย คุยจนถึงเรื่องพระเครื่องที่แมว เพิ่งไปเช่ามาจากชัยภูมิว่าเป็นสมเด็จวัดระฆัง หลวงปู่ดูแล้วหัวเราะ

"ไอ้แมวเอ๊ย มึงโดนลาวหลอกแล้ว อยู่ถึงเพชรบุรีให้ลาวชัยภูมิหลอก" สามีแก้ต่างให้ว่าแมวคงใจอ่อน สงสาร เห็นเป็นลาว เลยช่วยสงเคราะห์

หลวงปู่แย้ง "ไม่ใช่ใจอ่อน มันเอาตัวโลภขึ้นหน้า อยากได้ของเขาเลยถูกทุบ อย่าอยากได้ จำไว้ พวกนักเลงเล่นพระเป็นอย่างนี้ทุกคน ชอบคิดว่า เผื่อว่า อาจจะ ใช่มั้ง... เสร็จทุกราย อย่าโลภ อย่าโลภ"

หลวงปู่อธิบายต่อว่า "ที่จริงคนเพชรบุรีได้พระสมเด็จฯ จากหลวงพ่อโตมาหลายคน ให้ไปถามคนเก่าๆ แถวบ้านลาดดู คนบ้านลาด มัยนั้นลงเรือเอาน้ำตาลสดไปขายแถวท่าวาสุกรีแล้วเลยมาขายให้หลวงพ่อโต เพราะท่านชอบฉันน้ำตาลสดมาก ท่านจึงแจกพระให้"

หลวงปู่มีเกร็ดความรู้มากมาย ไม่ทราบว่าท่านเป็นคนสมัยไหนกันแน่ หลายเรื่องเป็นเรื่องแปลกใหม่ ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

หลวงปู่บอกว่า การหล่อพระในวันที่ ๒๓ ตุลาคมนี้ จะมีเศษโลหะเหลือจากการหล่อพระกริ่ง ช่างรับอาสาจะนำเศษโลหะนี้ไปรีดทำพระเหรียญ หลวงปู่ออกแบบให้ทำเหรียญพระโพธิสัตว์ ด้านหน้าเป็นชื่อพระโพธิสัตว์ ๕ องค์ ด้านหลังเป็นยันต์สวัสดิกะ มีตัวหนังสือว่า ท.ส.น.ม. ย่อมาจาก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดึกมากแล้วทุกคนลากลับ...

วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๖ หลวงพี่โมทย์พร้อมทหาร ๓ นาย และคนวัด ๒ คน มาหาที่บ้าน ท่านต้องการให้เราพาไปรู้จักบ้านบุญชูเพื่อจะเอาต้นไม้ เราถือโอกาสทำบุญเลี้ยงอาหารเพล พระฉันอิ่ม ฆราวาสก็ต่อท้าย เสร็จแล้วสนทนากันเรื่องเกี่ยวกับหลวงปู่

ศิษย์ท่านหนึ่งเล่าว่า สาเหตุที่เจ๊ต๊ะเจ้าของโอ่งดินทองราชบุรียอมรับนับถือหลวงปู่เพราะสมัยหลวงปู่อยู่ถ้ำวังเสือ ราชบุรี เธอมีปัญหาเกี่ยวกับที่อยู่ไม่ค่อยร่มเย็นเป็นสุข การค้าก็ขลุกขลัก มี คนแนะนำให้เธอรู้จักกับหลวงปู่ เธอรับใช้หลวงปู่มาพอสมควร ต่อมาหลวงปู่จึงไปตั้งศาลให้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เธอนิมนต์หลวงปู่พร้อมทั้งพระไปฉันอาหารที่บ้าน หลวงปู่กำลังอาพาธไปไม่ได้ ท่านอุตส่าห์เอาเลือดใส่ขวดฝากคุณนพพรไปให้ เจ๊ต๊ะถึงกับร้องไห้โฮด้วยความตื้นตันใจ

หลวงพี่โมทเล่าว่า ตอนที่หลวงปู่จะมาเกิดใหม่ มีร่างให้เลือกเพียง ๒ ร่างเท่านั้น คือ สุนัขกับเด็กชายคนนี้ซึ่งกำลังป่วยหนัก ท่านคิดว่า ถ้าเกิดในร่างสุนัขคงทำประโยชน์อะไรให้โลกไม่ได้ จึงตัดสินใจเข้าร่างเด็กคนนี้ ตอนเป็นเด็กมีพระธิเบต ๒ รูป มาหาเอาลูกแก้ว ๒ ลูก มาให้หลวงปู่เลือก ลูกหนึ่งกลมเกลี้ยง อีกลูกหนึ่งเป็นเหลี่ยม ถ้าเลือกกินลูกกลมเกลี้ยงจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ถ้าเลือกกินลูกเหลี่ยม แสดงว่าต้องอยู่ทำงานในโลกมนุษย์บำเพ็ญเพียรต่อไป หลวงปู่หยิบลูกเหลี่ยมใส่ปากกลืนลงไป (ฉันคิดว่าตั้งแต่กินลูกแก้วลูกนี้ลงไป ท่านจึงเริ่มมีคุณวิเศษต่างจากคนทั่วไป) ก่อนจากไป พระธิเบตพูดทิ้งท้ายว่า "ท่านยังเหมือนเดิมนะ ชอบความลำบาก"

เรื่องนี้ฉันเคยได้ยินหลวงปู่เล่าให้ฟังเหมือนกันและยังมีต่ออีกว่าหลวงปู่ขอเรียนวิชาจากพระธิเบตทั้งสอง แต่พระธิเบตกลับพูดว่า

"ลำพังวิชาของผม ๒ คน ยังสู้ท่านไม่ได้เลย เพียงแต่ท่านลืมเลือนไปชั่วขณะ ขอให้ท่านระลึกให้ดีเถิดแล้วท่านจะพบของดีนั้น" เวลาจะจากกัน หลวงปู่บอกว่าเห็นพระธิเบตเดินไปแล้วเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา! อู๊ย! ตื่นเต้น เมื่อไหร่เราจะเห็นอย่างนั้นบ้างนะ

และตอนที่เป็นทหารเกณฑ์ เพื่อนๆ ตีกับพวกอื่น หลวงปู่เข้าไปช่วย ถูกลูกหลงกระสุนปืนยิงเข้าท้ายทอย ท่านไม่เป็นอะไร จนมาบวชรู้สึกปวดศีรษะ แพทย์พบว่ามีหัวกระสุนฝังอยู่ท้ายทอย จึงผ่าออก