รูปแบบแรกของการปรับตัว ได้แก่ การปรับตัวในด้านการลงทุนหลายๆ บริษัทได้เลือกใช้ในรูปแบบนี้ โดยการปรับตัวในด้านการลงทุนนี้ บริษัทหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ในตลาดการแข่งขันที่ได้รับแรงกดดันในเรื่องของต้นทุน หรืออยู่ในธุรกิจที่แข่งขันกันในด้านราคาเป็นสำคัญ สำหรับประเทศไทยมีบางบริษัทในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง อาหารแปรรูป ได้เลือกดำเนินการโดยใช้วิธีนี้ และได้เลือกไปลงทุนในประเทศจีน ลาว กัมพูชา พม่าและเวียดนาม

รูปแบบที่สองของการปรับตัว ได้แก่การปรับตัวรูปแบบการดำเนินธุรกิจ หรือ "Business Model" ใหม่ ซึ่งพบว่าหลายๆ บริษัทตัดสินใจเลือกใช้ในรูปแบบนี้แทนการออกไปตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การปรับตัวนี้ได้แก่การปรับเปลี่ยนจากสถานะของผู้ผลิตสินค้า หรือ "Producer" มาเป็นผู้ค้าสินค้า หรือ "Trader" โดยหันมาเน้นการเป็นผู้จัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตต่างๆ ทั่วโลกที่มีราคาและคุณภาพที่ดีกว่า แทนการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

รูปแบบที่สามของการปรับตัว ได้แก่การปรับตัวในด้านการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมในตัวสินค้าของตนเองเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่าง หรือเพิ่มช่องว่างระหว่างสินค้าของบริษัทกับคู่แข่ง ในด้านคุณภาพ ฟังก์ชั่นการทำงาน ความแปลกใหม่และความหลากหลายของตัวสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้าหรือผู้บริโภค

รูปแบบที่สี่ของการปรับตัว ได้แก่การปรับตัวในด้านการสร้างมูลค่าให้กับสินค้า หรือ "Value Creation" โดยการปรับตัวของบริษัทในด้านนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างตราสินค้า หรือตราผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการสื่อสารกับตลาด ลูกค้าหรือผู้บริโภค ให้เกิดค่านิยมในตราสินค้าและเกิดความเชื่อในมุมมองต่างๆ ดังนั้นการปรับตัวในรูปแบบนี้จะมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารทางการตลาดเป็นสำคัญ

รูปแบบที่ห้าของการปรับตัว การปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการและโครงสร้างการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและศักยภาพสูงสุดให้กับองค์กร มุ่งเน้นในเรื่อง ธุรกรรมสนับสนุนอย่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดหาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ การจัดการรับส่งดูแลสินค้าและบริการ หรือ โลจิสติกส์ (Logistics) หรือแม้แต่การดูแลจัดการประสิทธิภาพ ศักยภาพและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าคู่ขายของบริษัทเพื่อสร้างความได้เปรียบเหมือนคู่แข่ง หรือเรียกว่า "Supply Chain Management"

แหล่งอ้างอิง: http://www.logisticscorner.com