การแก้ไขรายการในประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง รายนายชนินทร์ และนายเบียะอ่อ ตอนที่ 6

การแก้ไขรายการในประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง รายนายชนินทร์ และนายเบียะอ่อ ตอนที่ 6

ประเด็นวิเคราะห์นายชนินทร์ และนายเบียะอ่อ หรือยาว ไม่มีนามสกุล [1]

21 กุมภาพันธ์ 2558

ในเนื้อหาของคำร้องขอแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติฯ ของนายชนินทร์ และนายเบียะอ่อ ไม่มีนามสกุล หากพิจารณาเนื้อหาจากประเด็นหนังสือแจ้งผลการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองฯ ไม่รับคำร้องขอแก้ไขรายการฯ ของนายอำเภอท่าสองยางตามหนังสือที่ ตก 0518.2/406-407 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 เรื่อง แจ้งผลการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของอำเภอท่าสองยาง

ผู้เขียนแสดงทัศนะเรื่องนี้ไว้แล้วห้าตอน ในตอนที่ 4 ผู้เขียนสรุปว่า "การไม่อนุมัติคำร้องขอแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงฯ ของนายทะเบียนหรือของนายอำเภอท่าสองยาง" เป็นเรื่องของการใช้ "ดุลพินิจ" (Pouvoir discrétionaire or Discretion) ของนายอำเภอฯ ด้วยสาเหตุหลักก็คือ เป็นกรณีที่ผู้ร้องไม่มี "พยานเอกสาร" ใดมาแสดง แม้จะมี "ประจักษ์พยานที่เป็นญาติใกล้ชิด" มายืนยันข้อเท็จจริง ก็ประสบกับปัญหา "ความน่าเชื่อถือ" ของพยานบุคคล โดยนายอำเภอท่าสองยางเห็นว่าพยานบุคคลมีลักษณะเป็น "พยานสมรู้ร่วมคิด" จึงมีคำสั่ง "ไม่รับคำร้อง" ไว้พิจารณาในเนื้อหาฯ

ในบทความตอนที่สอง และ สาม เป็นการวิเคราะห์คาดเดาแนวทางล่วงหน้าในการพิจารณารับคำอุทธรณ์คำสั่งฯของนายอำเภอท่าสองยาง ก่อนที่นายอำเภอฯ จะตอบยกเลิกคำสั่งไม่รับคำร้องแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติฯ โดยนายอำเภอได้ตัดสินเลือกใช้วิธีการแรก คือ การรับคำอุทธรณ์ และเห็นด้วยตามคำอุทธรณ์ฯ โดยมีคำสั่งให้ "ยกเลิกคำสั่งไม่รับคำร้องแก้ไขรายการฯ" และรับคำร้องขอแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณาตามขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาทางปกครอง

นายอำเภอท่าสองยาง แจ้งตอบตามหนังสืออำเภอท่าสองยางที่ ตก 0518.2/406-407 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 สรุปในสองประเด็นว่า

(1) เปิดโอกาสให้ผู้ร้องทั้งสองมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสองเพื่อประกอบการพิจารณาทางปกครองของนายอำเภอและนายทะเบียนอำเภอฯ และขอให้นำพยานบุคคลทั้งสามปากไปให้นายทะเบียนอำเภอฯ ทำการสอบปากคำเพิ่มเติม ภายใน 30 วัน และหากมีเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่น ๆ เพิ่มเติม ขอให้นำส่งนายทะเบียนอำเภอฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้

(2) รับว่าจะดำเนินการตามหลักการพิจารณาของฝ่ายปกครอง (Administrative Procedure) และทำคำวินิจฉัยชี้ขาดทางปกครอง (Formal Adjudication) ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 และระเบียบกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยจะใช้ "ดุลพินิจพิจารณา"

จากหนังสือฉบับดังกล่าวของนายอำเภอท่าสองยาง มีประเด็นที่น่าพิจารณาอยู่สองประเด็น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นหลักของเรื่องนี้ที่เป็นจุดสำคัญชี้ถึงแนวโน้มในการออกคำสั่งทางปกครองของนายอำเภอท่าสองยางได้

