วลีเด็ด...มหาเศรษฐี(๕)

"พี่หนาน"
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วลีเด็ด...มหาเศรษฐี(5)

...........หลายท่านคงเคยดูหนังของค่าย ทเว็นตี้ เซ็นจิวรี่ ฟ๊อกซ์ (20th Century Fox) เช่น Avatar(เกี่ยวกับการรบแย่งชิงอาณาจักรของมนุษย์ต่างดาว) Titanic(เกี่ยกับความรักที่แตกต่างทางด้านชนชั้นของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง), Star Wars(เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ต่างดาวหลายภาค) , Home Alone(โดดเดี่ยวผู้น่ารัก; เกี่ยวกับเด็กชายที่เฉลียวฉลาด) , Die Hard(คนอึดตายยาก; มีหลายตอน) , X-Men(เกี่ยวกับหนุ่มสาวผู้มีพลังพิเศษ) , Alien(เกี่ยวกับสัตว์ประหลาดนอกโลกกลายพันธุ์) The Day After Tomorrow(เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลกอันน่ากลัว) และ Mr. and Mrs. Smith(แองเจลิน่าและแบรตพิตต์คู่รักแสดงนำ) เป็นต้น โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ เดอะฮิตแมน สปีด และไททานิคนะ ชอบตอนที่นางเอกเอามือรูดกระจก เกิดรอยฝ่ามือและเป็นฝ้ามัวๆ มาก ว่าไปนั่น...

............เราเคยนึกถามหรือตั้งคำถามกับตัวเองกันบ้างหรือไม่ว่า "บริษัทหนังที่ว่านี้ใครเป็นเจ้าของ?" ผมเองทีแรกก็ไม่รู้หรอก พอได้มาอ่านประวัติของบุคคลท่านนี้ จึงได้ร้องอ๋อ อยากรู้ไหมว่ามีความเป็นมาอย่างไร ขอนำมากล่าวถึงอย่างย่อต่อไปนี้...

รูเพิร์ต เมอร์ดอค

...........คีธ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก (Keith Rupert Murdoch) หรือรู้จักกันในนาม รูเพิร์ต เมอร์ด็อค เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ.1931(พ.ศ.2474) ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย บิดาของเขาคือ เซอร์ คีธ เมอร์ด็อค (Sir Keith Murdoch) ช่วงปี ค.ศ.18851952(พ.ศ.2428-2495) มารดาของเขาคือ เอลิซาเบ็ธ จอย กรีน (Elisabeth Joy Greene) ช่วงปี ค.ศ.19092012(พ.ศ.2452-2555) เป็นลูกสาวของ รูเพิร์ กรีน(Rupert Greene) คีธ รูเพิร์ต เมอร์ด็อค มี 3 เชื้อสายคือ อังกฤษ ไอริช และสก๊อตต์ บิดามารดาของเขาเกิดที่เมลเบิร์นทั้งคู่ เขามีภรรยาอย่างเป็นทางการ 3 คน คนแรกคือ แพทริเซีย (Patricia Booker) ช่วงปีที่อยู่ด้วยกัน ค.ศ. 1956–1967 มีบุตรด้วยกัน 1 คนคือ พรูเดนซ์ (Prudence) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ.2501)

...........ภรรยาคนที่สองคือ แอนนา เมอร์ด็อค แมนน์ (Anna Murdoch Mann) ช่วงปีที่อยู่ด้วยกัน ค.ศ.19671999 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ 1. เอลิซาเบธ (Elisabeth) เกิดเมื่อ ค.ศ. 1968 (พ.ศ.2511) 2. แลชแลน (Lachlan) เกิดเมื่อ ค.ศ. 1971 (พ.ศ.2514) 3. เจมส์ (James) เกิดเมื่อ ค.ศ. 1972 (พ.ศ.2515)

...........และภรรยาคนสุดท้ายคือ เวนดี้ เติ้ง (Wendi Deng)ภรรยารุ่นลูก ช่วงปีที่อยู่ด้วยกัน ค.ศ. 19992013 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ 1. เกรซ (Grace) เกิดเมื่อ ค.ศ.2001(พ.ศ.2544) 2. โคลอี (Chloe)เกิดเมื่อ ค.ศ. 2003 (พ.ศ.2546) ภรรยาคนสุดท้ายนี้ก็มีข่าวฟ้องอย่ากันไปเรียบร้อยแล้ว(ดูอ้างอิง)

