GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ประสบการณ์ทางวิญญาณแห่งศิษย์พุทธะ ตอนที่12ครั้งหนึ่งในชีวิตที่มีโอกาสสัมผัสกับหลวงปู่

เมื่อท่านคลานพ้นมาจากช่องหนามเกี่ยวไก่องค์สุดท้ายแล้ว ก็กล่าวว่า "แหม ต้องขอบใจผู้ที่คลานมาทีแรกๆ ที่ช่วยขยายช่องนี้ให้ใหญ่ขึ้น ทำให้ข้าคลานตามทีหลังได้อย่างสบาย โดยไม่ต้องโดนหนามเกี่ยว พวกที่คลานนำคงจะโดนกันทั่วหน้าแล้วซินะ นี่แหละหนามเกี่ยวพระหละ จะพักเพื่อเลียแผลก่อนไหม ประเดี๋ยว จะได้ไต่ลงกู้ฝาบาตรของท่านรองหัวหน้าอีก"

"แซว,แซว" เสียงพระไพศาลดังขึ้นพร้อมกับหัวเราะ พระผู้นำทั้งสองรูปสั่งให้พวกเราหยุดพักก่อน หลวงปู่ได้ถามว่า "มียาใส่แผลสดไหมหละ" พระดำรงตอบว่า "มีครับ" อ้าวงั้นก็ใส่เสียซ ิขืนปล่อยเอาไว้ประเดี๋ยวจะติดเชื้อนะ เพราะช่องที่ท่านพาเราคลานลอดมาเมื่อครู่นี้ มันเป็นช่องลอดของพวกสัตว์ป่าใช้เดินลอด มันอาจจะพาเอาเชื้อโรคมาติดตามเถาพงหนามที่มันเดินผ่านก็ได้ รีบล้างแผล แล้วใส่ยาเสียเถิด ประเดี๋ยวจะกลับกลายเป็นหมูป่าหมาป่าไปผมจะลำบาก อีกเดี๋ยวผมจะไปรอที่ต้นเขาก็แล้วกัน จะได้ช่วยหาฝาบาตรให้ด้วย"

ว่าแล้วท่านก็สะพายบาตรแบกกลด แล้วก็วิ่งหรือปลิวลงไป เกาะตามโคนไม้ต้นโน้นต้นนี้สลับสับกันไปมา ดูประหนึ่งดังท่านลอยไปตามโคนต้นไม้ที่ขึ้นตามไหล่เขาก็ไม่ปาน ครู่ต่อมาท่านก็หายไปจากสายตา แล้วก็มีเสียงตะโกนบอกมาว่า "เจอแล้วเจอฝาบาตรแล้วโว้ย"

พวกเราก็พากันค่อยๆ ไต่ลงไปตามที่ลาดชันของลูกเขา เพราะเขาลูกนี้มันสูงชันมากแค่ค่อยๆ ไต่ก็ยากที่จะทรงตัวอยู่ได้แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่า หลวงปู่ท่านวิ่งลงไปจากยอดเขาได้อย่างไร เขาลูกนี้ แถมยังเป็นเขาหินกรวด บางช่วงก็ยังลื่นไหลจนทำให้พระเณรถลากลิ้งลงไปเกาะติดตามโคนต้นไม้เป็นช่วงๆ ดูช่างเป็นภาพที่น่าอนาถเสียจริงๆ พอลงมาถึงตีนเขาได้ทุกคนก็มองหาหลวงปู่ แต่ไม่เห็นท่านอยู่แถวนั้น ต่างก็พากันเดินหา ครู่ใหญ่ท่านก็ร้องบอกมาจากโคนต้นตะแบกใหญ่ว่า "อยู่นี้โว้ย จ้ะ" วันนี้อาตมาขอหยุดพักก่อนก็แล้วกัน พอดีตรงนี้มีแอ่งน้ำซับพอดี คงพอจะแบ่งกันใช้ดื่มและเช็ดตัวได้สบาย หรือว่าไงหละท่านหัวหน้าที่รัก" หลวงปู่กล่าวสัพยอกถามขึ้น

