รางวัลมาตรฐานคุณภาพ TQA กับการประกันคุณภาพการศึกษา

างวัลมาตรฐานคุณภาพ TQA กับการประกันคุณภาพการศึกษา

ไทยได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัตน์เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก โดยเปิดรับการไหลบ่าของเทคโนโลยีสารสนเทศ วัฒนธรรม ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์อย่างทันท่วงที เพราะอาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของไทยในอนาคตทั้งในด้านบวกและด้านลบ หากประเทศไทยสามารถตั้งรับได้เป็นอย่างดี จะสามารถป้องกันปัญหาที่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ สามารถพัฒนาและแข่งขันกับนานาประเทศได้ ในทางตรงกันข้าม หากประเทศไทยไม่ตระหนัก และไม่สนใจที่จะตั้งรับอย่างเท่าทัน จะเกิดปัญหาตามมาอย่างมากมาย เช่น ปัญหาคุณธรรม จริยธรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความรุนแรงทางการเมืองและสุดท้ายจะส่งผลให้ประเทศไทยประสบปัญหาความล้าหลังเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศเพื่อรองรับภาวะการแข่งขันที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก

สังคมโลกในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงที่มีการแข่งขันกันสูงและค่อนข้างรุนแรง ส่วนหนึ่งต้องอาศัยปัจจัยทางด้านความรู้ที่มาจากคนในการผลิตสินค้าและบริการทางด้านต่างๆเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันและการพัฒนา ชาติต่างๆจึงให้ความสำคัญกับความเข้มแข็งทางด้านทรัพยากรบุคคลมากที่สุดเพื่อชิงความได้เปรียบ เพราะฉะนั้น การพัฒนาคนให้มีคุณภาพจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องเป็นการพัฒนาที่มีคุณภาพ เพื่อที่จะทำให้ศักยภาพในตัวคนได้รับการกระตุ้นออกมาเต็มที่ เป็นคนที่รู้จักวิเคราะห์ สังเคราะห์ รู้จักแก้ปัญหา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รู้จักการพึ่งตนเอง และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขและสุดท้ายมีความสามารถในการแข่งขันอย่างทัดเทียมกับนานาประเทศได้

เมื่อคนมีความสำคัญต่อการแข่งขันและการพัฒนาประเทศ ประเด็นที่จะต้องตอบให้ได้คือ มีเครื่องมือชนิดใดบ้างที่จะช่วยให้การพัฒนาคนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ มีคุณลักษณะ มีความรู้ความสามารถที่จะนำไปพัฒนาประเทศ เพื่อผลประโยชน์ในการพัฒนาและแข่งขันด้านต่างๆ

ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญอยู่ที่ระบบการศึกษาทั้งสิ้น เพราะบทบาทของการศึกษาจะไม่เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่านั้น หากแต่เป็นตัวการสำคัญในการพัฒนาระบบองค์ความความรู้ต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมให้มีคุณภาพมากที่สุดอีกด้วย สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาปี 2542 ซึ่งเป็นกฏหมายแม่บทในการบริหารการจัดการศึกษา ความว่า "การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมที่ดีในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นนอกจากจุดมุ่งหมายหลักของระบบการศึกษาไทยที่เน้นการพัฒนาคนแล้ว แนวทางในการพัฒนาประเทศของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติก็มีแนวทางที่ไม่แตกต่างกันเลยในทางปฏิบัติ

จากความจำเป็นดังกล่าวก่อให้เกิดความต้องการในการกระจายอำนาจในการบริหารการศึกษาไปยังท้องถิ่นและสถานศึกษา โดยผ่านระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งกำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งมีการประกันคุณภาพภายใน ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการบริหารสถานศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกำกับดูแลคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเองเพื่อให้เกิดความมั่นใจและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชน ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานต้นสังกัดและต้องได้รับการประเมินภายนอกจากองค์กรมหาชน เพื่อเป็นเครื่องสะท้อนให้สถานศึกษาได้นำไปพิจารณาจัดการศึกษาให้เกิดกับผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ แตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมามักจะให้สถานศึกษาเป็นผู้ประเมินภายในเพียงอย่างเดียวหรือแม้แต่การให้ศึกษานิเทศก์ซึ่งเป็นบุคลากรในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้ประเมิน ในที่สุดก็ปรากฏว่า ไม่ได้มีการนำผลนิเทศไปใช้และผลจากการประเมินก็ออกมาในระดับ ดี เกือบทั้งหมด (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา,2546,5) ดังนั้นการประเมินผลการดำเนินการของสถานศึกษาจากองค์กรมหาชน (สมศ.) จึงมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้แนวคิดหรือแนวทางในการประเมินหน่วยงานสถานศึกษามีมาตรฐานมากยิ่งขึ้นเมื่อได้รับการประเมิน ส่งผลให้สถานศึกษาจะมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีการทำงานที่มีเป้าหมายและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน สุดท้ายจะส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพทั้งทางด้าน สติปัญญา ความรู้ความสามารถ จริยธรรม คุณธรรม มากที่สุด