ประเด็นที่นายอำเภอท่าสองยางได้ให้โอกาสแก่ผู้ร้องทั้งสองได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดง "พยานหลักฐาน" เพื่อประกอบการพิจารณาทางปกครอง ตามมาตรา 29 [2] แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (พยานหลักฐานที่ตนเห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง) และขอให้ผู้ร้องนำพยานบุคคลจำนวนสามปาก (นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง, นพ.จิรพงศ์ อุทัยศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ระมาด และนางสาวศิวนุช สร้อยทอง ทนายความ นักกฎหมายประจำโรงพยาบาลแม่ระมาด) ไปให้นายทะเบียนอำเภอฯ ทำการสอบปากคำเพิ่มเติม ภายใน 30 วัน และหากมีเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่น ๆ เพิ่มเติม ขอให้นำส่งนายทะเบียนอำเภอฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้

ความเห็นในกรณีที่นายอำเภอท่าสองยางได้เปิดโอกาสให้ผู้ร้องทั้งสองมีโอกาสนำเสนอพยานหลักฐาน เพื่อประกอบการพิจารณาทางปกครองของนายอำเภอและนายทะเบียนอำเภอฯ นั้น ผู้เขียนเห็นว่า เป็นคำเสนอที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลนักเพราะด้วยข้อจำกัดของพยานหลักฐานที่มี ไม่ว่าจะเป็นพยานเอกสารที่ไม่มีเลย กรณีจึงเป็น "การขอแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติฯ" ที่ไม่มีเอกสารมาแสดงฉะนั้น พยานหลักฐานที่จะนำเสนอได้ก็มีเพียง "พยานบุคคล" และ "พยานหลักฐานอื่น" เท่านั้น

(1) พยานบุคคลอ้างอิง

ในสภาพปกติในการพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคล หรือในข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ก็จะเป็นพยานบุคคลที่เป็นผู้ใกล้ชิด หรือพยานแวดล้อมผู้ใกล้ชิดเท่านั้น ฉะนั้น "พยานบุคคล" ที่นำเสนอ จึงได้แก่ บิดา มารดา ญาติอาวุโส พี่น้องใกล้ชิด เพื่อนบ้าน หรือพยานบุคคลอื่นใดที่มีสภาพที่มีนิติสัมพันธ์ผูกพันกันกับผู้ร้องหรือกับบุพการี เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ครูอาจารย์ที่เคยสอน พระอุปัชฌาย์หรือเจ้าอาวาสที่เคยบวชฯ นายจ้างที่เคยไปทำงานด้วย ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับ คำอธิบายในกรณีการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารการทะเบียนราษฎร โดยไม่มีหลักฐานเอกสารราชการ ตามระเบียบฯ ข้อ 115 (2) แห่ง ระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 แก้ไขถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2551 ให้ดำเนินการดังนี้... "(2) สอบสวนเจ้าบ้านและพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ เช่น บิดา มารดา ญาติพี่น้อง ผู้ที่มีนิติสัมพันธ์หรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่รายการทะเบียนราษฎรผิดพลาดเพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริง" [3]

ด้วยปรากฏว่า ฝ่ายผู้ร้อง ก็ได้นำพยานที่เป็นบุพการี และผู้ใกล้ชิด ไปให้ถ้อยคำยืนยันถึงข้อเท็จจริงแล้ว แต่มีความเห็นแย้งจากนายอำเภอฯ ว่า "มารดาของนายชนินทร์ให้การไม่ตรงกันในการเดินเผชิญสืบในจำนวนบุตร ทำให้ขัดแย้งกับการลำดับบุตร มีผลต่อการลำดับห้วงเวลาในเอกสารฯ" และ"มารดาของนายเบียะอ่อให้การกับนายอำเภอฯว่า วันเดือนปีเกิดให้ยึดถือตามที่ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 16 จังหวัดตากบันทึกไว้" และ ทำให้พยานผู้ใกล้ชิดดังกล่าวกลายเป็น "พยานผู้สมรู้ร่วมคิด" เป็นพยานบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้งนายอำเภอฯ ถือว่าพยานเอกสารที่ฐานความน่าเชื่อถือที่สูง เพราะเป็นการดำเนินการบันทึกรายการในรูปของคณะทำงานโดยบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่พื้นที่ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบประวัติของอำเภอ และหัวหน้าชุดปฏิบัติการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง เป็นผู้สอบประวัติและลงนามรับรองเอกสารแบบพิมพ์ฯ โดยอ้างว่ามีการระบุข้อมูลมีความสอดคล้องกันในรายการต่าง ๆ ทุกรายการ [4]