พระดำรงจึงกล่าวรับว่าเห็นดีด้วย พวกเราจึงได้พากันพักอยู่ที่แหล่งน้ำตีนเขานั่นเองตอนกลางคืนหลังจากทำวัตรสวดมนต์เย็นเสร็จ หลวงปู่ท่านชี้ให้พวกเราเห็นโทษของความทรนงเย่อหยิ่งลำพอง จองหอง อวดดี ว่าเป็นเหตุทำสัตว์ให้เห็นแก่ตัว จิตใจคับแคบและกระด้าง ขาดปัญญา รวมทั้งต้องรับความทุกข์ยากลำบากในที่สุด ท่านเปรียบถึงคนประเภทนี้ว่า เหมือนภูเขาที่สูงขึ้น มีแต่หิน แต่กรวด ไม่มีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ประโยชน์ มีแต่ต้นไม้เล็กที่เป็นไม้หนาม และไม่สามารถจะเป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ ทั้งยังไม่เป็นที่ปรารถนาของใครอีกด้วย

แล้วท่านก็ยกประโยชน์ของสัตว์ ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนว่า เป็นผู้ละเอียดอ่อนจิตใจเมตตา มีความเอื้ออาทร ไม่เห็นแก่ตัว เป็นที่ต้องการของครูอาจารย์ที่มีสรรพวิทยาทั้งหลาย เป็นบุคคลที่ควรจะรับการถ่ายทอดวิชาการ จนกลายเป็นคนมากไปด้วยปัญญา พาตนให้เป็นที่ต้องการของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะอาจให้สาระประโยชน์แก่สรรพสัตว์ได้มากมาย มหาศาล เปรียบเหมือนดังแอ่งน้ำตีนเขา ที่เป็นประโยชน์และต้องการของสรรพสัตว์ ทั้งที่มาจากที่ไกลที่ใกล้พากันมาให้ความสำคัญดังที่เป็นอยู่ในเวลานี้

คืนนั้นพวกเราพากันปักกลดพัก ไม่ไกลจากแหล่งน้ำมากนัก แต่ก็ไม่ใกล้จนเกินไป หลวงปู่ท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพักอยู่ใกล้แอ่งน้ำมากนักก็จะทำให้สัตว์ป่าไม่กล้ามากินน้ำ ทั้งยังอาจเป็นอันตรายจากสัตว์ร้ายได้ด้วย รุ่งเช้าพวกเราตื่นสายเช่นเคย เพราะตื่นขึ้นมาก็เห็นหลวงปู่เก็บกลดและเครื่องบริขารต่างๆ เรียบร้อย พร้อมที่จะออกเดินทางต่อ เณรกบถามท่านว่าหลวงปู่ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่านบอกว่าตื่นตั้งแต่ไก่ป่าตัวแรกมันขันแล้ว พร้อมกับพูดเสียงดังว่า "ไม่ได้เราเป็นลูกน้องเขา ต้องทำอะไรให้รวดเร็ว ประเดี๋ยวลูกพี่เขาจะคอยเสียเวลา"

พวกเรารีบทำภารกิจส่วนตัวและเก็บบริขารเพื่อรอฟังคำสั่งของพระหัวหน้าทั้ง 2 รูปต่อมาพระดำรงก็พูดขึ้นว่า "เราจะออกเดินไปทางไหนดี" ทุกคนพากันส่ายหน้ายกเว้นหลวงปู่ท่านยืนเฉย พระดำรงกับพระไพศาลหันมามองท่านเป็นเชิงขอคำแนะนำ

หลวงปู่ท่านพูดว่า "อาตมาไม่รู้หรอกจ้ะ สุดแท้แต่หัวหน้าจะนำก็แล้วกัน เห็นว่าศึกษาสอบถามหนทางจากชาวบ้านมาแล้วเป็นอย่างดี กระผมมิบังอาจออกความเห็น (ดูเหมือนท่านกำลังลองใจ ให้พระทั้งสองรูปได้รู้ว่า ถ้าคิดจะรู้อะไรต้องรู้ให้จริง มิใช่รู้แค่คำบอกเล่า แล้วนำเอามาเป็นความรู้ของตน) ท่านหัวหน้าทั้งสองจะนำไปขึ้นเขาลงห้วยผมก็เอาด้วยทั้งนั้น" เป็นอันว่า งานนี้คงต้องเดินสำรวจป่าอีกแล้ว พระไพศาลก็พูดขึ้นว่า "หลวงปู่ท่านไว้วางใจให้เราเป็นหัวหน้า เราก็ต้องแสดงความสามารถหน่อย" ว่าแล้วพระไพศาลก็ร้องว่าทุกคนโปรดตามข้าพเจ้ามา หัวหน้าทั้งสองพาพวกเราบุกป่าฝ่าดงหนาม ขึ้นเขาลงห้วย บางครั้งถึงกับไปติดหลงอยู่ในหุบเขา ไม่เห็นทิศทางที่ จะต้องไป พระดำรงได้ใช้ให้ข้าพเจ้าและเพื่อนเณรปีนขึ้นต้นไม้เพื่อดูทิศทางของพระอาทิตย์ว่า อยู่ทางไหน เมื่อขึ้นต้นไม้ดูทิศแล้วยังมองไม่เห็นทางพระหัวหน้าทั้งสองก็ได้สั่งให้พวกเราแยกออกเป็นสองสาย เพื่อจะเดินหาทางออกจากหุบเขาเพราะแสงตะวันเริ่มจะน้อยลงทุกที ข้าพเจ้าสังเกตเห็นหลวงปู่ท่าน อมยิ้มอยู่ตลอดเวลา

