“ครัวกลาง” สร้างโภชนาการสมวัย กระจายรายได้สู่ชุมชน

ลไกหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กไทยมีสุขภาพดี เติบโตสมวัย-นั้น ชุมชนต้องมีส่วนร่วมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องกล้าลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เด็กในชุมชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ

เด็กไทยในปัจจุบันยังคงมีปัญหาทั้งการขาดสารอาหารบางอย่างและได้รับสารอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย จนส่งผลต่อพัฒนาการในด้านที่สำคัญ เช่น การเรียนรู้ และการเจริญเติบโตที่ไม่สมวัย อาจจะแคระแกร็น หรืออ้วนน้ำหนักเกิน ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจพหุดัชนีแบบจัดกลุ่มของประเทศไทยโดยองค์การยูนิเซฟในปี 2555 บ่งชี้ว่า เด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ทุก 1 ใน 6 คน มีภาวะทุพโภชนาการ

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทางกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ได้ร่วมกันดำเนินโครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย มาตั้งแต่ปี 2552 จนพบว่ากลไกหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กไทยมีสุขภาพดี เติบโตสมวัย-นั้น ชุมชนต้องมีส่วนร่วมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องกล้าลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เด็กในชุมชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ

การรณรงค์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมดังกล่าว เริ่มจากการให้ความรู้ด้านโภชนาการแก่ผู้บริหารและบุคคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่างๆ โดยเฉพาะการจัด "อาหารกลางวัน" ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือสถานศึกษาประจำชุมชน ให้มีคุณภาพ เหมาะสมกับค่าอาหารกลางวันที่ได้รับจากรัฐบาลมื้อละ 20 บาทต่อคน

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของโครงการพัฒนาระบบและกลไกเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย พบว่า ท้องถิ่นไม่สามารถจัดการอาหารกลางวันได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ เพราะติดขัดหลายประการ เช่น ระบบจัดซื้อจัดจ้าง จำนวนเด็กในศูนย์เด็กเล็กมีน้อยเกินไป รวมถึงการขาดการเอาใจใส่ของผู้ที่รับผิดชอบ ดังนั้นกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงดำเนินการพัฒนาศักยภาพของท้องถิ่นทั่วประเทศผ่านโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านอาหารและโภชนาการเพื่อเด็กไทยมีโภชนาการสมวัย ริเริ่มให้ท้องถิ่นทำ "ครัวกลาง" หรือโรงครัวประจำท้องถิ่นที่สามารถปรุงอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กครบทุกศูนย์ ซึ่งเชื่อว่าสามารถควบคุมคุณภาพอาหารได้ ณ จุดเดียวไม่ต้องกระจัดกระจาย

ที่เทศบาลตำบลเมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตัดสินใจจัดสรรงบประมาณมาลงทุนสร้าง "ครัวกลาง" ซึ่งนอกจากจะช่วยพัฒนาเด็กแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและรายได้ให้ชุมชนอีกทางหนึ่ง วัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารแต่ละเมนูที่ครัวกลาง แทบทุกอย่างมาจากคนในชุมชนทั้งสิ้น

นายสุรศักดิ์ สิงหาร ปลัดเทศบาลตำบลเมืองแก กล่าวว่า เทศบาลเมืองแก มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในความดูแลจำนวน 4 แห่ง งบประมาณอาหารกลางวัน 3,076 บาท ต่อวัน วัตถุดิบที่นำมาใช้ในครัวกลางเพื่อทำอาหารให้เด็กๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากชุมชน ซึ่งก่อนเริ่มทำครัวกลางนั้น ก็ได้ทำการขึ้นทะเบียนว่าชุมชนแต่ละแห่งผลิตหรือปลูกวัตถุดิบประเภทไหน หรือแต่ละครัวเรือนปลูกพืชผัก ผลไม้อะไรบ้าง ซึ่งเทศบาลจะใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดต่อสั่งซื้อ เพื่อนำมาใช้ในเมนูอาหารแต่ละวัน เพราะการคิดเมนูอาหารจะจัดทำเป็นรายเดือน โดยกำหนดไว้ว่าแต่ละวันเมนูอะไร ต้องใช้อะไรบ้าง และต้องไปเอาที่ไหน ทางครัวกลางก็ให้เกษตรกรนำมาส่งให้