ในประเด็นพยานบุคคลที่เป็นผู้ใกล้ชิด แต่ได้รับปฏิเสธด้วยเป็นพยานบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ เห็นว่า อาจมีความบกพร่องในการสอบถาม หรือการสื่อความหมายที่ไม่ตรงกัน หรือ ไม่มีการทบทวนคำถามการสื่อความหมายที่ดีพอจึงได้คำตอบที่ไม่ชัดเจน และตีความสรุปเอาง่าย ๆ ว่า "สับสน" ไม่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งชุติงามอุรุเลิศ คนทำงานเพื่อชนเผ่าให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า [5]

"ในส่วนของการระบุในคำสั่งที่ว่าพยานสมรู้ร่วมคิด เนี้ย ไม่เข้าใจว่าคืออะไร หากบอกว่าเป็นพยานใกล้ชิด , เป็นเครือญาติ , เป็นเพื่อนบ้าน , เป็นคนที่เพิ่งได้รับการลงรายการสถานะ ถ้าเป็นอย่างนั้น อำเภอแม่อายคงต้องเพิกถอนรายการในทะเบียนราษฎรกันอีกรอบ แล้วยกคนอีก 1,000-2,000 กว่าคนไปยื่นคำร้องขอสถานะคนต่างด้าวทั้งหมด ผมอาจจะคิดสั้นไป คงต้องเพิกถอนทุกอำเภอและจังหวัดที่มีกระบวนการลงรายการสถานะ เพราะใครล่ะที่จะรับรองข้อเท็จจริงอันเป็นประจักษ์ของเราได้ ถ้าไม่ใช่ เพื่อนบ้าน เครือญาติ และคนที่อยู่ในสถานะที่เหมือนกัน ใกล้ชิดกัน และอยู่ในชุมชนเดียวกัน"

"หากจะโต้แย้งคำสั่ง คงต้องระบุว่าพยานเราที่ใช้กล่าวอ้างมีความน่าเชื่อถือ เพราะเหตุใด และเช่นไร รวมทั้งการใช้ดุลยพินิจไม่เหมาะสมอย่างไร หากจะใช้รูปแบบเดียวกันกับของแม่อาย ก็คงเหมือนความเห็นของพี่แย้ คือ ต้องนำสืบความไม่น่าเชื่อถือของการสำรวจทะเบียนฯ ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งคนที่ให้ข้อมูลได้ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในยุคนั้น , คนเฒ่าคนแก่ แต่จริงๆ กระบวนการนี้น่าจะอยู่ตั้งแต่ขั้นตอนการนำพยานเข้าสืบปากคำเพื่อแก้ไขทะเบียนแล้ว"

ในประเด็นเรื่องความ "น่าเชื่อถือของพยานบุคคล" ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ในสภาวะหรือสถานการณ์แวดล้อมที่ลำบากย่ำแย่เป็นที่น่ายินดีว่า ได้มีงานวิจัยการศึกษาค้นคว้าของนิสิตปี 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จากการลงพื้นที่ศึกษาชุมชนบ้านกุยต๊ะ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ชาวบ้านประสบปัญหาเรื่องการพิสูจน์สิทธิในสถานะบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในสัญชาติไทย ดังส่วนหนึ่งของบทนำ งานวิจัยว่า [6]

"...เนื่องจาก ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นจะขาดพยานหลักฐานในส่วนของพยานเอกสาร และเมื่อใช้พยานบุคคลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก็พบว่า มีบุคคลเพียงไม่กี่คนที่จะยืนยันข้อเท็จจริง อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งทราบหรือเห็นข้อเท็จจริงนั้นๆ อาทิ

หมอตำแย ผู้นำทางศาสนา หรือเพื่อนบ้าน

และในทางกลับกัน พบว่า แนวทางปฏิบัติของรัฐที่ใช้ในการพิจารณาการลงรายการสัญชาติไทยของชาวบ้านในอำเภออุ้มผางนั้น จะรับฟังพยานบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่าบุคคลที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะว่ามีความน่าเชื่อถือมากกว่าบุคคลทั่วไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงสนใจเกี่ยวกับ ความน่าเชื่อถือของพยานบุคคลที่ไม่เป็นทางการกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในการรับรองสถานะทางบุคคล เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสมในอนาคต"