เมื่อพระหัวหน้าบอกให้พวกเราแยกกันเดินหาทางออกจากหุบเขา หลวงปู่ท่านก็ทรุดลงนั่งพร้อมกับพูดว่า "โอยไม่ไหวมันปวดหัวเข่า ผมจะนั่งรอพวกท่านอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน ถ้าเจอทางออกแล้ว ก็ให้ส่งเสียงเรียกผม ผมจะตามไป"

เวลาผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง ดูนาฬิกาเกือบจะห้าโมงเย็น อยู่แล้ว ทุกคนเลยมีสีหน้ากังวล กลัวว่าจะหลงอยู่ในหุบเขานี้ น้ำก็ไม่มี ยุงก็มาก งูก็ชุม อากาศก็อับชื้นบรรยากาศรอบข้างดูแล้วไม่น่าไว้วางใจเลย เมื่อเห็นว่าจะมืดแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็พากันตะโกนเรียกกันให้มารวมตัวอยู่ที่เดิม ครั้นมาถึงหลวงปู่ท่านก็ถามยิ้มๆ ว่า "เป็นไงบ้างท่านหัวหน้า เจอทางออกไหม" พวกเราทุกคนทรุดลงนั่ง คุกเข่าก้มลงกราบ พระหัวหน้าทั้งสองได้กล่าวขึ้นว่า "พระอาจารย์ปู่ครับศิษย์ผิดไปแล้ว ศิษย์ไม่มีปัญญาหาทางออกจากหุบเขานี้ไปได้ ขอพระอาจารย์ปู่ได้โปรดเมตตาชี้แนะหนทาง พาเราออกจากหุบเขานี้ด้วยเถิดครับ"

หลวงปู่ท่านกระโดดตัวลอยขึ้นยืนพร้อมกับถือไม้เท้า และก็พูดว่า "อ้าว ไหนพวกมึงบอกกูว่ามึงรู้ทางดีไงหละ แล้วตอนนี้ความรู้ความสามารถที่มึงแสดงออกมาก่อนหน้านี้ มันหายไปไหนหมดหละวะ" แล้วท่านก็สอนว่าทีหลังนะจำไว้ว่า "อย่าอวดดี ถ้ายังไม่มีดีออกอวด หนทางเมือง หนทางทะเล หนทางในป่า มันคนละทาง มันจะเอามาเปรียบเทียบคาดเดากันไม่ได้หรอก กูจะเมตตาเห็นแก่พวกมึงอีกสักครั้ง" ว่าแล้วท่านก็หันหน้าไปทางภูเขา ยกมือพร้อมไม้เท้าขึ้นประนมอยู่ครู่ แล้วท่านก็สั่งว่า "เดินตามกูมา แต่ต้องเดินให้ทันนะ ถ้าอยากออกจากหุบเขานี้"

หลวงปู่พูดแล้วท่านก็เดินนำพวกเราอย่างรวดเร็ว

ทุกวันนี้ ข้าพเจ้ายังคิดไม่ตกว่า หลวงปู่ท่านนำพาพวกเราเดิน วิ่ง ลอย หรือว่าเหาะกันแน่ คุณผู้อ่านทราบไหมว่าความมหัศจรรย์ในโลกนี้มีจริง พวกเราใช้เวลา 2 วันเต็มกับการเดินออกมาจากบ้านชาวมอญ เดินได้ระยะทางคิดว่าน่าจะได้ระยะทางร่วมถึง 50 กิโล แต่หลวงปู่ท่านพาพวกเราเดินออกมาจากหุบเขา เขาคนึง และกลับมาถึงหมู่บ้านมอญที่เดิม ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเศษเท่านั้น