สำหรับวัตถุดิบที่ครัวกลางของเทศบาลตำบลเมืองแกเลือกใช้นั้น จะต้องปลอดสารพิษและประกอบอาหารตามสัดส่วน เพื่อให้ได้เมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีโภชนาการ ซึ่งต่างจากในอดีตที่ยังใช้ระบบจ้างเหมา

"เพราะแบบเดิม เราไม่รู้เลยว่าคนที่รับจ้างเขาใส่อะไรลงไปบ้าง ได้สัดส่วนตามหลักคุณค่าโภชนาการหรือไม่ หรือจะเรื่องของหักลดต้นทุนกำไรแล้ว เด็กๆ จะได้อาหารที่ดีหรือเปล่า เช่นเดียวกับแบบที่ให้ครูเป็นคนทำอาหารเอง แบบนี้ครูก็ต้องไปจ่ายตลาดหรือฝากซื้อกับรถขายผัก ก็ไม่รู้อีกว่าวัตถุดิบที่ได้มาจะสะอาดและปลอดภัยมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าเราคัดเลือกวัตถุดิบจากชุมชนของเราเองตามฐานข้อมูลที่เรามี เราก็จะได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัยแน่นอน" นายสุรศักดิ์ ให้ความเห็น

ปีที่ผ่านมา เทศบาลตำบลเมืองแกใช้งบประมาณในการซื้อสินค้าจากชุมชนเข้ามาที่ครัวกลาง ประมาณ 7 แสนบาท จากงบประมาณบริหารทั้งหมด 1.2 ล้านบาท คิดเป็น 60-70% เงินส่วนนี้ได้หมุนกลับคืนไปที่ชุมชน โดยไม่ต้องไปซื้อของที่อื่น หรือนำเงินออกไปที่อื่น เพราะซื้อของในชุมชน เป็นการส่งเสริมสร้างรายได้ให้คนในชุมชน

"ในอนาคตเราอาจจะขยายครัวกลางให้ครอบคลุมไปยังโรงเรียนประถมศึกษาในพื้นที่โดยใช้งบประมาณ 3.5 ล้านบาท ซึ่งครัวกลางก็จะต้องใช้วัตถุดิบเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ย่อมส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรในชุมชน เงินทุกบาททุกสตางค์ของครัวกลางจะกลับสู่ชุมชน เราจะลบคำปรามาสว่าท้องถิ่นจัดการไม่ได้ วันนี้ความสุขที่เงินจากครัวกลางได้คืนกลับ ทุกคนน่าจะมีความสุข" ปลัดสุรศักดิ์ กล่าว

ทุกวันนี้ ช่วงบ่ายๆ เย็นๆ บริเวณลานหน้าครัวกลางของเทศบาลตำบลเมืองแก จะเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของชาวบ้าน ขนผลผลิตของตัวเองใส่มอเตอร์ไซค์มาส่งให้แม่ครัว เพื่อให้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารวันรุ่งขึ้น

นางทัศนีย์ เสนพลกรัง เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ กล่าวว่า ดีใจที่ครัวกลางช่วยรับซื้อผักของเกษตรกรในตำบล ส่วนเด็กๆ ก็จะได้ทานอาหารที่ปลอดภัยไม่มีสารพิษ ดีกว่าไปซื้อที่ตลาด เพราะไม่รู้ว่าใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงหรือไม่ แต่ถ้าเป็นเธอจะปลอดสารพิษ 100 %

นางทัศนีย์ เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันปลูกผักปลอดสารพิษบนพื้นที่รอบสระกลางหมู่บ้าน กลุ่มของเธอจะปลูกผักกาดขาว คะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง บวบ ต้นหอม ผักชี เป็นต้น ซึ่งจะหมุนเวียนปลูกตามความเหมาะสมในแต่ละฤดู เพราะพืชผักบางอย่างปลูกได้เฉพาะฤดูเท่านั้น หากมีโรคแมลงรบกวนก็จะใช้น้ำส้มควันไม้ฉัดพ่นไล่แมลง ไม่ใช้สารเคมีเด็ดขาด

