ชีวิตที่พอเพียง ๒๓๙๓. เศรษฐกิจหนูตะเภา


บทความเรื่อง The Guinea Pig Economy บอกเราว่าเราทุกคนเป็นเสมือนสัตว์ทดลอง ที่ข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ ของเรา ที่ตรวจจับได้เป็น digital data ถูกนำไปใช้ในการวิจัยหรือการทดลอง ตรวจสอบความชอบไม่ชอบ และพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ สำหรับเอาไปใช้ปรับปรุงบริการต่างๆ ให้ตรงใจตรงรสนิยมของลูกค้า

นี่คือรูปธรรมของสิ่งที่เรียกว่า big data ที่เอามาใช้พัฒนาธุรกิจได้อย่างทรงพลัง

ตัวอย่างคือข้อมูลการนอนหลับจากผู้ใช้ UP Wristband ยี่ห้อ Jawbone เครื่องมือนี้สวมเพื่อติดตามชีพจร การเคลื่อนไหว และการนอนหลับของผู้สวม นักวิจัยของบริษัทลองเปรียบเทียบระยะเวลานอนหลับ ของผู้หญิงกับผู้ชาย พบว่าโดยเฉลี่ยผู้หญิง นอนมากกว่าผู้ชาย ๒๑ นาที เมื่อตรวจสอบกับผลการวิจัยจริงๆ ตามที่มีผู้ทดลองวัดและรายงานไว้ ก็พบว่าผู้หญิงนอนมากกว่า ผู้ชาย ๒๑ นาที ตรงกันเป๊ะ

เขาลองใหม่ ลองติดต่อผู้ใช้ Jawbone 40,000 คน ขอให้ช่วยแจ้ง "เข้านอนแล้วนะ" หนึ่งในสามยินดีร่วมมือแจ้ง และพบว่าทำให้คนเหล่านั้นเข้านอนเร็วขึ้น ๒๓ นาที ซึ่งหมายความว่าเครื่องมือและวิธีการนี้เปลี่ยนพฤติกรรมในการนอน ของคนได้ ซึ่งหมายความว่า สามารถออกแบบให้เปลี่ยนพฤติกรรมของคนให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของตนเองได้

นี่คือการก่อเกิดศาสตร์ที่เรียกว่า Captologyหรือศาสตร์ว่าด้วยการจูงใจโดยใช้เทคโนโลยี (persuasive technology) เขาเรียกชื่อง่ายๆ ว่า Guinea Pig Economy ที่เริ่มเมื่อเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว และยิ่งนับวันก็ยิ่งเห็นโอกาสในการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมของคน ดังนั้น ตำแหน่งงานที่กำลังเฟื่องฟู คือ data scientist และในจำนวนนั้น ที่โดดเด่นคือ Chief Behavioral Officer ทำงานใน Persuasive Tech Lab เพื่อหาทางหาผลประโยชน์จากการเข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน เพื่อผลประโยชน์ของตน

ทำให้ผู้เขียนบทความนี้เสนอว่า สังคมต้องการ Ethical Compliance Officer ด้วย

ยุค big data กำลังนำสังคมมนุษย์ก้าวกระโดดไปอีกจังหวะหนึ่ง ทำอย่างไรจะเป็นจังหวะที่สมดุลระหว่าง greed กับ social responsibility


วิจารณ์ พานิช

๑๐ มี.ค. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)