เด็กดีที่สังคมต้องการ

วันนี้ผมมีความคิดนี้เกิดขึ้น ความคิดนั้นคือ เวลาเราพูดถึงว่า เด็กคนไหนเป็นเด็กดี เด็กคนนั้นจะมีลักษณะที่สำคัญคือเชื่อฟังผู้ใหญ่ ถึงกับมีข้อความว่า "เด็กดีต้องเชื่อฟังผุ้ใหญ่" สมมติว่า ผู้ใหญ่คนนั้นเป็นโจร และเด็กคนหนึ่งก็ทำตามความคิดเห็นของโจรคือ "วิธีการลักขโมยที่ชาญฉลาดที่สุดคือการลักขโมยโดยผู้ถูกลักขโมยไม่รู้ตัวเลย" ถ้าข้อความว่า "เด็กดีต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่" เป็นข้อความที่จะบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กดี ก็แสดงว่า เด็กที่เชื่อฟังโจรก็เป็นเด็กดีด้วย ทั้งที่เด็กคนนั้นเข้าใจว่าการลักขโมยเป็นสิ่งที่ถูกต้องทางสังคม

ข้อความที่น่าคิดคือ "เด็กบางคนไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ก็เป็นเด็กดีได้" ถ้าผู้ใหญ่ไม่ใช่ผุ้ใหญ่ตัวจริง หากแต่เป็นผู้ใหญ่เพียงเพราะอายุมาก หน้าที่การงาน ระดับการศึกษา เป็นต้น แต่คุณธรรมชั้นสูงนั้น เขาไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีเลย การที่เด็กบางคนไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ก็เป็นเด็กดีได้นั้น ก็เพราะว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่เสนอมานั้นไม่ถูกต้องทั้งในเชิงสังคมและด้านอื่นๆ เช่น ทำขึ้นมาแต่ไม่มีความเป็นจริงรองรับ เพื่อจะให้ผ่านการประเมิน กรณีแบบนี้ หลายคนอาจมองว่า การทำตามผุ้ใหญ่คือเด็กดี แต่หากพิจารณาให้ดี การทำแบบนั้นเป็นการสอนให้เด็กน้อยกำลังลวงโลก ดูเหมือนว่า การที่เด็กไม่ทำตามผู้ใหญ่ชนิดนั้น น่าจะเป็นเด็กดีมากกว่า โดยเด็กดีดังกล่าวไม่จำเป็นต้องทำตามผู้ใหญ่

การที่เด็กบางคนไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ เขาจะถูกมองว่า เป็นเด็กดื้อ ทั้งที่ความดื้อต่อข้อความของผู้ใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อีกข้อความหนึ่งที่น่าจะพิจารณาคือ "เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด" หากเป็นสมัยก่อนนั้น มีความเป็นไปได้เพราะผู้ใหญ่จะคอยปกป้องเด็ก แต่หลายองค์กรเวลานี้ เด็กที่เดินตามผู้ใหญ่จำนวนหนึ่ง โดนกัดไปพร้อมกับผู้ใหญ่ด้วย เพราะการมีส่วนร่วมในการไม่ผดุงความถูกต้องทางสังคม อย่างไรก็ตาม อาจมีเด็กจำนวนหนึ่งที่โดนกัด โดยฝีมือของผู้ใหญ่เองก็มี