ครัวกลางนอกจากจะช่วยให้อาหารกลางวันของเด็กจัดการได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังเห็นได้ชัดเจนว่าเชื่อมโยงกับชุมชน เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ชักชวนชาวบ้านให้ปลูกผักเลี้ยงไก่ ส่งครัวกลางได้ และยังสามารถควบคุมอาหารเหล่านั้นว่าปลอดภัยจากสารพิษจริง

ทางด้าน นายสง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัยและนักวิชาการด้านโภชนาการ ให้ความเห็นว่า การมีครัวกลางช่วยให้ประหยัดงบประมาณอีกด้วย เช่น ท้องถิ่นต้องดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งหมด 4 แห่ง แต่ละแห่งทำงานโดยอิสระต่างคนต่างซื้อต่างคนต่างจ้าง เมื่อนำระบบครัวกลางมาใช้งบประมาณทั้งหมดสามารถจัดการได้ ณ ที่เดียว ถือเป็นการประหยัด และยังควบคุมคุณภาพได้

"โครงการอาหารกลางวันล้มเหลวด้านคุณภาพของคนผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพี่เลี้ยงแม่ครัวแม้กระทั่งผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการ ถ้านำระบบครัวกลางมาใช้ ผมเชื่อว่าท้องถิ่นสามารถจัดซื้อจัดจ้างนักโภชนาการไปประจำครัวกลาง เพื่อควบคุมอาหารกลางวันของเด็กๆ" อาจารย์สง่า กล่าว

นอกจากนี้ นักวิชาการด้านโภชนาการชื่อดัง ยังให้ความเห็นด้วยว่า ครัวกลางจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ไม่เห็นความสำคัญ ผู้บริหารจะต้องประกาศเป็นนโยบายที่ชัดเจนให้เป็นที่ยอมรับของทุกคนว่าจะจัดการโภชนาการของเด็กให้เติบโตสมวัยผ่านครัวกลาง โดยอยู่ภายใต้ความร่วมมือของทุกคนในชุมชน

ครัวกลางจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กที่ช่วยเสริมสร้างโภชนาการที่ดีให้กับเด็กเล็กในชุมชนได้ และเมื่อครัวกลางขยายผลไปทุกตำบล โดยมีท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อน ย่อมส่งผลให้เด็กไทยมีโภชนาการที่สมวัยและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะโภชนาการสมวัย



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ชอบใจกิจกรรมแบบนี้

ได้ปลูกผักและให้เด็กเก็บผักมาทำอาหารด้วย

เสียดายไม่มีโอกาสได้ประสานข้อมูลกัน

https://www.gotoknow.org/blog/vegetableforyou

https://www.gotoknow.org/posts/558515

ถ้าทีมทำงานลงพื้นที่หลายๆที่น่าจะได้ผลดี มีคำถามครับปัญหาใหญ่ของโรงเรียนและชุมชนเป็นอย่างไรบ้างครับ

ผมรู้จักอาจารย์นพ.สง่าด้วย โลกกลมมากๆ

https://www.gotoknow.org/posts/571003


เรียน อ.ขจิตค่ะ อาจจะตอบช้าไปหน่อยนะคะ

ปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่คือ

1. แปลงผักชองโรงเรียนไม่ได้รับการดูแลจาก นักเรียน หรือ ครู อย่างต่อเนื่อง ในโรงเรียนจะมีช่วงปิดเทอม ทำให้ต้องเริ่มใหม่

2. การใช้ผักจากท้องถิ่น ต้องใช้การสำรจชุมชน ในภาพรวมทั้งหมด แล้ววางแผนด้านวัตถุดิบให้มีป้อนครัวกลางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปได้ยาก

3.แม้โรงเรียนจะร่วมมือกับชุมชน แต่ก็ยังต้องวางแนวทางการจัดการอาหารกลางวันต้องเชื่อม อปท. ซึ่งเป็นผู้ดูแลงบอาหารกลางวันนักเรียนด้วยค่ะ

หมายเลขบันทึก

586246

เขียน

16 Feb 2015 @ 20:51
()

แก้ไข

16 Feb 2015 @ 20:57
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก