ฟ้าหลังฝน.......(๑)

หลายครั้ง..ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน..ฝนตกหนัก ฟ้ามืดครึ้มและคำรามกึกก้อง พายุฤดูร้อนพัดกรรโชกหนักต่อเนื่อง ทุกบ้านอยู่กันอย่างเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงหวีดหวิวของลมปะทะต้นไม้ เสียงระลอกคลื่นปะทะตัวแพ และเสียงเสียดสีกันดังเอี๊ยดของเชือกกับต้นเสา

ผมมีบ้านหลังใหญ่ ที่มั่นคงแข็งแรง ตั้งใจจะมีบ้านให้ได้ก่อนอายุ ๔๐ ปี แล้วผมก็ทำได้ประมาณนั้น ..บ้านปัจจุบันอายุ ๑๓ ปี มีทรุดโทรมบ้างไปตามกาลเวลา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยทรุดโทรมหรือเลือนหายไปจากความทรงจำของผมเลย คือ..บ้านที่อยู่อาศัย..สมัยเด็ก

จำความได้สมัยนั้นอยู่ประถมต้น ครอบครัวเรา พักอยู่ห้องแถวของชลประทาน พ่อทำงานเป็นลูกจ้างประจำในโคงการพระยาบรรลือ ที่ทำงานคือประตูน้ำไม้ตรา อ.บางไทร อยุธยา..วันดีคืนดี พ่อได้รับคำสั่งย้าย หรือพ่อขอย้ายตัวเองก็ไม่อาจทราบได้ สิ่งที่ผมสงสัยก็คือ..ทำไมเวลาย้าย พ่อกับแม่จึงต้องพาลูกๆ ๔ คน พร้อมข้าวของเครื่องใช้ลงแพ..ลอยลำในแม่น้ำเจ้าพระยา

บ้านพักเรือนแพ..กว้างราว ๓ เมตร ปูด้วยแผ่นไม้หนา ความยาวของแพตลอดแนวไม่ต่ำกว่า ๒๐ เมตร หลังคาสังกะสี ข้างฝาเป็นไม้ยาง ช่วงล่างเป็นเท้งหรือทุ่น(ท้องแพ)ตอนเดียวทำด้วยเหล็กล้วนๆ แพถูกลากจูงนานหลายชั่วโมง จากแม่น้ำก็เข้าสู่คลองผ่านวัดท้องคุ้ง วัดสะพานสูง.มาจนถึงคลองข่อย ที่ตั้งของวัดท่าเกวียน.. แล้วมาจอดที่คลองพระอุดม ที่ตั้งสำนักงานประตูน้ำพระอุดม อ.ปากเกร็ด.. ที่พ่อทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ สังกัดขึ้นตรงสำนักงานใหญ่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท

ยังจำภาพเรือนแพลอยกลางเจ้าพระยาติดตามาจนบัดนี้..มีเพื่อนพ่อหลายคนที่มาส่งพวกเรา นั่งเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนาน ผมกับน้องๆ นั่งล้อมวงกันอยู่นิ่งๆ เพราะยังไม่คุ้นชินกับแพที่แกว่งไกวไปตามแรงคลื่น แม่ทำกับข้าวเลี้ยงคนที่มาส่ง ต้องคอยตะโกนบอกพี่สาวให้ดูแลน้องให้ดี กลัวจะตกน้ำ

พ่อ..จอดแพใกล้ศาลาท่าน้ำ ทอดสะพานไม้เล็กๆไปบนฝั่ง ใช้เชือกเส้นใหญ่มาก ผูกโยงด้านหน้าแพ ๒ เส้นซ้ายขวาที่ต้นก้ามปูและต้นหูกวาง ด้านหลังแพใช้เส้นเดียว ผูกกับตอไม้ข้างเสาศาลา อีกเส้นหนึ่งไม่ต้องใช้ เพราะเป็นผืนน้ำของลำคลอง ไม่รู้จะผูกกับอะไร ปักเสาเล็กๆก็ไม่ได้ เสาใหญ่ก็กีดขวางการจราจรทางน้ำ

พอดีเลยกับเรือนแพของเราที่ตั้งอยู่ เป็นส่วนโค้งของคุ้งน้ำ เรือหางยาวและเรือสองตอน ที่ขับมาจากเขตรอยต่อปทุมธานี จากวัดกล่ำผ่านวัดทองสะอาด ด้วยความเร็วค่อนข้างสูง คลื่นจึงลูกใหญ่ ซัดบ้านแพหลังเล็กของผมเด้งไปเด้งมา นานหลายเดือนกว่าผมจะชิน แล้วจะหวาดเสียวทุกครั้ง ถ้าเรือสองตอนขับแข่งกันมา เมื่อหลุดโค้งตรงแพที่ผมจอดอยู่ ผมจะคอยจ้อง กลัวว่าจะแฉลบเลยมาเกยบนที่นอนของผมทุกครั้งไป

