ทฤษฎีและบทบาทของทฤษฎี

"ทฤษฎีและบทบาทของทฤษฎี"

ในโลกแห่งการเเสวงหาความจริง นักวิทยาศาสตร์และหรือนักวิเคราะห์ทฤษฎีทั้งหลายต่างตั้งคำถามที่มีอยู่ว่า เมื่อไหร่ความเป็นจริงจะปรากฏออกมาในโลกนี้ให้เห็นสักที ข้อมูลที่ได้มาจากการทดลองการวิจัยนั้นเป็นความจริงหรือไม่และสามาระนำไปเสนอแนะเป็นความรู้ เป็นจริง และสามารถนำไปพัฒนาปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่รวมทั้งสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาให้สังคมเกิดปรากฏการณ์ความทันสมัยอย่างเเท้จริงเสียทีและนำไปสู่การสร้างกฎแห่งการอยู่ร่วมกันระหว่าง คน ธรรมชาติ และสิ่งเเวดล้อมอันจะทำให้สังคมนี้เป็นสังคมแห่งความยั่งยืนในที่สุด

เป็นที่ยอมรับกันในระดับหนึ่งว่า "ทฤษฎี" เป็นเครื่องมือสำหรับการนำมาทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติและไปมีผลกระทบต่อสังคมและสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์และรวมทั้งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของมนุษย์เอง แต่ถึงยกระนั้นทฤษฎีที่มนุษย์ได้มาจากการทดลองซ้ำๆกันหลายครั้งจนเป็นที่แน่ใจและยอมรับในชระดับหนึ่งว่าสามารถนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ในสังคมรวมทั้งเป็นเครื่องมือในการชี้นำความเป็นไปของกิจกรรมทางสังคมหลายๆกิจกรรมเช่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นต้น ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่งว่า ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่างๆนั้นย่อมจะขึ้นอยู่กับการนำเอาทฤษฎีมาใช้รวมทั้งสามารถทนต่อความต้องการพิสูจน์หรือไม่ ทฤษฎีที่ไม่ทนทานต่อการพิสูจน์ก็ตกไปและทฤษฎีใหม่ก็จะเข้ามาเเทนที่ทฤษฎีเดิม(เฉียบ ไทยยิ่ง,2545:31-33) ด้วยเหตุผลดังกล่าวการดำเนินกิจกรรมทางด้านศาสตร์ต่างๆจึงต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องของทฤษฎีอยู่เสมอ

ความหมายของทฤษฎี

ทฤษฎีคืออะไรในทางความหมายนั้น เราจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับคำนิยามและนำไปสู่การทำความเข้าใจกับทฤษฎีให้มากเพื่อที่จะเป็นกุญเเจสำคัญในการทำความเข้าใจกับทฤษฎีอื่นที่สนใจหรือเกี่ยวข้องกับการนำทฤษฎีนั้นๆไปใช้ สำหรับความหมายของทฤษฎีมีผู้รู้หลายท่านได้ให้คำนิยามไว้ดังนี้

แฮมเพล(สุชาติ ประสิทธิรัฐสินธุ์,2540:4) ให้ความหมายของคำว่า ทฤษฎี ว่าหมายถึง คำอธิบายเชิงศาสตร์ที่เเสดงเหตุผลที่เกิดขึ้นของปรากฏการณ์

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์(2529:8) ได้ให้ความหมายของทฤษฎีว่า หมายถึง ข้อเสนอที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทฤษฎีจะเเตกต่างจากการสังเกตการณ์เพราะการสังเกตการณ์เป็นการมุ่งเสนอเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามลำดับมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องนั้นอย่างไรบ้าง โดยทฤษฎีมีองค์ประกอบ 2 องค์ประกอบด้วยกันคือ 1) คำนิยามและสมมติฐาน 2) คำทำนาย องค์ประกอบทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างเเน้นเเฟ้นเพราะเมื่อผ่านกระบวนการนิยามและวิเคราะห์ตามสมมติฐานเเล้วกระบวนการขั้นตอนต่อไปคือการสรุปที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและคำทำนายมีลักษณะที่เป็นประโยชน์และเงื่อนไขเสมอ