...........ในวัยเด็กเขาศึกษาที่ ตูแร็ก เพรสบิเทอเรียน (Toorak Presbyterian Church), กีลอง แกรมม่า สกูล(Geelong Grammar School) เขามีประสบการณ์การทำหนังสือพิมพ์ แก้ไขสิ่งพิมพ์ เป็นบรรณาธิการร่วม ของวารสารนักเรียนที่ชื่อว่า "เดอะ โคเรียน"(The Corian)เป็นครั้ง เขายังเป็นนักเรียนทีมคลิกเก็ตของโรงเรียนที่เข้าร่วมแข่งขันจูเนียร์ไฟนอลนานาชาติ เขาทำงานล่วงเวลาที่ฮาราลด์ เมลเบิร์น ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อของเขาเป็นอย่างดี ดีกว่าธุรกิจที่พ่อเขาทำไว้เสียอีก ต่อมาได้เข้าเรียนที่ เฟลมิงตัน เรซ คอร์ส (Flemington Race Course)

..........วัยหนุ่ม ในปี ค.ศ. 1950 เขาถูกส่งมาเรียนที่อังกฤษ ที่วอร์เชสเตอร์ คอลเลจ (Worcester College) แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford University) ที่นี่เมอร์ด็อค ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ ปรัชญา การเมืองการปกครอง และเศรษฐศาสตร์ อยู่ที่นี่เขาสนับสนุนพรรคแรงงาน ( Labour Party) และจัดการกับสำนักพิมพ์ของนักศึกษาอ๊อกซฟอร์ด ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ของหนังสือพิมพ์เชอร์เวลล์" (Cherwell Newspaper) ต่อมาได้เข้าทำงานที่ฟลีต สตรีส(Fleet Street) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสื่อสิ่งพิมพ์ในอังกฤษ ในตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการของเดลี่ เอ๊กซเพรสส์ (Daily Express)

...........การทำงาน เมอร์ด็อค เป็นผู้สื่อข่าวสงคราม เป็นนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เป็นผู้จัดการหนังสือพิมพ์ทั้งสองของตนเองที่ อดิเลด (Adelaide) ออสเตรเลียภาคใต้ เป็นเจ้าของสถานีวิทยุเหมืองแร่ที่อยู่ห่างไกล และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ในนิวซีแลนด์ เขาได้รับช่วงธุรกิจมาจากพ่อของเขา ในปี ค.ศ. 1952 เขาสืบสานต่อมาจนขยับขยายกลายเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อระดับชาติ ในปี ค.ศ.1969 เขาเริ่มเคลื่อนย้ายสื่อหนังสือพิมพ์เข้าไปในสหราชอาณาจักร(ประเทศอังกฤษ)เข้าซื้อกิจการของหนังสือพิมพ์ เดอะซัน และในปี ค.ศ.1974 เขาขยับขยายธุรกิจเข้าไปในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังไม่ทิ้งฐานเดิมคือออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร

..........ในปี ค.ศ. 1981 เขาซื้อกิจการของ เดอะ ไทม์ และซันเดย์ ไทม์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่หัวสีดั้งเดิมของอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1986 ได้มีความพยามที่จะใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบอิเลคทรอนิกส์หรือการเรียงพิมพ์ด้วยแสง ซึ่งดูทันสมัยกว่าเร็วกว่า ควบคู่กับการใช้ระบบน้ำหมึกในการพิมพ์ สถานที่แห่งใหม่นี้ อยู่ในเขตวอปปิ้ง ทางทิศตะวันออกของกรุงลอนดอน การเปลี่ยนแปลงการสร้างโรงพิมพ์แห่งใหม่ยังก่อให้เกิดผลกระทบและการประท้วงจากภาคอุตสาหกรรมหรือสหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง ต่อมาสหภาพแรงงานนัดหยุดงานประท้วงในต้นปี ค.ศ.1986 บริษัทในเครือ นิวส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ของเมอร์ด็อก จึงสั่งปลดพนักงานจำนวน 6,000 คนที่เข้าร่วมประท้วง แล้วย้ายฐานการผลิตส่วนใหญ่ไปอยู่ที่วอปปิ้งทันที คนงานที่ถูกปลดออกไปยืนเข้าแถวประท้วงที่หน้าโรงพิมพ์นานถึงหนึ่งปี โดยการปิดกั้นไม่ให้คนงานที่ยังไม่ถูกปลดออกเข้าไปทำงานและปิดกั้นรถขนส่งหนังสือพิมพ์มิให้เคลื่อนตัวออกไปส่งตัวแทนจำหน่ายได้ แต่การประท้วงก็สิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1987(พ.ศ.2530)จนได้

