ในโลกของความจริงยังมีหลายสิ่งที่ท้าทายต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงแห่งความเป็นไปของชีวิตคนตั้งแต่เริ่มต้นจน สิ้นสุดอายุขัย จุดเริ่มอยู่ ตรงไหน สาเหตุเกิดจากอะไร จุดจบเป็นยังไง เราสามารถแก้ไข หรือจะเอาตัวรอดอย่างไร มีใครรู้บ้าง..ใครรู้ช่วยบอกที

ในอดีตสมัยพุทธกาลหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้คนสมัยนั้นต่างกระตือรือร้นขวนขวายทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งที่พุทธองค์ทรงสอน เรื่องราวความเป็นไปของชีวิตที่มันเป็นกฎกติกาแห่งธรรมชาติ อันใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้แต่มีวิธีเอาตัวรอดได้ ผู้คนในสมัยนั้นต่างเห็นทุกข์ภัยแห่งการเกิดและการมีชีวิต ให้ความสำคัญและกระเสือกกระสนที่จะเจริญรอยตาม พระพุทธเจ้าเพื่อจะพัฒนาตนเองให้พ้นจากมหันตภัยแห่งการเกิดนี้ และนี่เองเป็นเรื่องราวที่สำคัญที่สุดที่พุทธองค์ทรงค้นพบแล้วทรงนำมาชี้แจงแถลงขานให้สัตว์โลกได้พ้นทุกข์ด้วยความเอื้ออารีอย่างที่สุด และนี่คงจะเป็นใบไม้กำมือเดียวอันเป็นส่วนสำคัญที่สุดในอีกหลายๆ ส่วนที่พระองค์ไม่ทรงนำมาสอน

ใบไม้กำมือเดียวที่พุทธองค์เลือกนำมาเผยแผ่นั้นคืออะไร ก็คือเรื่องราวแห่งความเป็นจริงของชีวิต ธรรมชาติของชีวิต (คือเรื่องราวความเป็นไปแห่งชีวิตที่ต้องเกิดอย่างแน่นอนไม่มีใครปฏิเสธได้) เป็นวิถีของการกำเนิด และสิ้นสุดของชีวิต ซึ่งเรียกว่า วัฏสงสารหรือวงจรแห่งการเวียนว่ายตาย เกิด หมุนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่มีใครเป็นผู้กำหนด ไม่มีใครเป็นผู้ควบ คุม ไม่มีใครเป็นผู้สั่งการหรือมีอิทธิพลเหนือวงจรมหันตภัยนี้ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติเอง มันเกิดขึ้นมาเอง ไม่ว่าใครจะยอมรับหรือปฏิเสธอย่างไร มันก็ยังคงเป็นอยู่ของมันอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นคนชาติใด ศาสนาใดในโลกก็จะต้องพานพบและหมุนวนอยู่ในวงจรนี้เท่าเทียมกัน หากใครปล่อยชีวิต รู้ไม่เท่าทันธรรมชาติ แห่งความจริงชนิดนี้แล้ว แน่นอน คงต้องตกอยู่ในวังวนแห่งวงจร วัฏฏะนี้นานเท่านาน น่ากลัว น่ากลัว