อย่างไรก็ตามการประกันคุณภาพในสถานศึกษานั้นฟังดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะการประกันคุณภาพส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการเพิ่มงานให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องการสถานศึกษาเช่น ครู ผู้บริหาร เจ้าหน้าบุคลากรทางการศึกษา ที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งสถานศึกษายังไม่เข้าใจระบบประกันคุณภาพดีพอ ระบบประกันคุณภาพที่ออกมาจึงอยู่ในสภาพลักลั่น ลองผิดลองถูกจนมั่วไปหมด ที่หนักที่สุดคือความเข้าใจผิดคิดว่าถ้าต้องทำตามมาตรฐานคุณภาพของ สมศ.ให้ดีได้นั้นจำเป็นจะต้องจัดทำโครงการให้ครอบคลุมและทั่วถึง คุณภาพการศึกษาจะมาเอง ความคิดอย่างนี้ถือว่าผิดเพราะจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณ และทรัพยากรบุคคลอย่างไม่มีเหตุจำเป็น สุดท้ายจึงเป็นการซ้ำเติมแผนกลยุทธ์หรือธรรมนูญโรงเรียนที่มักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวการทำให้ระบบประกันคุณภาพล้มเหลวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแผนกลยุทธ์/แผนยุทธศาสตร์/ธรรมนูญโรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง

ดังนั้น สิ่งที่จำเป็น จึงอยู่ที่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบประกันคุณภาพ ก่อนที่จะนำไปวางแผนเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามเจตนารมย์ของสถานศึกษาและต้นสังกัด

สำหรับการประกันคุณภาพ (Quality Assurance) นั้นหมายถึง การระบุความชัดเจนในวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ตลอดจนวิธีปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างไรก็ตามการประกันคุณภาพการศึกษายังเกี่ยวข้องกับคำอีก 4 คำ คือ Quality Control, Quality Audit, Quality Accreditation และ Quality Assessment ซึ่งจะได้อธิบายความหมายและความเกี่ยวข้องกันดังเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

Quality Assurance = f (Quality Control, Quality Audit, Quality Assessment) โดย

การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) หมายถึง การดำเนินงานตามแผนที่วางไว้อย่างรัดกุมทุกขั้นตอน การตรวจสอบคุณภาพ (Quality Audit) แยกได้เป็นการตรวจสอบคุณภาพภายใน (Internal Quality Audit) เป็นการตรวจสอบคุณภาพโดยตัวเองตามเกณฑ์ที่ตนกำหนดขึ้น การตรวจสอบคุณภาพจากภายนอก (External Quality Audit) เป็นการตรวจสอบคุณภาพโดยหน่วยงาน/กลุ่มภายนอก ตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น เช่น สมศ. เป็นต้น การรับรองคุณภาพ (Quality Accreditation) หมายถึง การรับรองหรือไม่รับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งบางครั้งเป็นมาตรฐานทางกายภาพ เช่น พื้นที่ จำนวนอุปกรณ์ ฯลฯ การประเมินคุณภาพ (Quality Assessment) เป็นการหาข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับคุณภาพของผลผลิต/บริการของหน่วยงานตามเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับในประเทศอังกฤษและ สก๊อตแลนด์ หมายถึง การทบทวนและตัดสินผลโดยหน่วยงาน/กลุ่มภายนอก โดยเน้นเฉพาะด้านการเรียนการสอนเท่านั้น