เป็นอันว่าทุกคนเดินกลับมาถึงบ้านชาวบ้านมอญอีกครั้ง ใน เวลายังไม่ทันจะค่ำพอมีเวลาหาที่พักปักกลด หลวงปู่ท่านสั่งให้ปักกลดห่างจากบ้านพอประมาณ จะได้ไม่เป็นการรบกวนพวกเค้ามากนัก เราพักกันอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน ณ ที่นั้นมีลำธารเล็กๆ น้ำใสไหลเย็นสามารถมองเห็นตัวปลาได้เป็นอย่างดี พอพวกเราสรงน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็พากันไปรวมสวดมนต์เย็น กันที่ลานบริเวณกลดของหลวงปู่

รุ่งขึ้นจำได้ว่าเป็นวันที่ 31 ธันวาคมพอดี พระหมีเข้ามา กราบลาหลวงปู่บอกว่าจะกลับวัดที่บางนา กรุงเทพฯ หลวงปู่ท่านก็ยิ้มๆ แล้วก็บอกว่า "ทนลำบากไม่ได้แล้วหละซิ โบราณเค้าสอนให้ออกธุดงค์ก็เพื่อจะฝึกความอดทน ดัดกาย วาจา ใจให้เข้มแข็ง และสามารถควบคุมอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นอกุศลให้ลดน้อยถอยลงไปได้ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นผลที่ได้ นอกจากจะมาเรียนรู้การฝึกชีวิตให้สันโดษ กินน้อย นอนน้อย ใช้น้อย ฝึกให้มากแล้ว ยังจะต้องเพียรพยายามทำตนให้ผสมกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติให้ได้อีกด้วย ให้ทุกส่วนของกายและจิตวิญญาณเข้าไปซึมสิงกับธรรมชาติ และให้ธรรมชาติ เป็นหนึ่งเดียวกับพลังปราณ วิญญาณ รวมทั้งจิต เมื่อกระทำได้ดังนี้ จึงจะถือว่าเราเป็นผู้อยู่เหนือธรรมชาติ แต่สำหรับท่านคงจะไม่สามารถรับรู้อะไรไปได้มากกว่า มีลมหายใจ มีชีวิต ได้พลัง แล้วก็ใช้พลังกระทำสิ่งต่างๆ ซึ่งก็ไม่แน่นักว่าสิ่งต่างๆ ที่กระทำนั้นถูกทั้งหมด มันอาจผิดก็ได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะท่านไม่สามารถควบคุมตัว หัวใจ อารมณ์ และความทะยานอยากของท่านได้ จึงกลายเป็นผู้ทำถูกบ้าง ผิดบ้าง ตามแต่กิเลสมันจะพาไป เฮ้อ ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ"

หลวงปู่ท่านพูดจบ ก็หันสั่งข้าพเจ้าว่าให้เดินไปถามชาวบ้านดูซิว่า วันพรุ่งนี้จะมีใครเข้าไปในเมืองบ้างไหม จะได้ฝากภิกษุเดินทางไปด้วยรูปหนึ่ง เย็นวันนั้นพวกเรามาพร้อมกันที่กลดหลวงปู่เช่นเคย ท่านแจ้งให้พวกเราได้ทราบว่า จะพักอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านนี้จนถึงวันที่ 2 มกราคม นั่นก็คือต้องพักอยู่อีก 2 วัน แล้วท่านก็นำเราสวดมนต์เย็นเช่นเคย หลังจากสวดมนต์เย็นเสร็จแล้ว ท่านก็นำพวกเรานั่งสมาธิ เสร็จแล้วท่านได้ปลดจีวรออกแล้วชี้ให้พวกเราดูมดคันไฟป่า แต่ละตัวใหญ่เท่าแมลงวัน มาเกาะอยู่ที่หน้าอกของท่าน จนดำมืดไปหมด มองไม่เห็นช่องว่างเลย ท่านบอกว่ามดมันมาสวดมนต์ และขอส่วนบุญด้วย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 59009
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)