ตำราชีวิต Dementia คนขี้ลืม

สงสัยหรือไม่เมื่อคนใกล้ตัวคุณเริ่มลืมสิ่งต่างๆ คุณอาจจะมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เป็นสัญญาณแสดงอาการของโรคสมองเสื่อม ฉันเกิดความสนใจในเรื่องนี้เพราะปัจจุบันพ่อแม่ของเราก็กำลังก้าวเข้าสู่วัยชราดังนั้นหากมีการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคความจำเสื่อมก็จะทำให้เราช่วยเหลือและเข้าใจผู้ที่มีภาวะความจำเสื่อมได้ดียิ่งขึ้น

บทที่ 1 PEOP Interaction

P=Person ในวัยผู้สูงอายุมักจะมีความเสื่อมของระบบต่างๆของร่างกาย ก็จะเป็นโรคความดันสูง เบาหวาน สมองเสื่อม

ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เช่นความจำบกพร่อง หลงลืมขั้นตอนการดำเนินชีวิตประจำวัน ความทรงจำระยะสั้นหายไป ลืมว่ากินข้าวเช้าหรือยัง สับสนทิศทาง จากงานวิจัย พบว่าโรคสมองเสื่อมมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของพยาธิสภาพที่เป็นอยู่ และส่งผลกระทบต่อความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอีกด้วยเช่นฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย

E=Environment อาศัยอยู่กับครอบครัว มีผู้ดูแลคอยช่วยเหลือเรื่องการทำกิจวัตรประจำวัน ครอบครัวเข้าใจและพยายามช่วยกันกระตุ้นคุณยายอย่างสม่ำเสมอ จากการศึกษาในประชากรสูงอายุไทย พบความชุกของโรคสมองเสื่อม ร้อยละ 3.4 แต่ความชุกตามกลุ่มอายุจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้นโดยพบอัตราความชุกร้อยละ 1 ใน กลุ่มอายุ 60-69 ปี ร้อยละ 3 ในกลุ่มอายุ 70-79 ปี ร้อยละ 10 ในกลุ่มอายุ 80-89 ปี ร้อยละ 30 ใน กลุ่มอายุ 90 ปีขึ้นไป (สุทธิชัย จิตะพันธกุล, ชัยยศ คุณานุสนธ , วิพุธ พูลเจริญ และ ไพบูลย สุริยะวงศไพศาล, 2542)

O=Occupation ควรให้กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถที่เหลืออยู่ของคุณยาย ทำกิจกรรมที่คุณยายชื่นชอบ อาจทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัวเพื่อส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กันภายในครอบครัว เดินเล่นที่สวนสาธารณะเพื่อออกกำลังกายก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง การจัดกิจกรรมนั้นควรเน้นที่ความพึงพอใจ ความสนใจของผู้สูงอายุ และการให้ความสำคัญกับความสามารถที่เหลืออยู่ของคุณยาย นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด จัดกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม สอนการจัดการความเครียดให้กับผู้ดูแลผู้ป่วย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กันภายในกลุ่ม สอนเทคนิคการบันทึกความจำเพื่อให้สามารถจำได้ว่าทำอะไรไปบ้าง หรือขั้นตอนต่างๆในการทำกิจวัตรประจำวันที่ตัวผู้ป่วยได้หลงลืมไป

P=Performance ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้โดยใช้ความสามารถที่เหลืออยู่ผ่านการปรับกิจกรรมและการกระตุ้นจากผู้ดูแล

