หลักการเขียนผลการวิจัย
อาจารย์ สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์
ในการวิจัยการเขียนผลการวิจัยบางสถาบันใช้ชื่อว่า ผลการวิจัยหรือบางสถาบันใช้คำว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนผลการวิจัยเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะว่านักวิจัยต้องเขียน ตีความ วิเคราะห์ข้อมูล ลำดับ ก่อนและหลังในการนำเสนอให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ ทั้งผลวิเคราะห์ที่ได้จากคอมพิวเตอร์และการใช้หลักแนวคิดทฤษฎี หลักวิชาการหลายสาขามาผสมกลมกลืนกันจึงขอเสนอเนื้อเรียงลำดับ ดังนี้
๑.รูปแบบการเสนอผลการวิจัยมีหลายรูปแบบแต่ที่ใช้ทั่วไปมี๔รูปแบบคือ
๑.๑แบบบทความ จะนำผลข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลมาเรียบเรียงผสมผสานกันโดยมีการแทรกค่าสถิติ ตัวเลขไว้ด้วยวิธีการเขียนแบบบทความนิยมใช้กับผลการวิจัยที่มีตัวเลขไม่มากนักแต่จะมีการเขียนรายละเอียดเป็นคำบรรยายมากกว่า
๑.๒ แบบกึ่งบทความมีลักษณะคล้ายบทความเพียงแต่นำตัวเลข ค่าสถิติมาแทรกในบทความเรียงลำดับมากไปหาน้อยทำให้เห็นการเปรียบเทียบและจัดแบ่งประเภทเป็นกลุ่มๆได้
๑.๓แบบตารางประกอบการบรรยายเป็นการนำเสนอข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วใส่ในตารางก่อนและเมื่อมีการนำเสนอจึงแปลผลค่าสถิติที่ได้ไว้ใต้ตารางดังกล่าว
๑.๔แบบบรรยายประกอบตารางหรือแผนภูมิ มีการเสนอรูปแบบ๓วิธีคือ เสนอบรรยายผลการวิจัย ที่มีทั้งข้อมูล ค่าสถิติ แปลความหมาย และสรุปผลก่อนจึงนำเสนอรูปแบบตารางตาม
๑.๕ แบบบรรยายสรุปผลตามด้วยตารางและให้ข้อสังเกตใต้ตารางจะเป็นการบรรยายผลการวิจัยโดยสรุปก่อนโดยเขียนเชิงสรุปแบบค่าสถิติและแปลความหมายข้อมูลไปพร้อมกันหรือไม่ต้องอ้างอิงข้อมูลหรือค่าสถิติก็ได้แต่ให้ผู้อ่านเลือกอ่านทำความเข้าใจให้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอผู้ ดังนั้น วิจัยจะต้องอธิบายใต้ตารางไว้อย่างละเอียด
๑.๖แบบตารางและเสนอตารางหรือแผนภูมิไว้ในภาคผนวก เป็นการบรรยายผลการวิจัยไว้อย่างละเอียด มีการบรรยายทุกคำตอบที่อยู่ในเนื้อเรื่องของการวิจัย สำหรับตารางและแผนภูมิใส่ไว้ในภาคผนวกซึ่งทำให้ดูน่าอ่านแต่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความไม่เข้าใจ
๒.การเขียนกราฟและแผนภูมิประกอบ
การนำเสนอด้วยกราฟและแผนภูมิเป็นการนำเสนอแบบการใช้เป็นรูปภาพแทนปริมาณ ข้อมูล ค่าสถิติ อาจมีหลายลักษณะ เช่น แบบเส้นโค้ง เส้นตรง แผนภูมิแบบแท่ง แผนภูมิแบบทรงกลมหรือใช้รูปคน สัตว์ สิ่งของ ก็ได้ และสำหรับกราฟที่ใช้ในการประกอบการเขียนรายงานที่สำคัญ ได้แก่
๒.๑ กราฟเส้น(Line Grape)ใช้เสนอข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาจากการลากเส้น๒เส้นตั้งฉากกัน โดยเส้นแกนตั้งมักแทนด้วยปริมาณข้อมูล แกนนอนมักแทนด้วยอัตราเวลาโดยจุดตัดของแกนอยู่ที่ศูนย์
๒.๒ แผนภูมิวงกลม(Pie Chart)เป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณทั้งหมดในวงกลมมีการแบ่งพื้นที่วงกลม๓๖o องศาโดยแบ่งการตามนำเสนอข้อมูลเป็นส่วนย่อยๆตามลักษณะของข้อมูลในแผนภูมิวงกลมมีการใช้จำนวนหรือร้อยละกำกับไว้ในพื้นที่ด้วยและมักทำวงกลมหลายมิติเพื่อให้เกิดความชัดเจน