ศาสดาแห่งทุกศาสนาในโลกคงไม่ทุกคนที่จะพูดถึงเรื่องนี้เพราะต่างก็ค้นพบเรื่องราวต่างๆ ได้ไม่เท่าเทียมกันหรือมีประสบ การณ์ไม่เหมือนกันจึงนำมาสอนได้มากน้อยไม่เท่ากัน แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งศาสนาพุทธนั้นพระองค์ทรงค้นพบธรรมชาติที่แท้จริงในความเป็นไปแห่งชีวิต ซึ่งแม้แต่พระองค์ก็ยังหนีกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาตินี้ไม่พ้น นั่นคือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย และทุกคนก็ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกัน แล้วทรงหา สาเหตุ จนพบทางแห่งการเอาตัวรอด โดยพัฒนาตนจนเป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์ รู้เท่าทันในธรรมชาติแห่งความจริง เสมือนเป็นตัวแทนแห่งมนุษยโลกในการค้นหาศึกษาในเรื่องราวแห่งความเป็นจริงที่มีอยู่ เป็นอยู่ ทั้งที่สามารถสัมผัสได้ด้วยตาและที่สัมผัสโดยอาศัยความ ละเอียดอ่อนแห่งจิต และแล้วพระองค์ก็ทรงนำตัวเองทดลองด้วยกรรมวิธีต่างๆ จนได้รู้ซึ้งถึงความเป็นจริงของ สรรพสิ่งทั้งหลายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุของที่มาที่ไปแห่งชีวิตสัตว์โลกว่าอะไร ที่ทำให้สัตว์โลกต้องมาทุกข์ทรมานเวียนตาย เวียนเกิดอยู่อย่างไม่จบสิ้นอยู่อย่างนี้ อะไรล่ะคือสาเหตุ พุทธองค์ทรงสอนอะไร เรื่องใดสำคัญที่สุด

พระพุทธเจ้าบอกว่า ความผูกพัน ยึดมั่นในสรรพสิ่ง ความที่เราต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน ขวนขวายสิ่งต่างๆ ให้ได้มา พอได้มาแล้วก็ทนไม่ได้ที่จะต้องมาสูญเสียหรือต้องจากมันไป เราจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันอย่างโง่เขลา รู้ไม่เท่าทัน สุดท้ายก็เอาตัวไม่รอด พระองค์ไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธมัน แต่ให้รู้จักเข้าไปเกี่ยวข้องหรือใช้มันอย่างฉลาดและเกิดประโยชน์สูงสุด แต่คงเพราะเรายังไม่รู้จริง ยังไม่เคยได้ศึกษาถึงเหตุ แห่งที่มาที่ไป ที่สำคัญ คือ ยังไม่กล้ายอมรับความจริงในตัวเราว่ายังพอใจที่จะสะสมขยะอะไรไว้ จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้รู้ทั้งหลายจะพยายามบอกเราให้ได้รู้ว่านั่นเป็นขยะ นี่เป็นขยะ จึงต้องเป็นความรับผิดชอบกันคนละครึ่งระหว่างเราผู้ที่อยากจะเรียนรู้ กับปราชญ์ คือผู้รู้ที่จะคอยบอกเพราะขยะเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของชอบของเราทั้งสิ้น ล้วนแต่เป็นของที่เราบอกว่าเราขาดมันไม่ได้ทั้งนั้น และเมื่อ เป็นเช่นนั้น หากมีใครมาชี้ว่านั่นน่ะเป็นขยะแล้วนะจึงเป็นเรื่องที่ลำบากอย่างยิ่ง

เราจึงต้องถามตัวเองว่าเราเคยมองตัวเองบ้างไหมว่ามีขยะอะไร บางที ก็รู้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ บางทีก็ไม่รู้เพราะอาจเป็นขยะที่มีลักษณะอันละเอียดอ่อนฝังอยู่ในใจมานานแสนนาน ไม่มีใครตำหนิติเตียนเราหากเราอ่อนน้อมถ่อมตนและกล้าที่จะยอมรับคำชี้แจงแถลงขานจากผู้รู้ซึ่งจะต้องเกิดจากศรัทธาเป็นเบื้องต้น อย่าลืมว่าผู้รู้ทั้งหลายหรือปราชญ์แท้ๆ นั้นเขาจะไม่นำความรู้ออกมา โอ้อวดโฆษณาให้ใครมานิยมยอมรับ ดังนั้นเราต้องแสวงหาเอง ปัญหาอยู่ที่ว่าเรามองเขาออกหรือไม่และเราตั้งใจพร้อมที่จะสลัดขยะออกจากใจเราแค่ไหน นี่คือขั้นตอนเบื้องต้นแห่งการเรียนรู้วิธีปฏิบัติ ปฏิบัติเพื่อการเอาตัวรอดจากภัยแห่งวัฏฏะ มันเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็คุ้มค่าหากเรารู้จริงว่าภัยแห่งวัฏฏะนั้นมันเลวร้ายแค่ไหน ดังนั้นถึงจะเป็นเรื่องยาก แต่มันก็ไม่ยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้วิถีแห่งการเอาตัวรอดจากภัยแห่งวัฏฏะนี้ให้ได้