สถิต นิยมญาติ(2527:38) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ทฤษฎี หมายถึง ข้อเสนอชุดหนึ่งที่ประกอบไปด้วยข้อสรุปซึ่งมีลักษณะคล้ายกฏมีความเชื่อมดยงกันอย่างมีระบบและสามารถพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์

กล่าวโดยสรุปทฤษฎี (theory) คือ สมมติฐานที่ได้รับการตรวจสอบและทดลองหลายครั้งหลายหนจนสามารถอธิบายข้อเท็จจริงสามารถคาดคะเนทำนายเหตุการณ์ทั่วๆไป ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นอย่างถูกต้อง และมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป จึงเป็นผลให้สมมติฐานกลายเป็นทฤษฎี เช่น ทฤษฎีฟิสิกส์ธรรมชาติ ทฤษฏีวิวัฒนาการเป็นต้น หรือ คือกลุ่มความสัมพันธ์ของแนวคิดคำนิยาม และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้อธิบายลักษณะของปรากฏการณ์หนึ่ง และชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายหรือคาดเดาปรากฏการณ์นั้น

"การกำเนิดของทฤษฎี"

คำว่า ทฤษฎีมักจะมีการนำมาเปรียบเทียบกับคำว่าแนวคิดและมโนทัศน์อยู่เสมอทั้งนี้ความเเตกต่างจะอยู่ที่ความน่าเชื่อถือหลังจากมีการนำแนวคิดและทฤษฎีมาทำซ้ำอยู่เสมอ โดยเเนวคิดและทฤษฎีเป็นหลักคิดและความเชื่อที่อยู่บนพื้นฐานว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีสภาพเป็นอย่างไรหลังจากเกิดการทดลองทั้งในทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์โดยในส่วนของเเนวคิดจะเป็นบ่อเกิดของทฤษฎีเสมอยกตัวอย่างเช่น ความเชื่อที่ว่า มนุษย์มักอพยพจากที่สูงเสมอหรือเเม้กระทั่งแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของไอสไตน์ที่เชื่อว่าหลังม่านของพลังงานเเรงนั้นน่าจะมีพลังงานลี้ลับขับเคลื่อนมันอยู่เสมอ สำหรับในส่วนของมโนทัศน์นั้นหมายถึงคำสองคำคือ แนวคิดและทฤษฎีนั่นเอง อย่างไรก็ตามทั้งเเนวคิดและทฤษฎีเมื่อนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ในจำนวนที่บ่อยขึ้นจะเกิดข้อมูลใหม่มาสนับสนุนข้อมูลเก่าอยู่ตลอดเวลาสุดท้ายผู้คิดจะได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนเพียงพอกลายเป็นหลักอนิจจังในพุทธธรรมในที่สุดอันเกิดจากการก่อตัวจากความไม่รู้ ความสงสัย การตั้งสมมติฐาน การทดลองและนำมาซึ่งทฤษฎีและที่สุดมีการท้าทายความน่าสงสัยต่อตัวทฤษฎีเอง เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนอาจจะเกิดกฏหรือทฤษฎีดังกล่าวอาจจะตกไปเพราะมีทฤษฎีใหม่เข้ามาเเทนที่เมื่อสามารถอธิบายได้ดีกว่าหรือสำคัญกว่านั่นเองจากหัวข้อการกำเนิดทฤษฎีสามารถอธิบายได้ดังแผนภาพดังนี้(ชุดวิชาการวิจัยชุมชน,2545:18)