(2) พยานหลักฐานอื่น

พยานหลักฐานอื่นจะอ้างอิงได้ ก็คือ พยานวัตถุที่มีการบันทึกไว้เป็นตัวหนังสือ "ตะระกาแดะ" หรือ "สูติบัตรไม้ไผ่ของนายเบียะอ่อ"และพยานหลักฐาน "ภาพถ่ายดาวเทียมของสภาพพื้นที่" ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายทะเบียนอำเภอ และนายอำเภอได้นำพยานหลักฐานจาก ภาพถ่ายทางดาวเทียมมาพิจารณาถึงสภาพพื้นที่จริงในห้วงเวลาที่เกิดของผู้ร้องทั้งสอง (เกิด ปี 2524 และปี 2528) โดยก่อนหน้าที่นายอำเภอจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องฯ ได้มีหนังสือแจ้งมาว่าขอพิจารณาพยานหลักฐานภาพถ่ายทางดาวเทียมก่อน เพื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน นั้น มีพยานผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม (remote sensing) มาร่วมพิจารณาให้ความเห็นประกอบหรือไม่เพียงใด สามารถชี้จุด และเปรียบจุดในพื้นที่จริงกับแผนที่ได้หรือไม่เพียงใด ซึ่งในคำสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขฯ ก็ปรากฏการกล่าวถึงพยานหลักฐานชิ้นนี้ไว้เลย

สำหรับพยานหลักฐานอื่น ที่เป็น "พยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญ" ที่รู้วัฒนธรรมประเพณีชนเผ่าเป็นอย่างดี อาทิ คุณแม่ทัศนีย์ คีรีปราณีต นักพัฒนาชุมชนกะเหรี่ยงที่ทำงานและอาศัยอยู่ในพื้นที่ท่าสองยางมายาวนาน เป็นนักคิดและผู้รู้ในกะเหรี่ยงศาสตร์ ถือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญที่นำมาอ้างอิงสอบสวนได้ ตามแนวทางในการกลั่นกรองการของลงรายการในสัญชาติไทยของบุคคลบนพื้นที่สูงได้ [7]

(3) ในกระบวนการจัดทำทะเบียนประวัติ มีความถูกต้อง สมบูรณ์ น่าเชื่อถือเพียงใดโดยเฉพาะความน่าเชื่อถือของการลงบันทึกรายการในเอกสารฯ ที่ระบุเป็นปี พ.ศ.

ในประเด็นนี้คุณศิวนุชสร้อยทอง ได้โต้แย้งข้อกฎหมายว่าทะเบียนประวัติอาจผิดพลาดและแก้ไขได้ [8] ต่อนายอำเภอในชั้นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำร้องฯ แล้ว มีข้อสังเกตเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของพยานเอกสารดังกล่าว ซึ่งถือเป็นข้อโต้แย้งในเรื่องข้อเท็จจริงและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานของทางราชการที่มีอยู่ว่า

(1) เจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการคำนวณจากระยะเวลาเป็นปีย้อนหลังไป เท่าที่ผู้ถูกสัมภาษณ์จะจำความได้ แล้วคำนวณหักออกจากปี พ.ศ. ที่ได้สัมภาษณ์ ซึ่งไม่มีหลักฐานการตรวจสอบอ้างอิงใด ๆ เป็นเพียงการคำนวณคร่าว ๆ จากคำบอกเล่าเป็นหลัก

แต่ในประเด็นนี้ หากมีการสอบสวนปากคำในรายละเอียดในบางกรณี อาจมีหลักฐานอ้างอิงได้ เช่น เข้ามาเพื่อ นาย ก. เพิ่งเกิด หรือ นาย ก. อายุ ได้ 2 ขวบ ก็ไปสอบทานจากอายุที่แท้จริงของ นาย ก. เป็นต้นซึ่งในประเด็นนี้ มีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากจำนวนบุคคลที่เข้ารับการลงทะเบียนฯ และสัมภาษณ์มีจำนวนมากล่ามมีน้อยล่ามไม่มีประสบการณ์ในการไล่เรียงความจริงความรับผิดชอบในคุณภาพของงานบกพร่องเพราะในภาวะจัดด้วยเหตุผลต่าง ๆ ทำให้บุคลากรต่างเร่งรีบอยากให้งานของตนเสร็จโดยเร็ว โดยขาดการเช็คการสอบทานข้อเท็จจริงบางประการ ที่เป็นสาระสำคัญดังกล่าวข้างต้น