ดังนั้น การประกันคุณภาพการศึกษา จึงหมายถึง การควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบคุณภาพภายใน และจากภายนอก แล้วตัดสินตามเกณฑ์ สำหรับระบบประกันคุณภาพนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน ทั้งนี้เป็นเพราะสถานศึกษาส่วนใหญ่ได้เลียนแบบระบบการประกันคุณภาพการศึกษามาจากวงการอุตสาหกรรมเพราะเห็นว่าวงการอุตสาหกรรมทำระบบประกันคุณภาพขึ้นเพื่อต้องการให้ผลผลิตมีคุณภาพที่สุด เช่นเดียวกับเจตนารมย์ของสถานศึกษาซึ่งต้องการให้ผลผลิตของตนเองหรือตัวนักเรียนมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดและตรงความต้องการของสังคมโดยระบบการประกันคุณภาพยังได้แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบด้วยกันคือ 1.) ระบบประกันคุณภาพภายนอกเป็นการตรวจสอบจากกลุ่มผู้มีความรู้ความสามารถหรือเกี่ยวข้องกับการใช้งานนักเรียน การตรวจสอบจากภายนอก มักจะใช้การเยี่ยมชมเพื่อหาข้อมูลมาตัดสินใจตามเกณฑ์ภายนอกที่กำหนดโดยอาจจะเป็นทั้งเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาปฐมวัย และขั้นพื้นฐาน รวมทั้งมาตรฐานอื่นๆตามที่โรงเรียนมีความต้องการที่จะให้เข้ามาประเมินเพื่อผลของการจัดการศึกษาสถานศึกษาที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นและชื่อเสียงของสถานศึกษาที่ตามมาภายหลัง 2.) ระบบการประกันคุณภาพภายในเป็นการควบคุมและตรวจสอบโดยตัวเอง เพื่อให้รู้จุดบกพร่อง เพื่อการแก้ไขปรับปรุงกับเสริมจุดแข็งให้แข็งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ระบบการประกันคุณภาพภายในยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับนำไปสู่ผลของการประเมินภายนอกทั้งในรูปแบบของการรอรับการประเมินและการเข้าร่วมการแข่งขันในมาตรฐานรางวัลต่างๆ

เมื่อกล่าวถึงยุทธศาสตร์สำหรับการประกันคุณภาพนั้นในแต่ละสถานศึกษามีรูปแบบที่ไม่เหมือนกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของสถานศึกษานั้นๆเช่น สถานศึกษาที่มีงบประมาณและทรัพยากรไม่มากนักก็จะทำระบบการประกันคุณภาพที่เน้นการจัดการเพื่อการรับรองมาตรฐานการศึกษาของ สมศ.อย่างเดียว ส่วนสถานศึกษาที่มีงบประมาณหรือทรัพยากรมากจะไม่คำนึงแค่การรอรับการประเมินอย่างเดียวแต่อาจจะต้องการรางวัลคุณภาพอื่นๆตามมาเช่น โรงเรียนรางวัลพระราชทาน รางวัลมาตรฐาน ISO รางวัลมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของประเทศไทยหรือ TQA

อย่างไรก็ตามเมื่อมองถึงโรงเรียนรางวัลพระราชทาน รางวัลมาตรฐาน ISO รางวัลมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของประเทศไทยหรือ TQA ทำให้พบว่าสถานศึกษาจะต้องเพิ่มตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับรางวัลดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวทำให้การดำเนินการต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรบุคคลอีกมากมายมหาศาลทำให้ผู้จัดทำระบบต้องวางแผนยุทธศาสตร์หรือแผนกลยุทธ์ซ้อนขึ้นอีกชั้นหนึ่งเพื่อรองรับหลักการที่ว่า "บริหารเพื่อบริหารงบประมาณและทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่อย่างจำกัด" เพราะฉะนั้นการทำรางวัลมาตรฐานคุณภาพรายการต่างๆนั้นต้องมียุทธศาสตร์รองรับอีกชั้นหนึ่งนั่นเอง

จากเนื้อหาที่กล่าวถึงระบบประกันคุณภาพ มองได้ว่าในปัจจุบันสถานศึกษาไม่ควรมองข้ามทั้งยุทธศาสตร์รองรับและยุทธศาสตร์ซ้อนยุทธศาสตร์เพราะเป็นกลไกสำคัญที่จะนำสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ

อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการจัดทำระบบประกันคุณภาพภายในขึ้นตั้งแต่ปี 2548 (เป็นปีแรกของการเข้ารับการประเมินจากองค์กรมหาชน) ก็ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องในการทำระบบประกันคุณภาพของสถานศึกษาต่างๆสองประการด้วยกันคือ