..........ด้านการขยายธุรกิจ ในปี ค.ศ.1985(พ.ศ.2528) บริษัทนิวส์ คอร์ปอเรชั่น ของเขาเข้าซื้อกิจการโรงถ่ายภาพยนตร์ของบริษัท ทเว็นตี้ เซ็นจิวรี่ ฟ๊อกซ์ (Twentieth Century Fox) ในสหรัฐอเมริกาดังที่กล่าวถึงแต่เบื้องต้น ตามด้วยการซื้อสำนักพิมพ์ ฮาร์เปอร์ คอลลินส์ (Harper Collins) ในปี ค.ศ. 1989(พ.ศ.2532) และซื้อ เดอะ วอล สตรีท เจอนัล The Wall Street Journal ในปี ค.ศ. 2007(พ.ศ.2550)

.........ในปี ค.ศ. 1990 และศตวรรษเดียวกันนี้ สถานีโทรทัศน์บีสกายบี (BSkyB) ก็ปรับสภาพเป็นดิจิตัลทีวีและขยายตัวเข้าไปสู่อาเซียนเน็ตเวิร์ก และอเมริกาใต้ โดยในปี ค.ศ.2000 นิวส์ คอร์ปอเรชั่น ของเขามีบริษัทในเครือกว่า 800 บริษัท ใน 50 กว่าประเทศ มีมูลค่าสุทธิมากกว่า 5 พันล้าน ฟอร์บส์ เคยเผยว่านายเมอร์ด็อก มีทรัพย์สินมากถึง 9.4 พันล้าน ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ของฟอร์บในขณะนี้ เขาและครอบครัวมีทรัพย์สินมากถึง 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ดูอ้างอิงด้านล่าง)

.........ในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.2011(พ.ศ.2554) เมอร์ด็อค ถูกกล่าวหาว่าบริษัทของเขา รวมทั้งการหาข่าวในโลก ที่เสนอโดยนิวส์ คอร์ปอเรชั่นของเขานั้น มีการลักลอบขโมย(hack)ข้อมูลของเหล่าดารา เชื้อพระวงศ์ และประชาชนทั่วไป เขาต้องเผชิญหน้ากับตำรวจ เจ้าหน้าที่ของทางการในการไต่สวน ถึงเรื่องการทุจริตติดสินบน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลในประเทศอังกฤษและ เจ้าหน้าที่ FBI ของสหรัฐอเมริกา ภายหลังในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 เมอร์ด็อค ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการข่าวฝ่ายต่างประเทศ

..........การเข้าไปลงทุนในไดเร็คทีวี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมรายใหญ่รายหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2003 เป็นการตอกย้ำถึงการก้าวขึ้นไปเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อระดับโลกของ นิวส์ คอร์ปอเรชั่น หรือ นิวส์ คอร์ป ของเมอร์ด็อค สะท้อนให้เห็นการทำงานที่มีความพากเพียร มีความมุ่งมั่น มองภาพรวม เพิ่มขนาดของธุรกิจเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง นำพาองค์กรก้าวข้ามสู่ประเทศต่างๆ ได้อย่างยิ่งใหญ่หาใครทัดทานหรือทัดเทียมได้ แม้ปัจจุบันนี้เขาอายุย่าง 84 ปีแล้ว ก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานอยู่ สิ่งที่เขาชอบพูดหรือวลีเด็ดสู่ความสำเร็จมหาเศรษฐีของเขาที่กล่าวถึงก็คือ...


"ผมรักการแข่งขัน และผมก็ต้องการที่จะชนะ"

.........................................


อ้างอิง

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่นี่...

http://en.wikipedia.org/wiki/20th_Century_Fox#Films

http://www.thairath.co.th/content/351220

http://www.slideshare.net/maovkh/rupert-murdoch-8426872

http://www.forbes.com/billionaires/#tab:overall_page:8

http://www.siamturakij.com/main/news_content.php?nt=4&nid=2348

http://www.ssballthai.in.th/boards/topic/1096175

กิฟฟอร์ด, โจนาธาน (วัฒนา มานะวิบูลย์:แปล). 100 สุดยอดผู้นำธุรกิจ. แปลมาจาก 100 Great Business Leader. กรุงเทพฯ: เนชั่นบุ๊คส์, 2557.

ขอบคุณทุกท่านที่สนใจ...ขอบคุณโกทูโนว์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Business



ความเห็น (0)