(2) ความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงมีสูง เพราะขึ้นอยู่กับความเข้าใจ และการรับรู้ของผู้ถูกสัมภาษณ์เป็นหลัก ซึ่งเป็น "ตาสีตาสา" ไม่มีความรู้ และ "สื่อสารภาษาไทยไม่ได้"

(3) อาทิคำถามว่า "ท่านเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อใด ปีไหน" ในสมัยก่อน ๆ ชาวบ้านบางคนมักตอบไม่ถูก เพราะ ชายแดนประเทศไทย-พม่า ตลอดแนว มีการเคลื่อนย้ายอพยพไปมาของคนบางคนอยู่เป็นประจำ เช่น คนรับจ้างพ่อค้าวัวข้ามแดน(ลักลอบผิดกฎหมาย) คน(ชาย)ที่มีภริยาอยู่ฝั่งไทย และอาจรวมไปถึงทหารกะเหรี่ยงอิสระ เป็นต้น ทำให้บุคคลประเภทนี้ตอบระยะเวลาการเข้ามาอยู่ในประเทศไทยสับสน ปัญหาคือจะเริ่มนับระยะการเข้ามาอยู่ในประเทศไทยอย่างไร เพราะ การเข้าๆออกๆ บางครั้งนานหลายเดือน หรือเป็นปี

ในกระบวนการบันทึกแบบพิมพ์ประวัติฯ มีข้อสังเกตถึงความถูกต้อง สมบูรณ์ น่าเชื่อถือ ในหลาย ๆ ประเด็น ตามที่นายอำเภอฯ มีความเชื่อและให้เหตุผลไว้ว่า พยานเอกสารทะเบียนประวัติฯ ที่จัดทำโดยราชการนั้น มีการจัดทำในรูปของ "คณะทำงาน" ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีตำแหน่งหน้าที่ การบันทึกข้อมูล "มีความสอดคล้องกันในรายการต่าง"แต่อย่างไรก็ตามในสภาพความเป็นจริง ที่มีข้อจำกัดอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย อาทิ ความด้อยโอกาส ความยากไร้ ความทุกข์ยาก ความขาดแคลน ความไม่รู้ ฯลฯ โดยเฉพาะในกระบวนการสอบสวนและการบันทึก มีรูปแบบและกระบวนการในการจัดทำที่รัดกุม รอบคอบ เพียงใด ซึ่งเรื่องนี้คุณชุติ งามอุรุเลิศ ผู้ทำงานเพื่อชนเผ่า ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า [9]

"หากเป็นอย่างนี้ เหตุใด บุคคลที่ถือแบบพิมพ์ประวัติ ซึ่งระบุสถานที่เกิดในไทย แทบจะทุกคน เมื่อจะขอลงรายการสัญชาติ ต้อง เรียกพยานรับรองการเกิดในประเทศไทย อีก ทั้งนี้ยังไม่รวม ข้อสันนิษฐาน ตามข้อ 43 [10] (แห่งระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543) ก็ไม่ใช้ ในอดีตที่ยอมให้เรียกพยานเพิ่มก็ไม่ใช่เพราะตกตะกอนทางความคิดกันแล้วหรือว่ากระบวนการจัดทำทะเบียนประวัติฯ นั้นมีปัญหาความถูกต้องของข้อมูลค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะด้วยวิธีการ , การสอบข้อมูล , ภาษา และข้อจำกัดทางซึ่งในส่วนนี้บุคลากรในกรมตั้งแต่ยุคที่มีสำนักทะเบียนชนกลุ่มน้อยน่าจะรู้ดีที่สุด"

ในประเด็นนี้คุณสุมิตรชัย หัตถสาร ให้ความเห็นว่า [11] ประเด็นสำคัญกรณีนี้ที่นายอำเภอใช้ในการมีคำสั่งไม่อนุมัติ คือ พยานบุคคลไม่สามารถหักล้างพยานเอกสารได้ (โดยเฉพาะพยานเอกสารราชการ) ตามหลักกฎหมายพยาน (ป.วิแพ่ง) หากจะโต้แย้งความเห็นของนายอำเภอ ต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงถึงขั้นตอนการทำทะเบียนประวัติเมื่อปี 2528 และทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลของศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 16 รวมทั้งพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจว่ามีการบันทึกข้อมูลผิดไปจากความจริงหรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็ยากจะหักล้างเหตุผลของนายอำเภอ

ยังมีต่อ ... ยังจบไม่ลง...