ในห้องเรียนจำนวนมาก เรามักพิจารณาว่า "เด็กดีต้องเชื่อและฟังครู" ส่วนเด็กที่ไม่ดีก็คือเด็กที่ไม่เชื่อและไม่ฟังครู สิ่งดังกล่าวนี้ดูแล้วน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน ถ้าครูคือโจร เด็กคนนั้นที่ไม่ทำตามครูจะกลายเป็นเด็กไม่ดีในทันที เช่น ข้อความว่า "เวลาเธอจะทำรายงาน เธอก็ไปดูเนื้อหาในอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็ก๊อปปี้มา แล้วนำมาแปลงข้อความโดยไม่ให้ใครจับได้สิ พร้อมกับบอกว่า นี่คือความฉลาด" ถ้าเด็กมองว่า การทำอยางนั้นมันไม่ซื่อตรงเอาเสียเลย แล้วไม่ทำตาม แต่เขาใช้วิธีการอ่านเยอะๆ เมื่อเข้าใจแล้ว เขามานั่งเขียนด้วยตนเอง ด้วยความพยายามและกำลังมาก เขาอาจถูกมองว่า "โง่ เสียเวลาโดยใช่เหตุ ทำไมไม่ทำอย่างที่ครูผู้ประเสริฐบอก" เด็กคนนี้จะกลายเป็นเด็กไม่ดีไปเช่นกัน

ในองค์กรการศึกษา มีแนวทางจำนวนหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นแนวทางเดียวกันในการปฏิบัติสำหรับองค์กรการศึกษา ถ้าใครไม่ทำตามแนวทางนั้น ให้ถือว่า "เป็นเด็กไม่ดี" นั้นคือ "ตก" ก็ถ้า องค์กรการศึกษาได้ทำตามที่เสนอแนะไป จึงจะถือว่าผ่าน แนวคิดแบบนี้ เข้าใจว่าเป็นแนวคิดเชิงเดี่ยว ไม่ใช่หลากหลาย เพราะองค์กรการศึกษาต่างๆต้องเดินตามแนวทางเดียวกัน สิ่งที่น่าเสียดายคือ ในองค์กรการศึกษาบางแห่ง มีจำนวนบุคลากรมากกว่ากลุ่มบุคคลที่สร้างเกณฑ์ขึ้นมา แต่น่าเสียดาย จำนวนบุคลากรที่มากกว่านั้น กลับกลายเป็นว่า ไม่สามารถที่จะคิดอ่านได้ตามที่ตนเชื่อมั่น น่าเสียดายที่เรียนกันมาแทบเป็นแทบตาย แตกต่างสาขา แต่ต้องมาอยู่ในเบ้าเดียวกัน

บางที เด็กดีที่ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ อาจเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมใหม่ได้ แม้เด็กนั้นจะดื้อ แต่ก็ไม่ได้ทำสิ่งชั่วร้ายใดๆ ในสังคมใหม่ เราน่าจะยกเลิกเด็กดีที่เชื่อฟังผู้ใหญ่ได้แล้วกระมัง และยกเลิกผู้ใหญ่ที่ต้องการให้เด็กเชื่อและฟังตามได้แล้ว ไม่อยากอ้างถึงศาสนา แต่ก็เคยอ่านความรู้ด้านนี้มา ขอยกตัวอย่าง สิทธัตถะ เด็กดื้อเพื่อโลก ถ้าสิทธัตถะไม่ดื้อรั้นจากจารีตเดิม มีหรือที่สิทธัตถะจะเป็นที่รู้จักของโลก เด็กดื้อแบบนี้ต่างหากกระมัง ที่ควรเป็นเด็กดีของสังคม

บันทึกความคิดมาถึงตรงนี้ นึกถึงผู้นำขององค์กรการศึกษาบางแห่ง พยายามที่จะทำตามที่หน่วยเหนือสั่งและเสนอแนะ ตราบจนไม่รู้ว่า ตัวตน (อัตลักษณ์) ที่แท้จริงขององค์กรคืออะไร การวิ่งตามเขาไปก็เหมือนกับเด็กดีที่เชื่อฟังผู้ใหญ่ เข้าใจว่า เด็กแบบนี้ อริสโตเติ้ลและขงจื้อไม่รับเข้าเป็นศิษย์แน่ๆ

น่าเสียดาย ทุกวันนี้ ระบบของโลกพยายามทำมนุษย์ให้เป็นหุ่นยนต์อย่างเบ็ดเสร็จไปเสียแล้ว