ประการแรก การจัดทำแผนเพื่อพัฒนาสถานศึกษาหรือ ธรรมนูญโรงเรียนเพื่อตอบสนองต่อมาตรฐานของสำนักงานรับรอง มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา และนโยบายของโรงเรียนนั้น ทำให้เกิดข้อบกพร่องในการบริหารงานของสถานศึกษาเอง เพราะกระบวนการในการบริหารสถานศึกษาโดยใช้มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเป็นตัวชี้วัดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้นั้นกลับกลายเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น เพราะขั้นตอนในการบริหารคุณภาพสถานศึกษาโดยใช้มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษานั้นมีความซับซ้อนมากจนเกินไปรวมทั้งเป็นการโยนภาระทางการบริหารในด้านการประกันคุณภาพทางการศึกษาให้แก่สถานศึกษาโดยไม่คำนึงถึงสภาพความพร้อมในด้าน องค์ความรู้การจัดการระบบประกันคุณภาพภายในโดยอาศัยหลักการและวิธีการบริหารการจัดการคุณภาพ(Quality management) ขาดการวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ ขาดการวิเคราะห์โครงการอย่างมีหลักการ ส่งผลให้ การบริหารมาตรฐานการศึกษาเป็นไปอย่างขาดทิศทาง ทำให้เกิดโครงการต่างๆตามมามากมายอย่างไร้เหตุผล ในที่สุดงบประมาณของสถานศึกษาจะบานปลายตามจำนวนของโครงการที่เกิดขึ้น การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนที่ไร้ทิศทางอย่างชัดเจน

เมื่อมีการจัดทำโครงการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การกำกับดูแลการดำเนินงานของโครงการไม่ทั่วถึง ทำให้โครงการมีความบกพร่องและขาดประสิทธิภาพ ไร้ทิศทาง การดำเนินงานตามโครงการของฝ่ายที่รับผิดชอบมีสภาพ "ต่างคนต่างทำ" ทุกฝ่ายมุ่งหวังที่จะให้บรรลุผลตามมาตรฐานตามแต่ละมาตรฐานเท่านั้น

ทั้งนี้เพราะมาตรฐานในแต่ละมาตรฐานจะมีฝ่ายที่รับผิดชอบหลายฝ่ายด้วยกัน ทิศทางหรือรูปแบบของมาตรฐานคุณภาพการศึกษาจึงไม่สามารถกำหนดหรือบ่งชี้ได้ว่าฝ่ายไหนรับผิดชอบมาตรฐานในแต่ละมาตรฐานโดยตรง ฉะนั้นโครงการที่จะส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายของคุณภาพการศึกษาจึงเป็นไปอย่างไม่มีทิศทางและไม่มีประสิทธิภาพในที่สุด

ประการที่สอง จากการดำเนินการประกันคุณภาพภายในพบว่า ผู้ที่รับผิดชอบโครงการไม่มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน เครื่องมือที่นำมาใช้ในการประเมินผลโครงการจึงมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ มีข้อบกพร่องมาก ทำให้การจัดทำโครงการมีสภาพไร้ทิศทาง ผลสัมฤทธิ์อันเกิดจากการประเมินโครงการมีความคลาดเคลื่อนมาก ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นข้อมูลที่มีสภาพ "ไม่จริง" ส่งผลให้มีการดำเนินโครงการซ้ำๆทุกปีๆโดยไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์

ดังนั้นระบบ TQA จึงเป็นยุทธศาสตร์รองรับยุทธศาสตร์หนึ่งที่สถานศึกษาควรนำมาแก้ไขสภาพปัญหาดังกล่าวผ่านการใช้ยุทธศาสตร์ซ้อนยุทธศาสตร์อีกชั้นหนึ่งคือ ระบบ HROD อย่างไรก็ตามก่อนที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ HROD จำเป็นต้องเข้าใจที่มีที่ไปของระบบ TQA ก่อน