บทที่ 2 : Evidence base practice (EBP) levels

  • A Systematic Review of Intervention Stufdies to Prevent Hospitalizations of Community-dwelling Older Adults With Dementia เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการบำบัดโดยใช้การทำกิจกรรมดำเนินชีวิตประจำวัน มีการปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการ และมีการให้คำปรึกษากับผู้รับบริการและผู้ดูแลอีกด้วย โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ทำแบบประเมินภาวะสมองเสื่อมก่อนให้การรักษาและทำกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้ป่วย
  • Alzheimer's disease multiple intervention trial (ADMIT): study protocol for a randomized controlled clinical trialเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการคัดกรองงานวิจัยต่างๆในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพื่อหาแนวทางการรักษาและลดการเกิดอาการแบบเฉียบพลันที่เหมาะสมโดยสนใจทั้งผู้ดูแลและคนไข้โดยรับสมัครผู้รับบริการสมองเสื่อมมาประเมินแล้วพบว่าแนวทางต่างๆไม่สามารถลดการกลับมารักษาอีกครั้งได้แต่สามารถลดระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาลได้
  • Non-pharmacological interventions for agitation in dementia: systematic review of randomized controlled trialsเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมโดยใช้วิธีการต่างๆและหาผลลัพธ์โดยไม่ใช้ยาในการรักษาโดยมีวิธีต่างๆดังนี้ การให้ดนตรีบำบัด การรักษาด้วยการบูรณาการระบบประสาทสัมผัส การให้คำปรึกษาแก่ผู้รับบริการ การฝึกอบรมให้มีทักษะทางสังคม การใช้นำมันหอมระเหย รวมถึงการจัดการและรักษาพฤติกรรม
  • Differential diagnosis of depression and Alzheimer's disease with the Addenbrooke's Cognitive Examination-Revised (ACE-R) การศึกษาเกี่ยวกับการแยกผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมและภาวะซึมเศร้าโดยใช้แบบประเมิน ซึ่งจะพบความบกพร่องด้านความทรงจำและขาดความคล่องแคล่วในการทำกิจกรรมและความบกพร่องด้านการใช้ภาษา ซึ่งงานชิ้นนี้ชีให้เห็นว่าผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมมีโอกาสที่จะเป็นโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีการฟื้นฟูของโรคที่ดีกว่าผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม
  • Non OTเป็นการศึกษาความชุกของโรคสมองเสื่อมซึ่งทำให้สามารถคาดการณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยรวมถึงการวางแผนการรักษาได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุของโรคสมองเสื่อมอีกด้วยซึ่งพบว่าเกิดได้จากหลายสาเหตุและเกิดจากโรคต่างๆงานชิ้นนี้ช่วยลดผู้ป่วยสมองเสื่อมหรือช่วยทำให้ฟื้นฟูผู้ป่วยได้เร็วโดยคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงจากโรคต่างๆ

บทที่ 3 : Knowledge management (OT media)

1.Therapeutic use of self :การใช้ผู้บำบัดเป็นสื่อในการรักษาเริ่มจากใช้ในการประเมิน สังเกตและสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนกิจกรรมการรักษาให้แก่ผู้ป่วย ต่อมาเป็นกิจกรรมการรักษาที่ผู้บำบัดให้แก่ผู้รับบริการหรือผู้ดูแลเพื่อให้ผู้รับบริการแสดงความสามารถของตนโดยผู้บำบัดต้องใช้เทคนิคต่างๆเพื่อกระตุ้นและให้แรงเสริมเพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความมั่นใจและความภาคภูมิใจในการแสดงความสามารถของตนออกมา

2.Client Relationship :มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้รับบริการและครอบครัวเพื่อให้ผู้รับบริการและครอบครัวให้ความร่วมมือในกิจกรรมการรักษาที่ผู้บำบัดจัดให้ พร้อมทั้งเปิดใจรับฟังคำแนะนำในการปรับกิจกรรม และการดูแลผู้รับบริการ

3. Environment modification : มีการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับผู้รับบริการ เนื่องด้วยผู้รับบริการมีความเสื่อมต่างๆของร่างกายจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับความสามารถที่เหลืออยู่เช่นการหกล้มจากทางต่างๆระดับ จากพื้นในห้องน้ำ และในที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ นอกจากนี้การปรับสิ่งแวดล้อมยังช่วยให้เกิดความผ่อนคลายในการทำกิจวัตรประจำวันอีกด้วย