[1] "พยานสมรู้ร่วมคิดในการสอบพยานเพื่อรับรองตัวบุคคลในการแก้ไขรายการในทะเบียนราษฎร", 5 มกราคม 2558, https://www.gotoknow.org/posts/583457 & ศิวนุช สร้อยทอง, การรับรองความน่าเชื่อถือของ "พยานหลักฐานในการพิสูจน์การเกิดเพื่อแก้ไขทะเบียนประวัติ ฯ ของนายชนินทร์" : ปลาทอง นักกม.โครงการ4หมอ, 1 มกราคม 2558, https://www.facebook.com/notes/1030676490283094 & รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร, "มาช่วยกันพิสูจน์ข้อเท็จจริงของชนินทร์และครอบครัวกันเถอะค่ะ ...ความพยายามของมวลมิตรเพื่อชนินทร์ค่ะ", 30 สิงหาคม 2557, https://www.gotoknow.org/posts/575406

[2] มาตรา 29 เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง ในการนี้ ให้รวมถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง

(2) รับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็นของคู่กรณีหรือของพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่คู่กรณีกล่าวอ้าง เว้นแต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือยหรือเพื่อประวิงเวลา

(3) ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากคู่กรณี พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ

(4) ขอให้ผู้ครอบครองเอกสารส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง

(5) ออกไปตรวจสถานที่

คู่กรณีต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และมีหน้าที่แจ้งพยานหลักฐานที่ตนทราบแก่เจ้าหน้าที่

พยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่เจ้าหน้าที่เรียกมาให้ถ้อยคำหรือทำความเห็นมีสิทธิได้รับค่าป่วยการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

[3] คู่มือแนวทางปฏิบัติราชการเพื่อบริการประชาชนสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน แนวทางปฏิบัติราชการเพื่อบริการประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล/เมืองพัทยา) เรื่อง การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารการทะเบียนราษฎร หน้า 27 – 34 (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดย นายสาโรช คัชมาตย์, อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, 2547 - 2549), www.wpkms.com/33/uploadfile/665.doc

[4] หนังสืออำเภอท่าสองยางที่ ตก 0518.2/5175-6 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2557 เรื่อง หารือการแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง

[5] ความเห็นชุติ งามอุรุเลิศ ในเฟซบุ๊คเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2557

[6] คลินิกกฎหมายนเรศวรเพื่อสิทธิมนุษยชน Naresuan Legal Clinic, 6 มกราคม 2558

[7] ระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543 ข้อ 26 ข้อ 38 ซึ่งได้กล่าวถึง การแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอพิจารณาการลงรายการสัญชาติไทย และ คณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลาง ที่เป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" ไว้

[8] หนังสือโต้แย้งข้อกม.ว่าทะเบียนประวัติอาจผิดพลาดและแก้ไขได้, https://www.facebook.com/notes/1030676490283094

[9] ความเห็นชุติ งามอุรุเลิศ ในเฟซบุ๊คเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2557, อ้างแล้ว

[10] ข้อ 43 กรณีผู้ที่ได้รับการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือมีการรับรองโดยผิดจากความเป็นจริง

ให้นายทะเบียนยื่นเรื่องต่อนายอำเภอ เพื่อให้นายอำเภอวินิจฉัยปัญหาและดำเนินการเพิกถอนการลงรายการสัญชาติไทยโดยจำหน่ายชื่อและรายการบุคคลออกจากทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังจากการเพิกถอนตามความในวรรคแรกแล้ว ให้นายทะเบียนดำเนินการลงรายการสถานะที่แท้จริงของบุคคลนั้นในทะเบียนราษฎรตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เมื่อดำเนินการเพิกถอนรายการสัญชาติไทยของบุคคลใดแล้ว ให้รายงานต่อสำนักทะเบียนกลางพร้อมทั้งสำเนาให้ส่วนการทะเบียนราษฎรทราบด้วย

[11] ความเห็นสุมิตรชัย หัตถสาร ในเฟซบุ๊คเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2557

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Registration Law



ความเห็น (0)