จึงขอยกตัวอย่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนในช่วงหนึ่งของชีวิตที่ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสกับภิกษุรูปหนึ่งที่รู้จักกันในนาม "หลวงปู่พุทธอิสระ" แห่งวัดธรรมอิสระ (อ้อน้อย)

เป็นเวลานานหลังจากที่บิดาของผู้เขียนได้เกษียณอายุราชการ ละจาก เรือนออกบวชหวังสร้างกุศลในบั้นปลายชีวิต ตลอดเวลาที่ธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ก็มีความหวังที่จะได้พบกับพระเถระที่ยิ่งใหญ่รูปหนึ่งในนามของ หลวงปู่เทพโลกอุดร คงจะเป็นวาสนาและความดีที่ท่านได้ทำมา ทำให้เกิดเหตุการณ์หนุนนำให้ได้มายัง ถ้ำไก่หล่น ได้พบกับภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง เกิดมโนภาพในความรู้สึกว่าได้พบ

บุคคลที่ได้ตามหามานานในวันนี้เองแล้ว ด้วยความปีติจึงได้เอาน้ำมาล้างเท้าท่านอันเป็นสัญลักษณ์ในการขอเป็นศิษย์ อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน

วัดอ้อน้อย เป็นสถานที่ที่หลวงปู่ทุ่มเทมากในการสร้างเพื่อเป็นสื่อนำ หรือเป็นตัวแทนแห่งการเผยแผ่ธรรมะที่ถูกตรง เป็นศูนย์ รวมในการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ในการขัดเกลาจิตใจ การแบ่งปันสิ่งของเครื่องใช้สู่ผู้ที่ยากไร้หรือบริจาคให้กับวัดที่ยากจน

ผู้เขียนได้มีโอกาสพบบิดา ณ ที่วัดแห่งนี้ หลังจากนั้นอีก 3 เดือน ท่านก็เสียชีวิต ตลอดเวลาที่พบ ท่านได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์หลวงปู่ซึ่งคือ พระหนุ่มรูปนี้ ความศรัทธา วีรกรรมต่างๆ ที่ท่านได้พบโดยเฉพาะปาฏิหาริย์ที่ทำการปราบแม่ชีที่มาลองดีกับหลวงปู่ และอีกหลายเรื่องราวที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความสนใจในเวลาต่อมา

ผู้เขียนได้ใช้เวลาว่างในวันเสาร์-อาทิตย์ มาใช้ชีวิตเป็นเด็กวัดอยู่เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน ในระหว่างนี้ก็ได้พบรู้จักกับบุคคลต่างๆ และรู้จักคุ้นเคยและศรัทธากับภิกษุลูกวัดมาก ความศรัทธาในองค์หลวงปู่ค่อยๆ ก่อตัวมากขึ้นๆ ทั้งๆ ที่แทบจะไม่มีโอกาสได้สนทนากับท่านเลย ความรัก ความศรัทธาที่มีต่อสถานที่และบุคคลนั้นมากถึงขนาดว่าหากมีเหตุการณ์อะไรที่เป็นบทเรียนทำให้เราต้องทุกข์ระทม ความเกลียดความโกรธจะไม่เกิดขึ้นกับเราเป็นแน่ เพราะเรารักกันเหลือเกิน เพราะเราศรัทธาในกันและกัน นี่คงจะเป็นกิจเบื้องต้นแห่งการเรียนรู้กระมัง ซึ่งเมื่อเราศรัทธาแล้ว ก็จะทำให้เรานั้นง่ายต่อการฝึก ง่ายต่อการเรียนรู้เรื่องที่ยากซึ่งเรื่องยากที่ว่านี้ก็ คือ "กรรมวิธีเรียนรู้วิธีกำจัดขยะออกจากตัวเรา" นั่นเอง