4.Activity analysis : การวิเคราะห์กิจกรรมการรักษา เพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถและความต้องการของผู้รับบริการ โดยจะวิเคราะห์ทุกองค์ประกอบการทำกิจกรรมตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ อุปสรรค ขั้นตอน ทักษะที่ใช้ในการทำกิจกรรม ดูความสามารถของผู้รับบริการและมีการปรับกิจกรรมนั้นเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมนั้นได้หรืออาจปรับอุปกรณ์ให้เหมาะกับผู้รับบริการ

5.Teaching and learning :เป็นการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้รับบริการหรือผู้ดูแล ซึ่งจะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับสภาพของผู้รับบริการโรคสมองเสื่อมว่ามีอาการอย่างไร การดูแลผู้รับบริการโรคสมองเสื่อม สอนเทคนิคการจำให้กับคนไข้ อธิบายและกระตุ้นให้ครอบครัวร่วมมือกันเพื่อดูแลผู้รับบริการ ส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสใช้ความสามารถที่เหลืออยู่ และยังสอนการจัดการความเครียดให้กับผู้ดูแล

บทที่ 4 : Knowledge Translation : กระบวนการทาง OT

1. สร้างสัมพันธภาพ : เริ่มแรกต้องสร้างสัมพันธ์ภาพกับผู้ป่วยโดยทักทายให้ความเป็นกันเอง ใช้คำพูดสุภาพ ฟังอย่างตั้งใจ กระตุ้นให้ผู้รับบริการเล่าถึงปัญหาและความต้องการ ทำให้ผู้รับบริการไว้วางใจและผ่อนคลายเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับตัวผู้รับบริการ

2. ตรวจประเมิน : การประเมินจะมีทั้งการสังเกต,สัมภาษณ์,ทดสอบ,การค้นจากแฟ้มประวัติ โดยการประเมินจะเป็นการค้นหาข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นความสามารถที่เหลือเหลืออยู่ ความสามารถสูญเสียไป ข้อจำกัดทางร่างกายเพื่อนำมาวางแผนการรักษาเพื่อฟื้นฟู รักษาความสามารถให้คงเหลือมากที่สุด

  • การค้นข้อมูลจากแฟ้มประวัติผู้รับบริการ เพื่อดูประวัติของผู้รับบริการ การวินิจฉัยโรค การส่งต่อการบำบัดรักษาจากทีมสหวิชาชีพ ดูความก้าวหน้าจากการรักษา
  • การประเมินจากการสังเกตและสัมภาษณ์ :ประเมินข้อมูลเบื้องต้นถึงความสามารถของผู้รับบริการไม่ว่าจะเป็น ตารางกิจวัตรประจำวัน กิจกรรมที่ชื่นชอบ คุณค่าของผู้รับบริการ ประวัติการรักษาและการเกิดพยาธิสภาพ อาการของโรค Orientation , Memory , Thought ,Perception ,Emotion, Sleep , social skill
  • การประเมินจากการทดสอบ มีการประเมิน Leisure โดยการใช้แบบสอบถามความสนใจในการทำกิจกรรม (Interest Checklist) เพื่อค้นหากิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้รับบริการและนำกิจกรรมเหล่านั้นมาจัดเป็นกิจกรรมการรักษา , ADL&IADL โดยจะใช้แบบประเมินกิจวัตรประจำวันโดยจะประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันและการช่วยเหลือของผู้ดูแล , Role ประเมินบทบาทของผู้รับบริการ ใช้แบบสอบถาม Role Checklist ดูบทบาทของผู้รับบริการในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และจัดกิจกรรมส่งเสริมบทบาทที่ผู้รับบริการสนใจ , การสอบถามการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เพื่อดูความสมดุลในการทำกิจกรรมให้การซ้ำหลังจากการให้กิจกรรมการรักษา เพื่อดูความก้าวหน้า ความพึงพอใจของผู้รับบริการ