TQA เป็นระบบที่ต่อยอดมาจากระบบการตรวจสอบเพื่อรางวัลมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของอเมริกาเพื่อดำเนินการต่อสู่กับระบบรางวัลมาตรฐานคุณภาพของญี่ปุ่นโดยใช้ชื่อว่า Demming Prize ซึ่งเป็นรางวัลที่มาจากการให้เกียรติบิดาของระบบคุณภาพ ดร.เดมมิ่ง เจ้าของแนวคิด PDCA อันลือลั่น สำหรับมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของอเมริกาหรือ Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) นั้นเป็นการให้รางวัลกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของอเมริกาหรือ MBNQA ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ให้รางวัลคือประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา จากรางวัลมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของอเมริกาได้มีการนำไปเลียนแบบเป็นมาตรฐานประจำชาติอื่นๆอีกมามายเช่น มาตรฐานรางวัลแห่งชาติยุโรปหรือ European Quality Award (EQA) ญี่ปุ่น JapanQuality Award (JQA) สิงคโปร์ Singapore Quality Award (SQA) ส่วนไทยคือ Thailand Quality Award (TQA) เพราะฉะนั้นระบบ MBNQA ในอเมริกาคือ ระบบ TQA ในไทยนี่เอง

สำหรับประเทศไทยถึงแม้จะเริ่มมีรางวัลดังกล่าวช้ากว่าประเทศอื่น แต่ความสำคัญของการมีรางวัลคุณภาพแห่งชาตินี้จะให้เห็นได้จากการที่รัฐบาลของไทยในสมัยนั้น(5 กันยายน 2539 : ยุคนาย บรรหาร ศิลปอาชา ) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ผลักดันให้รางวัลนี้เป็นหนึ่งในแผนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 จุดมุ่งหมายสูงสุดคือเพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริหารได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของกรอบการบริหารจัดการที่เรียกได้ว่าเป็น "World Class"

ระบบ TQA นั้นมีรูปแบบการประเมินไว้ 7 คือ 1. การนำองค์กร( Leadership) 2. การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ( Strategic Planning)ที่ 3. การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด ( Customer & Market Focus) 4. การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้( Measuring,Analysis,Knowledge,Management) 5. การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล (Human Resource Focus) 6. การจัดการกระบวนการ (Process Management) 7. ผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Business Results) ทั้ง 7 มิตินี้จะพบว่าเป็นที่มาของ High performance 4 ด้านหลักๆก็คือ ด้าน Strategy, People , process, และ Technology

จากแนวคิดและหลักการของระบบ TQA ที่ได้ระบุไว้คือ กลยุทธ์ ระบบ กระบวนการและแนวทางในการปฏิบัติเป็นเหตุให้ไปสู่รางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศไทยหรือ TQA และเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะเชิงพุทธศาสตร์ กล่าวได้ว่า TQA เป็น หนึ่งในหลักการโยนิโสมนสิการ แต่ไม่ใช่ต้นเหตุแห่งการดับทุกข์เพราะ TQA คือปลายทางแห่งการดับทุกข์นั่นคือ มรรค TQA จึงไม่ใช่ระบบการบริหารแต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบการบริหารซึ่งเป็นรูปแบบการประเมินอย่างหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อกล่าวว่า TQA เป็นยุทธศาสตร์รองรับของสถานศึกษา ยุทธศาสตร์ซ้อนยุทธศาสตร์จึงต้องเป็นระบบการบริหารจัดการที่จะต้องเข้ามาตอบสนองยุทธศาสตร์รองรับเพื่อให้เกิดคุณภาพมากที่สุดนั่นเอง

HROD หรือ Human Resource Organizetion Development จึงเป็นระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่เน้นการพัฒนาองค์กรหรือมีที่มาจาก HRM หรือ Human Resource Management ซึ่งเป็นระบบที่อยู่บนหลักการว่า " การพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพได้นั้นองค์กรจะต้องเริ่มจากการพัฒนาบุคลากร" เพราะฉะนั้นการทำระบบ HROD จึงเป็นยุทธศาสตร์ซ้อนยุทธศาสตร์เพื่อส่งผลให้ยุทธศาสตร์รองรับ คือระบบรางวัลมาตรฐานคุณภาพของประเทศไทยหรือ TQA สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

สำหรับ HROD นั้นเป็นการมุ่งเน้นเพื่อพัฒนาปัจจัยทั้ง 5 ด้านด้วยกันคือ(ปิยวัฒน์ แก้วกัณฑรัตน์,2550)

ปัจจัยทางด้านความรู้(Knowledge) ของบุคลากร

ปัจจัยทางด้านทักษะ(Skill)