ผมจำไม่ได้ว่า ผมมีความสุขไหม..รู้แต่ว่าตอนนั้นยากจนมาก..เพราะพ่อเงินเดือนน้อย มีลูกตั้ง ๔ คน เราอาจจะดูไม่เดือดร้อน เนื่องจากอยู่ใกล้น้ำ ดิ่มด่ำกับบรรยากาศที่ฉ่ำเย็น หน้าแล้งน้ำลดก็งมหอย จับปลากระทิงตามซอกหินริมตลิ่ง หน้าน้ำหลาก น้ำจะลึกและเชี่ยวมาก ต้องอยู่อย่างระมัดระวัง

สิ่งที่ไม่ต้องแคร์หรือไม่ต้องระมัดระวังแต่อย่างใด คือ สายตาของคนที่สัญจรไปมา ไม่ว่าจะนักท่องเที่ยว เรือเมล์รับจ้าง เรือโยงบรรทุกข้าวสารและเรือผ้าป่ากฐิน จะมองเรือนแพของผม บ้างก็ถ่ายภาพอย่างชื่นชมและอมยิ้ม คงจะแปลกหูแปลกตาหรือไม่ก็แปลกใจ แล้วก็ผ่านไป..คนที่อยู่บ้านบนแพ กลับยิ้มไม่ค่อยออก บางค่ำคืน..อกสั่นวัญแขวนเสียด้วยซ้ำ

หลายครั้ง..ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน..ฝนตกหนัก ฟ้ามืดครึ้มและคำรามกึกก้อง พายุฤดูร้อนพัดกรรโชกหนักต่อเนื่อง ทุกบ้านอยู่กันอย่างเงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงหวีดหวิวของลมปะทะต้นไม้ เสียงระลอกคลื่นปะทะตัวแพ และเสียงเสียดสีกันดังเอี๊ยดของเชือกกับต้นเสา...

ผมเห็นแม่เอากระต่ายขูดมะพร้าว มาวางตรงประตูบ้าน พันหัวกระต่ายด้วยผ้าขาว แม่บอกจะช่วยให้ลมพายุสงบลง คงเป็นความเชื่อโบราณ แต่ก็ไม่ทำให้ความแรงของลมหยุดลงได้ แค่ทำให้ความกลัวของผมหายไปบ้างเท่านั้น ..จากนั้น พ่อกับแม่ก็กระโดดลงน้ำที่หน้าแพ คว้าเชือกผูกแพคนละเส้น คอยดึงไว้ไม่ให้แพเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป ลมจะแรงมากกว่าคลื่นในคลอง จึงทำให้หวาดเสียวตลอด แพ เอียงวูบวาบเหมือนจะล่มเสียให้ได้ ดีว่ามีเชือกถ่วงดุลที่ด้านหลัง คอยฉุดกระชากลากถูไปมา ให้ได้ตื่นเต้นกันนานนับชั่วโมง...

ฝนลาสั่งฟ้าไปเรียบร้อย..ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ พวกเรายังนอนพักผ่อนกันไม่ได้ ต้องเก็บกวาดเช็ดถูแพ ให้กลับสู่สภาพเดิม ผมไม่ได้ออกความเห็นอะไร ใจก็เริ่มสงสารพ่อกับแม่..ได้ยินเสียงแม่คุยกับพ่อ..เหมือนจะท้อแท้ใจ...

"พ่อ..เราขอเขาไปอยู่บ้านพักข้างบนกันเถอะ แม่ทนไม่ไหวแล้ว หรือจะลากแพขึ้นไปบนฝั่งก็ได้ พ่อทำได้ไหม..." พ่อนิ่งสักพัก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร วันรุ่งขึ้น..ผมเหมือนได้บ้านหลังใหม่ ทั้งที่จริงก็เป็นเรือนแพหลังเดิมนั่นแหละ.....ไม่ต้องมีเสาบ้าน ปลูกวันเดียวก็เสร็จ

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

บ้านทุ่งดินดำ / ๑๑ เมษายน ๒๕๕๘

</span></strong>

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

อย่าลืม.....รวมเล่มนะ

ตุ๋ย..สุดยอด

เขียนเมื่อ 

เป็นประวัติศาสตร์เลยนะครับ

เสียดายไม่มีรูปสมัยก่อน

นึกถึงปลากระทิง

เหมือนปลาหลด

แต่ตัวใหญ่กว่า ตอนนี้หายากแล้วนะครับ

เขียนเมื่อ 

หล่อค่ะ

ขอบคุณ..นะครับ

</span></strong>

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับครูมะเดื่อค่ะ ท่านผอ.เขียนเรื่องชีวิตชุดนี้แล้วพอครบก็จัดเป็นบล็อกใหม่ทำ e-book ออกมาเลยก็ได้ค่ะ จะแจกจะขายก็มีประโยชน์ เป็นตัวอย่างสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้แน่นอนค่ะ