3. การวางแผนการรักษา : รักษาตามปัญหาที่พบในผู้รับบริการ และความต้องการของผู้รับบริการ รวมถึงอาการของโรค นอกจากนี้ควรส่งเสริมไม่ให้อาการของโรคแย่ลงดังนี้

-หลงลืมขั้นตอนการดำเนินชีวิตประจำวัน

-สับสนเรื่องเวลา สถานที่ บุคคล

-มีอาการนอนไม่ค่อยหลับ ระยะท้ายๆ อาจมีอาการทางจิต เช่น ภาพหลอน หรือหลงผิด

-ปัญหาเรื่องพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย วุ่นวาย เอะอะโวยวาย เป็นคนเฉยเมย

โดยการวางแผนการบำบัดรักษา คือ

  • ปัญหา : หลงลืมขั้นตอนการดำเนินชีวิตประจำวัน

แนวทางการบำบัด :ให้ทำแผ่นกระดาษแสดงขั้นตอนการทำกิจวัตรประจำวันไว้อาจจะมีรูปภาพประกอบเพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อให้คนไข้สามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้สำเร็จทุกขั้นตอน

  • ปัญหา : สับสนเรื่องเวลา สถานที่ บุคคล

แนวทางการบำบัด :ในผู้รับบริการบางรายอาจจะประสบกับภาวการณ์ลืมวันเวลาเช่นลืมว่ากินข้าวเช้าไปหรือยังซึ่งจะแก้ไขได้ด้วยการให้คนไข้บันทึกกิจกรรมที่จะทำในแต่ละวันแล้วจากนั้นก็เช็คเมื่อทำกิจกรรมนั้นเสร็จเพื่อทบทวนความจำด้วยตนเอง เรื่องสถานที่อาจใช้การวาดแผนที่เพื่อใช้ในการไปจุดหมายปลายทางพร้อมเขียนรายละเอียดถึงสถานที่จะไปและที่อยู่ของบ้านผู้ป่วย

  • ปัญหา : นอนไม่หลับ

แนวทางการบำบัด :จัดตารางการนอนให้เป็นเวลา ไม่นอนกลางวัน ทำกิจกรรมช่วงกลางวันเช่นออกกำลังกาย เลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ทานนมอุ่นๆหรือกล้วยรองท้องก่อนนอน จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเช่นทำห้องให้ไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอก เปิดเครื่องปรับอากาศที่มีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการนอน ปิดไฟหรือหรี่ไฟไม่ให้แสงไฟรบกวนการนอน

  • ปัญหา : ปัญหาเรื่องพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย วุ่นวาย เอะอะโวยวาย เป็นคนเฉยเมย

แนวทางการบำบัด :ให้จัดให้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบคุ้นเคย ให้กำลังใจผู้รับบริการ ดูแลเอาใจใส่ผู้รับบริการ ให้ความสนใจผู้รับบริการ จัดสภาพแวดล้อมให้มีความผ่อนคลายหรืออาจจะเปลี่ยนสถานที่เช่นพาไปเดินเล่นในสวน เปิดเพลงเบาๆ ชักชวนทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการผ่อนคลายความเครียด

4. Follow-up : การติดตามผลในภายหลัง และการประเมินซ้ำเพื่อดูความก้าวหน้าในการรักษา หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงก็ต้องปรับการรักษาหรือวางแผนการรักษาร่วมกันกับผู้รับบริการใหม่