หลังจากที่ความศรัทธาได้ก่อตัวขึ้นอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ขั้นต่อไปจะเป็นการให้บทเรียน ให้ตัวอย่างของการเรียนรู้ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เราจะเห็นว่าขยะที่ติดอยู่ในหัวใจของเรานั้นมีมากมายหลายชนิดเหลือเกิน เช่น ทุกคนมีสิ่งที่ชอบ มีของที่รัก มีพฤติกรรมที่กระทำต่างกันออกไป บางคนติดสุรา บางคนติดผู้หญิง บางคนติดการพนัน บางคนติดยาบ้า ยาเสพย์ติด บางคนหลงยศ เงินทอง ฯลฯ คือ ทุกคนจะมีของชอบกันไปคนละอย่างต่างกันไป ไอ้สิ่งนี้แหละที่จะมาบั่นทอน สร้างความฉิบหายให้หัวใจเราตกเป็นทาสเปรียบดั่งมูตรคูถและขี้ ในขณะที่เราก็รักที่จะเป็นหนอนกลิ้งเกลือก อยู่ในหลุมขี้นั้น ผู้เขียนเองก็เช่นกัน ได้เรียนรู้วิธีกำจัดขยะจากเรื่องราวที่ได้ บันทึกไว้ดังนี้

"การทรงเจ้า" ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้อง ได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเองโดยที่ยังไม่รู้จักว่ามีคุณหรือมีโทษอย่างไร แต่ในความรู้สึกขณะนั้นทำให้เราคิดว่าเรามีคุณวิเศษเหนือคนทั่วไปที่สามารถรับสัมผัสพลังชนิดหนึ่งจนมีพฤติกรรมแปลกบางอย่างที่ต่างจากคนอื่น เครื่องยืนยันถึงพฤติกรรมเหล่านี้ก็คือมีบุคคลอื่นที่ร่วมไปด้วยกันอีกหลายคนเขาก็สามารถรับและสัมผัสพลังลึกลับชนิดนี้ได้เช่นเดียวกับเรา และมีเรื่องราวอันลึกลับที่เข้าไปเกี่ยวข้องและไปมีผลกับบุคคลรอบข้างจนเป็นที่แน่ใจได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้เขียนนี้เป็นเรื่องจริงที่แปลกเหลือเกิน

ทีนี้จะกล่าวถึงว่า แล้วเจ้าองค์ไหนล่ะที่เข้ามามีบทบาทกับผู้เขียน โอ้... ในขณะนั้นต้องบอกว่านับไม่ถ้วน ในที่สุดองค์ที่เคารพศรัทธาได้ผุดขึ้นมาใน ความรู้สึก หลวงปู่นั่นเอง เมื่อเราคิดว่าสิ่งที่เรามีอยู่นี้ดีที่สุดและเราก็มั่นใจอย่างนั้น ไม่ว่าจะได้รับสั่งให้ทำอะไร เราก็จะทำทุกอย่างจนกระทั่งวันหนึ่งผู้เขียนก็ได้ถูกผลักดันจากพลัง ลึกลับชนิดนี้และจากตัวเองด้วยทำให้ตัดสินใจคิดจะบวชโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ทุกคนที่เห็นต่างประหลาดใจกับการกระทำเป็นอย่างมาก แต่พระลูกวัดต่างอนุโมทนาโดยไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์สำคัญที่ร้ายแรงจากการกระทำของผู้เขียนเอง และพระลูกวัดทั้งหลายอย่างไร