ปัจจัยทางด้านทัศนคติ(Attitude)

ปัจจัยด้านเวลา(Time)

ปัจจัยด้านความพยายามในการทำงานของบุคลากร

โดยสรุปจึงเกิดสมการดังต่อไปนี้คือ (ความรู้+ทักษะ+ทัศนคติ+เวลา)*ความพยายาม

จากสมการดังกล่าวพบว่า การที่คนๆหนึ่งจะปฏิบัติงานได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์นั้นเขาจะต้องใช้ความรู้ที่มีอยู่บวกกับทักษะความชำนาญซึ่งเกิดจากการฝึกฝนบวกกับทัศนคติที่มองงานที่ทำและผู้คนที่ร่วมงานด้วย รวมกับเวลาที่เขามอบให้กับองค์กรซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้วในระดับที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องของความพยายามสามารถขึ้นลงกันได้ตามแต่เจ้าของพยายามจะทุ่มเทให้ ซึ่งแน่นอนว่าหากเจ้าของความพยายามไม่ทุ่มเทเลย ปริมาณของความพยายามก็จะเท่ากับศูนย์ซึ่งจะส่งผลให้สมการข้างต้นหรือผลการปฏิบัติเท่ากับศูนย์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะเห็นว่าหากเราทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสำเร็จในการปฏิบัติงานและรูปแบบความสัมพันธ์ของปัจจัยดังกล่าวที่มีต่อกัน เราก็จะสามารถตรวจจับและคำนวนออกมาได้ว่าเราจะต้องพัฒนาตัวแปรต่างๆได้อย่างไร นั่นคือ ความสมดุลของ HROD นั่นเอง

นอกจากนั้น Competency หรือ รูปแบบสมรรถนะของบุคคลที่มีต่อองค์กรถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันเพราะ Competency คือปัจจัยหลักที่จะส่งผลให้ระบบ HROD มุ่งต่อไปข้างหน้าได้อย่างทันท่วงที(ปิยวัฒน์ แก้วกัณฑรัตน์,2550) ดังผลการวิจัยของ ศาสตราจารย์ เดวิด แมคคลีแลน ที่กล่าวว่าพฤติกรรมแห่งความสำเร็จถูกขับเคลื่อนโดยคุณลักษณะภายในของบุคคลนั้นๆหรือ Competency นั่นเอง อย่างไรก็ตามหลังจากมีนักวิชาการที่ศึกษาเรื่อง Performant Management พบว่า คนเราจะมีแค่ Competencyที่ดี อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีก 11 ด้านด้วยกันคือ

เครื่องมืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ

ความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร

ขนาดของพื้นที่ทำงาน

ความท้าทายในงาน

อิสระในการกำหนดวิธีการทำงาน

การสอนงานและคำแนะนำจากผู้บังคับบัญชา

การสนับสนุนจากผู้บริหาร

การได้รับความนับถือ

ด้านสุขภาพ

ด้านจิตใจที่พร้อมตลอดเวลา

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นทำให้พบว่า ยุทธศาสตร์ซ้อนซึ่งก็คือ ระบบ HROD อาจจะดูซับซ้อนแต่เมื่อวิเคราะห์ในภาพรวมพบว่ามีประสิทธิภาพตอบสนองเจตนารมย์ของการพัฒนาองค์กรผ่านระบบ HROD มากที่สุด ผลสุดท้ายระบบประกันคุณภาพก็จะมีประสิทธิภาพเพราะมียุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนใครแต่สามารถตอบสนองรางวัลคุณภาพต่างๆได้ตามความต้องการเพราะเป็นการพัฒนาทั้งระบบโดยไม่ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเมื่อต้องเริ่มเตรียมตัวเพื่อรอรับการประเมินจากหน่วยงานต้นสังกัด

บรรณานุกรม

รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) ,สำนักงาน (2550.) มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การพิจารณา ปกสีแดง กรุงเทพมหานคร สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์กรมหาชน)

ปิยวัฒน์ แก้วกัณฑรัตน์(2550) สมการทุนมนุษย์ สู่กลยุทธ์การจัดการทรัพยากรบุคคล คอลัมภ์ Himan Capital หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

………………………………..(2550) คำตอบสุดท้ายมิใช่แค่เรื่อง Competency คอลัมภ์ Himan Capital หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ทฤษฎีการพัฒนาสังคม



ความเห็น (0)