บทที่ 5 : Implication + application

ภาวะสมองเสื่อม Dementia

หมายถึงโรคที่เกี่ยวกับความผิดปรกติของเปลือกสมองหรือการสูญเสียเซลล์สมองซึ่งทำให้การนำกระแสประสาทเกิดความไม่ต่อเนื่องซึ่งจะมีอาการเล็กน้อยจนลุกลามมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางด้านสติปัญญา ความคิด ความจำบกพร่อง หลงลืม พูดซ้ำๆ ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูด จนกระทั่งไม่สามารถประกอบกิจกรรมดำเนินชีวิตด้วยตัวเองได้ โดยผู้รับบริการจะมีอาการสับสนเรื่องเวลา สถานที่ บุคคล มีความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม ส่งผลให้ผู้รับบริการไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตในสังคมได้ผู้ที่มักจะเป็นโรคสมองเสื่อมคือผู้สูงอายุ เมื่อเข้าสู่วัยชรา ร่างกายและเซลล์ต่างๆก็เสื่อมสภาพการทำงานมีประสิทธิภาพลดลง

สาเหตุของภาวะสมองเสื่อมประกอบด้วย

1) เกิดจากการเสื่อมสลายของเนื้อสมองเนื่องจากเนื้อสมองมีการเสื่อมสลายหรือตายส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุส่วนใหญ่พบว่าอยู่ในกลุ่มโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคอื่นๆ

2) เกิดจากหลอดเลือดสมอง เนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองหนาตัว แข็งตัว หรือมีการตีบตัวผิดปกติส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงถ้าลดลงมากถึงระดับที่ไม่เพียงพอกับการใช้งานของสมองก็จะทําให้เนื้อสมองตายไป ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มว่าจะมีหลอดเลือดสมองตีบผิดปกติมักจะอยู่ในกลุ่มที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่มีระดับไขมันโคเลสเตอรอลสูงหรือผู้ที่สูบบุหรี่

3) เกิดจากการติดเชื้อในสมองที่มีเชื้อไวรัสหลายชนิด ซึ่งทําให้เกิดการอักเสบในสมอง เช่น ไวรัสสมองอักเสบที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่งที่อยู่ในหมูโดยมียุงเป็นพาหะนําโรคผู้ป่วยจะมีไข้สูงและไวรัสขึ้นสมองผู้ป่วยอาจเสียชีวิตหรือรอดชีวิตแต่มีการเสียหายของเนื้อสมองทําให้เนื้อสมองบางส่วนตายไปเกิดอาการสมองเสื่อม และในปัจจุบันยังไม่พบเชื้อไวรัสจากวัวหรือโรควัวบ้าเมื่อมีการติดเชื้อทําให้มีการทําลายเนื้อสมอง

4) เกิดจากการขาดสารอาหารบางชนิดโดยเฉพาะวิตามิน เช่น วิตามินบี 1 บี 12 ผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 มักพบในผู้ป่วยที่ติดเหล้าหรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เมื่อได้รับวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ ทําให้เซลล์สมองทํางานไม่ได้ตามปกติหรืออาจถึงขั้นเซลล์สมองตายไป วิตามินบี 12 จะได้จากน้ำปลาหรืออาหารจากเนื้อสัตว์ ผู้ป่วยที่ขาดวิตามินบี 12 มักพบในผู้ที่กินมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด และอาจพบในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารและลําไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งเป็นส่วนที่ดูดซึมวิตามินบี 12 เข้าสู่ระบบร่างกาย

5) เกิดจากการแปรเปลี่ยนของระบบเมตาบอลิกของร่างกาย เช่น การทํางานของต่อมไร้ท่อบางชนิดผิดปกติเช่นต่อมไทรอยด์ ทํางานมากหรือน้อยไป การทํางานของตับหรือไตผิดปกติทําให้เกิดของเสียคั่งในร่างกาย ทําให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติถ้าภาวะอย่างคงเป็นอยู่นานๆ จะทําให้ผู้ป่วยมีอาการสมองเสื่อมได้

6) เกิดจากการถูกกระทบกระแทกที่ศีรษะอยู่เสมอ ภาวะนี้พบบ่อยในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะได้รับการกระทบกระแทกที่ศีรษะอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะนักมวย นักกีฬาการกระทบกระแทก ทําให้เนื้อสมองตายเป็นจํานวนมากจะทําให้มีอาการสมองเสื่อม