๒.๓.แผนภูมิแท่ง(Bar Chart)เป็นกราฟแสดงรูปแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้ง แต่ละแท่งแทนค่าด้วยข้อมูล๑ประเภท ความสูงแทนปริมาณข้อมูล ความกว้างแทนประเภทข้อมูลและจะต้องมีความกว้างเท่ากันทุกแท่งการเรียงสี่เหลี่ยมจะเรียงตามแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ถ้าข้อมูลวัดด้วยระดับช่วงหรืออัตราส่วนแท่งสี่เหลี่ยมจะเท่ากันมีชื่อที่เรียกว่า ฮิสโตแกรม ถ้าวัดด้วยระดับแบ่งกลุ่ม แท่งสี่เหลี่ยมจะแยกกัน(๑๕๕-๑๗o)
๒.๔ แผนภูมิรูปภาพ จะใช้เสนอข้อมูลที่มีหลายๆปีมีปริมาณใหญ่ๆเท่านั้น มักเปรียบเทียบข้อมูลเดียวกันหรือประเภทเดียวกัน
๓.การจัดเรียงหัวข้อและเรียงผลการวิจัย ก่อนเขียนต้องแบ่งหัวข้อเรื่อง เป็นส่วน เป็นตอน โดยต้องยึดหลักวัตถุประสงค์การวิจัยเป็นหลักและเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับผลการวิเคราะห์ข้อมูลควรจัดเป็นหัวข้อใหญ่และจับหัวข้อใหญ่มาแยกเป็นหัวข้อย่อย(๑๗๑)
๔.เนื้อหาของผลการวิจัย(๑๗๕)ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ประกอบด้วย๒ส่วนคือ
๔.๑ส่วนที่เป็นข้อมูลประกอบด้วย ๓ส่วนคือ ตัวแปร ข้อมูล ที่มาและปริมาณข้อมูล
๔.๒ส่วนที่แปลความหมายข้อมูลการนำเสนอต้องเสนอทั้ง๒ส่วนพร้อมกันและไม่ควรนำเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมลงไปแต่ควรนำไปเสนอตอนอภิปรายผลมากกว่า
ทั้งนี้ หลักการอธิบายและการแปลผลการวิจัยขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย รูปแบบ และลักษณะตารางที่ใช้ในการนำเสนอ
๔.๓ วิธีการเขียนผลการวิจัยเรื่อง ความนำ จะต้องเขียนเนื้อหาความนำผลการวิจัยว่าทำอะไร ทำอย่างไร ได้ผลอย่างไรโดยต้องมีลักษณะการนำเสนอให้ผู้อ่านสนใจและอยากติดตามและสามารถเข้าใจ ชัดเจน การเขียนความนำจึงควรเขียนเชิงบรรยายไม่ควรเป็นหัวข้อ เมื่อเขียนจบ แล้วค่อยเสนอ แปลผล ในแต่ละหัวข้อใหญ่ โดยขึ้นบรรทัดใหม่ วางไว้ชิดขอบซ้าย ทำตัวเข้มปกติ๑๘ พ้อยด์ แต่ไม่ต้องใช้หมายเลขกำกับ เนื้อหาหัวข้อใหญ่แต่ละหัวข้อควรตั้งเป็นหัวข้อ รอง และหัวข้อย่อย มีการเสนอผลด้วยการบรรยาย อธิบาย แปลความแต่ในการเขียนในหัวข้อรองและหัวข้อย่อยให้เขียนต่อจากหัวข้อได้เลย
๔.๔ การนำเสนอและแปลผลข้อมูลทั่วไป มักแตกต่างกันไปตามจุดมุ่งหมายมี๒ลักษณะ คือ
๔.๔.๑ แบบตัวแปรเดี่ยว มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรยายลักษณะข้อมูล ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างมีลักษณะเช่นไร สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ มัธยฐาน ฐานนิยม ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีการนำเสนอ ๓แบบ คือแบบตัวแปรแต่ละตาราง แบบเสนอรวมทุกตัวแปร แบบเสนอทุกลุ่มตัวแปร
๔.๔.๒ ตัวแปรแบบสองทาง(๑๘๕)เป็นการนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบ ความแตกต่าง หรือความคล้ายคลึงกันมักพบในการวิจัยเชิงทดลอง(๑๘๕)
............................................................................................
ขอขอบคุณแหล่งที่มาค่ะ
ศ.บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ คู่มือการวิจัย การเขียนรายงาน การวิจัยและวิทยานิพนธ์ ฉบับปรับปรุงครั้งที่๑o โรงพิมพ์เรือนแก้ว ๒๕๕๓