หมายเหตุ : เมื่อคืนนอนอ่านไฟล์ข้อมูล ที่บางคนนำเอา ร่างและพรบ.ออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยบางแห่งมาเทียบเคียง ทำให้คิดว่า มหาวิทยาลัยเหล่านั้นเป็นอิสระแล้ว โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบราชการ เช่น มาตรา ๕ ที่ว่า....ไม่เป็นส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายอื่นๆ" ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน แต่ก็น่าคิดว่า นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า ระบบในอดีตที่ต้องเดินเหมือนหุ่นยนต์นั้นไม่ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเทียบเคียงพบว่า เอ้า ทำไมแต่ละมาตรามีข้อความเหมือนๆ ใกล้เคลียง คล้ายๆกันเลย จึงคิดอีกว่า ไม่ได้คิดใหม่หรือเปล่า นอกจากนั้น ดูเหมือนว่า จัดการศึกษาไม่ได้แตกต่างเด่นชัดแต่ประการใดนัก ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกว่า มหาวิทยาลัยนอกระบบ คือมหาวิทยาลัยเอกชนหรืออย่างไร และคิดถึงว่า คล้ายๆกับมหาวิทยาลัยเป็นประเทศ อีกประเทศหนึ่งๆ ดูเหมือนอิสระจริง แต่ก็ขัดๆชอบกลกับความอิสระที่ใฝ่ฝันนั้น ผมหวังว่า คงไม่เป็นองค์กรการศึกษาแบบเด็กดีที่เชื่อฟังอีกต่อไป


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ชอบบันทึกที่ชวนคิดแบบนี้ค่ะ

ดิฉันไม่เห็นด้วย 100% ว่าเด็กต้องเชื่อฟัง ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็น เด็กด้วยกันเองหรือเป็นผู้ใหญ่ ก่อนที่พวกเขาจะได้ใช้วิจารณญานแล้วว่า เรื่องนั้นเป็นสิ่งดี สิ่งถูกค่ะ

การใช้วิจารณญานมีข้อจำกัด เช่น เด็กเล็กๆ วิจารณญานไม่ได้ว่าผู้ใหญ่คนไหนควรเชื่อหรือไม่ เราจึงสอนง่ายๆ เช่น ห้ามคุย ห้ามรับของจากคนที่ไม่รู้จัก เป็นต้น

สำนวนไทยหลายสำนวนมีบริบทในตัวเอง เอาไปใช้มั่วไม่ได้

เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด สอนเรา (ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็ก) ว่า ประสบการณ์มีความสำคัญ ทำตามประสบการณที่ผู้รู้แนะนำนั้นดีแน่ แต่จะดีกว่าถ้าคุณคิดออกไปจากเดิมๆ (อันนี้ดิฉันเติมเอง)

ผู้ใหญ หมายถึงผู้มีประสบการณ์ ไม่ใช้ผู้ใหญ่ประเภท แก่เพราะกินเหล้า เฒ่าเพราะอยู่นาน

ขอบคุณที่ชวนคิดแต่เช้าค่ะ


ดิฉันมีโอกาสไปงานสัปดาห์หนังสือในวันหยุดที่ผ่านมา ในภาคนิทรรศการ เขาจัดบอร์ดลักษณะเป็นกำแพงกว้างใหญ่ ให้เด็กๆ เขียนความคิดเห็นของตนลงในประโยคปลายเปิด เช่น "เด็กดี คือ ......" ดิฉันใช้เวลาเดินอ่านเนื้อหาที่เด็กๆ เติม อยู่พักใหญ่ อ่านแล้วรู้สึกสะท้อนใจค่ะ ถ่ายภาพมาด้วยหลายภาพ

ดิฉันแอบหวังว่าผู้รับผิดชอบจะนำสิ่งที่เด็กๆ เขียนไปใช้ประโยชน์ ไม่อยากให้ภาคนิทรรศการนี้เป็นเพียงกิจกรรมประกอบฉากของงานเท่านั้นค่ะ