จากแผนภาพสามารถอธิบายได้ว่า โลกของเรานี้เเบ่งเป็นสองด้านเสมอนั่นคือ ด้านซ้ายมือจะเป็นด้านของโลกแห่งความเป็นจริงส่วนด้านขวาจะเป็นโลกแห่งความคิดเชื่อ ซึ่งมนุษย์นับตั้งเเต่กำเนินดมานั้นจะมีพื้่่นฐานเเห่งภาระการคิดเชื่อเสมอนำไปสู่ภาระแห่งการคิดเชิงสับสนในยุคสมัยที่มนุษย์เริ่มมีความเชื่อความศรัทธาในหลักการและเหตุผลเริ่มมีภาษาของตนเองใช้(ภาษาเขียน)โดยบุคคลจะมีความคิดเชื่อเกี่ยวกับสภาพเเวดล้อมของตนเองเรื่อยไปจนถึงสภาพความเป็นอยู่ และสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเช่นความคิดเชื่อในเรื่องของสัตว์บางชนิดที่กินเนื้อและสัตว์บางชนิดไม่กินเนื้อทั้งนี้เป็นความคิดเชื่ออันเกิดจากความรู้พื้นฐาน จากขั้นตอนต่อไปคือคือการตั้งสมมติฐานถึงความเชื่อเหล่านั้นเช่น รู้ว่าสัตว์บางชนิดที่กินเนื้อเป็นอาหารจะดุร้าย ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เป็นความคิดที่ก้าวหน้านำไปสู่การปรับสภาพของตนเองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนต่อไปคือการมีทฤษฎี โดยขั้นตอนนี้เป็นการนำเอาความคิดเชื่อไปทดสอบสมมติฐานเเละนำไปสู่ทฤษฎีนั่นคือทราบเเล้วว่าสัตว์กินเนื้อทุกประเภทดุร้าย ขั้นตอนต่อไปคือการให้ความคิดเห็นว่า สัตว์กินเนื้อทุกประเภทดุร้ายเเน่นอนจึงถือเป็นทฤษฎีของตนเองภาวะนี้คือภาวะสัจจธรรม แต่ขั้นตอนสุดท้ายคือ ขั้นตอนเกิดความสงสัยในความเชื่อเดิม กล่าวคือ มนุษย์อาจจะไปเจอสัตว์กินเนื้อบางประเภทที่ไม่ดุร้ายเช่นนกบางชนิดเป็นต้น ทฤษฎีนี้จึงตกไป สำหรับการตกไปของทฤษฎีนั้นอาจจะเกิดจากการศึกษาของผู้ศึกษาเองที่ละเลยข้อมูลที่เป็นผลกระทบต่อกลุ่มตัวอย่างหรือระยะเวลาที่สัตว์บางประเภทอาจจะมีวิวัฒนาการก็เป็นไปได้ จากแผนภาพดังกล่าวผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ในเรื่องของทฤษฎีอาจจะนำไปสรา้งเป็นทฤษฎีของตนเองและหรือสามารภนำเอาปรากฏการณ์ที่ตนเองเจอไปทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เป็นปัญหาในสังคมโดยทฤษฎีเดิมไม่สามารถอธิบายได้มากนักเช่น กรณีการกระโดดตึกฆ่าตัวตายที่สภาพร่างกายขณะที่ตกลงมานั้นผิดหลักทฤษฎีเป็นต้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ทฤษฎีการพัฒนาสังคม



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

โดดตึก..ตัวตาย...ผิด ทฤษฎี..ตรงไหน...(เอ่ย)...

เขียนเมื่อ 

555 พอดีได้รับฟังปัญหาของการขอรื้อฟื้นคดีฆ่าตัวตายโดยการกระโดดตึก(สำนวนคดีว่าอย่างงั้น)แต่ทางเจ้าทุกข์ระบุว่าการตายผิดธรรมชาติ(ของทฤษฎีทางฟิสิกส์)กล่าวคือลงมาผิดท่าและไกลเกินไปจากแนวตึก และทางเจ้าทุกข์รวมทั้งนักวิชาการชี้ว่าการกระโดด(หรือตกลงมา)ผิดหลักทฤษฎีและน่าจะเกิดจากการโดนฆาตกรรมมากกว่าเพราะเเนวของการที่ตกลงมาใกลเกินไปที่คนๆนึงจะร่วงลงมาเอง ทฤษฎีที่เกิดจากการสรุปสำนวนของทางตำรวจอาจจะผิดและอาจจะละเลยปัจจัยบางประการครับซึ่งถือเป็นหลักการนำเอาทฤษฎีมาใช้.......การโดดตึกฆ่าตัวตาย(หรือไม่)เป็นอีกเรื่องนึงเเต่การนำเอาทฤษฎีมาใช้อาจจะผิดหรือโดนละเลยครับ