ผู้เขียนได้สร้างวีรกรรมต่างๆ มากมาย ล้วนแต่เป็นเรื่องเลวร้ายทั้งนั้นเพราะในขณะนั้นเชื่อว่าเราทำตามบัญชาของหลวงปู่ซึ่งเราเชื่อว่าท่านมานั่งอยู่ในมโนแห่งความนึกคิด แต่หาใช่การยอมรับจากท่านจริงๆ ไม่ เมื่อเราทำแต่สิ่งเลวร้าย แน่นอนเราก็ต้องได้รับแต่สิ่งเลวร้าย ต้องได้รับแต่สิ่งที่ทุกข์ทรมานเป็นการตอบแทน เรากำลังทำให้พระลูกวัดเดือดร้อนกันไปหมด ทุกคนกำลังเกลียดและสมเพชกับการกระทำของเรา แต่ถึงกระนั้นในใจผู้เขียนก็ยังคิดว่านี่คงจะเป็นการทดสอบจิตใจเป็นการลองใจว่า เราจะเป็นศิษย์หลวงปู่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เวลานี้คงไม่ใช่เวลาจะมาเริ่มยอมรับเป็นครูเป็นศิษย์แล้ว แต่ขณะนี้เราเองกำลังได้รับบทเรียนแห่งชีวิตอยู่ กำลังเรียนหนังสืออยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อเวลาผ่านไปสมองและความคิดต่างๆ เริ่มสับสนว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ถูกผิดดีชั่วประการใด ไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้

หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ที่อยู่ในวัดด้วยบทเรียนอันแสนจะทรมานจากการกระทำอันโง่เขลา หลวงปู่จึงเมตตาสั่งให้กลับไปเสียทั้งๆ ที่ท่านไม่อยากจะสั่งเพราะท่านรู้ว่าถึงจะสั่งมันก็คงจะไม่เชื่อแน่ เพราะมันกำลังหลง เชื่อพลังลึกลับบ้าๆ อยู่ หลวงปู่ท่านรู้แต่ท่านไม่พูด ตรงกันข้าม คำพูดนั้นของหลวงปู่กลับทำให้ผู้เขียนรู้สึกเหมือนกับได้รับข้อมูลสำคัญที่ทำให้ต้องกลับไปทำการบ้านว่าเราจะอยู่ในโลกของความจริงหรือจะอยู่กับโลกแห่งมโนภาพ โลกแห่งจินตภาพ โลกแห่งความนึกคิด และโลกของคนอ่อนแอที่ยอมให้พลังอื่นเข้ามาแอบแฝง ทำลายความเป็นไทในตัวเรา

หลังจากออกมาจากวัดแล้วความสับสนยังคงรุมเร้า มันเป็นความทุกข์ทรมานอย่างบอกไม่ถูกและใครจะมาช่วยชี้ทางหรือช่วยแก้ปัญหาให้คงไม่มีเพราะจะมีใครล่ะที่มาพบเรื่องราวเหมือนเรา ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ผู้เขียนเคยได้รับหนังสือจากบิดาชื่อ "ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของพุทธะ" ที่หลวงปู่ได้เขียนไว้นั่นเองเป็นเหมือนคัมภีร์ชี้ทางเราให้รู้จักแยกแยะว่าตัวเราอยู่ตรงไหน ขยะทั้งหลายคืออะไร เรารับเอามันมาเองใช่ไหม รับมาแล้วทำให้เราเป็นทาสมันใช่ไหม แล้วมันมีประโยชน์ไหม รู้จักมันแค่ไหน แล้วเราจะมีอิทธิพลเหนือมันได้อย่างไร จะใช้มันได้อย่างไร เราเป็นทาสมันหรือเราเป็นนายมัน ทุกอย่างเกิดจากการอ่านหนังสือเล่มนั้น กอปรเข้ากับประสบการณ์ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ

นี่เองที่หลวงปู่เคยบอกว่า "ความลำบากทำให้เราอยากฉลาด" ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องราวอย่างนี้ แต่อ่านไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจ จนกระทั่งได้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจึงทำให้เราอ่านอย่างจริงจัง อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์วนไปวนมาหลายเที่ยว เพราะถ้าไม่อ่านไม่เรียนแล้ว เราเองจะแย่ สมองกำลังจะระเบิดความคิดจะต้องสับสน เป็นเหตุบังคับให้ศึกษาไปในตัว

เวลาผ่านไปเรามีเวลาทบทวนบทเรียนนี้อยู่บ่อยๆ โดยที่ยังไม่คิดจะเล่าให้ ใครฟัง แต่ก็เริ่มเรียบเรียงเหตุการณ์ได้ว่าตัวผู้เขียนเองขณะนั้นกำลังถูกขยำขยี้จากครูผู้ใจอารีซะแล้วอย่างไม่รู้ตัว

จึงพอจะสรุปได้ว่าการเป็นร่างทรงก็คือการยอมทำตัวเองให้อ่อนแอ หาใช่การเป็นบุคคลที่พิเศษกว่าคนอื่นไม่ ตรงกันข้ามกับจะเป็น การกระทำที่น่าสะอิดสะเอียน น่าทุเรศ สมเพชเวทนาเป็นอย่างยิ่ง เรายอมเป็นทาสยอมให้พลังอื่นที่อยู่นอกตัวมามีผลต่อหัวใจเรา และนี่แหละคือตัวอย่างของขยะ ขยะที่ผู้เขียนเองคิดว่ามันคือทอง แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน อย่างโง่เขลา จนทำให้ชีวิตและอนาคตแทบสิ้น

ขยะทั้งหลายที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยตา ที่เคล้าคลึงคลุกคลีกับมันอยู่ เราแน่ใจแล้วหรือว่ามันเป็นมิตรกับเราและมันจะไม่นำพาความฉิบหายให้เรา หากเรารักจะเป็นนักเรียนธรรมแล้ว ครูผู้ใจอารีเท่านั้นจะช่วยเราได้ ช่วยเราให้รู้จักว่าอะไรคือขยะ และจะกำจัดมันอย่างไร อยู่ที่ว่าเราจะสู้หรือถอยปล่อยให้ขยะทั้งหลายมันสุมเรา ขนาดขยะที่เรามองเห็นเรายังขจัดและเป็นนายมันไม่ได้ แล้วขยะที่เรามองไม่เห็นตัวล่ะเราจะรู้จักมันได้อย่างไร เพราะมันไม่ได้มาป่าวประกาศให้เรารู้ แต่มันจะมาในคราบของมหามิตร เมื่อใดที่เราเผลอหรือไม่รู้เท่าทัน เมื่อนั้นแหละวงจรแห่งวัฏฏะมหันตภัยแห่งชีวิตกำลังจะเกิดกับเราแล้ว

"หลวงปู่พุทธะอิสระ" จึงเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจ ของผู้เขียนเหลือเกิน ท่านได้มอบบทเรียนบทสอนให้อย่างชนิดที่ไม่มีใครรู้ตัว ท่านเตรียมบทละครและตัวละครได้อย่างครบครัน สร้างโอกาสให้เราได้รับประสบการณ์รวมทั้งพระลูกวัดส่วนหนึ่งที่พลอยได้รับบทเรียนไปด้วย เป็นประสบการณ์ส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตเพื่อนำมาใช้ศึกษาควบคู่กับประสบการณ์ของหลวงปู่ที่ท่านได้พบมาในชีวิตและได้บันทึกไว้ในหนังสือ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของพุทธะ คัมภีร์แห่งชีวิต

ท้ายที่สุดผู้เขียนต้องขอขอบคุณบิดาที่ทำให้มีโอกาสพบหลวงปู่และขอบูชาคุณหลวงปู่พุทธะอิสระ ที่ทำให้ความปรารถนาของศิษย์ทุกคนเป็นความจริงในสิ่งที่หวัง
นุ่งขาว ห่มขาว