7) เกิดจากเนื้อสมองในสมอง โดยเฉพาะเนื้อสมองที่เกิดจากทางด้านหน้าของสมอง

อาการโรคสมองเสื่อม

ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สามารถแบ่งระดับความรุนแรงได้3 ระดับ ดังนี้

1) ระดับอ่อนหรือไม่รุนแรง(Mild) เป็นระดับที่มีภาวะสมองเสื่อมเล็กน้อย ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการหลงลืม โดยเฉพาะลืมเรื่องที่เพิ่งเกิด เช่นลืมว่าวางของอยู่ไหน จําชื่อคนหรือสถานที่ที่คุ้นเคยไม่ได้ ส่วนความจําในอดีตยังดีอยู่เริ่มมีความบกพร่องในหน้าที่การงานและสังคมอย่างเห็นได้ชัดแต่ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจําวันได้ และการตัดสินใจยังค่อนข้างดี

2) ระดับปานกลาง(MODERATE) ในระยะนี้ความจําจะเริ่มเสื่อมมากขึ้น มีความบกพร่องในความเข้าใจความสามารถในการเรียนรู้ การแก้ปัญหาและการตัดใจ เช่นไม่สามารถคํานวณตัวเลขง่าย ๆ ได้ เปิดโทรทัศน์ไม่ได้ทําอาหารที่เคยทําไม่ได้ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เคยทําได้มาก่อน ลืมแม้กระทั่งชื่อคนในครอบครัวในช่วงท้ายของระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการทางจิต เช่น ประสาทหลอน ผู้ป่วยในระยะนี้เริ่มไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ การปล่อยให้อยู่คนเดียวอาจเป็นอันตรายจําเป็นต้องอาศัยผู้ดูแลตามสมควร

3) ระดับรุนแรง(SEVERE) ในระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลยแม้แต่การทํากิจวัตรประจําวัน ต้องมีผู้เฝ้าดูแลตลอดเวลา แม้แต่ความจําก็ไม่สามารถจําสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้เลย จําญาติพี่น้องไม่ได้หรือแม้แต่ตนเองก็จําไม่ได้ มีบุคลิกที่เปลี่ยนไป เคลื่อนไหวช้า ระยะนี้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทําให้เกิดอุบัติเหตุต่อชีวิตได้ระยะเวลาการดําเนินของโรคอาจแตกต่างกันในแต่ละคน โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการ(ระดับอ่อน) จนเสียชีวิต(ระดับรุนแรง) โดยเฉลี่ยจะประมาณ8-10 ปี

Elizabeth A. Phelan, MD, MS,*w Katrina J. Debnam, PhD, MPH,z .(2015). A Systematic Review of Intervention Studies to Prevent Hospitalizations of Community-dwelling Older Adults With Dementia . Med Care 2015;53: 207–213

Christopher M Callahan, Malaz A Boustani.(2012) . Alzheimer's disease multiple intervention trial (ADMIT): study protocol for a randomized controlled clinical trial , Callahan et al. Trial

Augustinas Rotomskis, Ramunė Margevičiūtė .(2015). Differential diagnosis of depression and Alzheimer's disease with the Addenbrooke's Cognitive Examination-Revised (ACE-R), Rotomskis et al. BMC Neurology. DOI 10.1186/s12883-015-0315-3

Gill Livingston, Lynsey Kelly, Elanor Lewis-Holmes.(2014) . Non-pharmacological interventions for agitation in dementia: systematic review of randomized controlled trials, The British Journal of Psychiatry 205, 436–442. doi: 10.1192/bjp.bp.113.141119

ศินาท แขนอก .ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ(Dementia) 2014

กัมมันต์ พันธุจินดา. (2543). สมองเสื่อมโรคเรื้อรัง. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เมื่อเป็นคนไข้เด็ก



ความเห็น (0)