อ่านข่าว " Master's degrees are as common now as bachelor's degrees were in the '60s" แล้วผมรู้สึกแปลกๆ ชอบกลครับ

ข่าวบอกว่าตอนนี้เด็กที่จบปริญญาตรีส่วนใหญ่ในอเมริกาวางแผนจะเรียนต่อปริญญาโทและจำนวนคนที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทในอเมริกานั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนปริมาณพอๆ กับคนที่มีวุฒิปริญญาตรีในสมัยช่วงปี 60s นั่นทีเดียว

ในขณะเดียวกันสาขาที่เป็นที่นิยมในการเรียนก็เปลี่ยนไป จากสาขาด้านการศึกษาเป็นสาขาที่มีคนจบการศึกษามากที่สุด ปัจจุบันสาขาด้านธุรกิจกลับแซงนำมา ข่าวไม่ได้บอกว่าสาขาด้านการศึกษานั้นเป็น Master of Education (M.Ed) หรือ Master of Art in Teaching (MAT) ซึ่งดูเหมือนเป็นชื่อปริญญาสร้างใหม่ไม่นานมานี้ ส่วนด้านธุรกิจนั้นก็คงเป็น Master of Business Administration (MBA) ซึ่งเป็นปริญญาค่อนข้างใหม่ที่เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงปี 80s จนมาถึงปัจจุบันนี้เพราะโครงสร้างหลักสูตรสามารถจัดการเรียนการสอนได้ง่ายและจบการศึกษาได้ไม่ยาก ที่จริงแล้วยุคหลังๆ นี้เราจะเห็นหลักสูตร MBA แปลงร่างในชื่อแปลกๆ เยอะแยะมากมายเพื่อสร้างจุดขายที่แตกต่างจากหลักสูตรอื่นๆ แต่พอไปดูโครงสร้างหลักสูตรก็แทบจะไม่ต่างกัน

ข่าวนี้เป็นของอเมริกา แต่ผมเดาว่าสถานการณ์ในประเทศไทยก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่นักและเผลอๆ จะหนักกว่า เพราะเรามี "หลักสูตรพิเศษ" ต่างๆ มากมาย โดยหลักสูตรเหล่านี้ที่รับผู้เรียนแทบไม่จำกัดจำนวนและคิดค่าเล่าเรียนแพงเป็นพิเศษนั้นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ พยายามจะเปิดกันมากผมก็ไม่ทราบสาเหตุเหมือนกัน

ไม่ทราบสาเหตุจริงๆ นะครับ เพราะระดับผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังไม่ทราบแล้วผมจะไปทราบได้อย่างไร ผมเป็นใครจะกล้าไปวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษาไทย

สำหรับอเมริกานั้นปัญหาที่ตามมาของการศึกษาที่กลายเป็นสินค้าของสถาบันการศึกษาอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็คือการที่ผู้จบการศึกษามีหนี้สินติดตัวจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นทำงาน แล้วเงินกู้เพื่อการศึกษาของอเมริกานั้นเขาเข้มข้นในการติดตามทวงถามหนี้สินเสียด้วย

หลายๆ หลักสูตรนั้น หนี้สินที่ติดตัวมากกับวุฒิที่ได้มานั้นไม่คุ้มกัน เพราะตำแหน่งงานว่างต่อปีสำหรับวุฒิการศึกษายอดนิยมต่างๆ นั้นน้อยกว่าปริมาณผู้จบการศึกษามาก ในอเมริกานั้นเราอาจจะได้เห็นคนจบระดับปริญญาโทเป็นพนักงานขายในห้างกันเป็นเรื่องปกติทีเดียว เงินเดือนที่คนเหล่านี้ได้รับนั้นเมื่อต้องมาจ่ายหนี้ที่ติดตัวมาก่อนจะเริ่มได้ทำงานแล้วทำให้แทบจะไม่มีเงินเหลือกินกันเลย คนอเมริกันส่วนใหญ่กว่าจะจ่ายเงินกู้หมดก็อายุขึ้นหลักสามสิบกันแล้วทั้งนั้น ดังนั้นอเมริกาจึงเป็นเหมือนประเทศโลกที่สามที่ซ่อนอยู่ในประเทศโลกที่หนึ่งโดยประชากรประมาณเกินครึ่งอยู่ในสภาพยากจนชักหน้าไม่ถึงหลัง

ปีสองปีที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ถ้าดูอย่างละเอียดแล้วเราจะพบว่าเศรษฐกิจที่ดีขึ้นนั้นเป็นตัวเลขหลอกตาที่มาจากภาคการผลิตสินค้าเพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้น เป็นหอคอยที่สร้างอยู่บนฐานที่ไม่แข็งแรงและพร้อมล้มได้ทุกเมื่อทีเดียว

คนที่โชคดีและมีความสุขในสังคมที่นิยมใบปริญญาก็คือคนที่ได้รายได้จากการจัดการการศึกษา โดยเฉพาะหลักสูตรประเภท "จ่ายครบ จบแน่" ส่วนความรู้ค่อยไปหาเอาข้างหน้าหลังจากได้ใบปริญญา

การศึกษาของอเมริกาตอนนี้เป็นเช่นนั้น เชื่อว่าประเทศต่างๆ ในโลกก็คงไม่ต่างกันไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นหนักกว่าหรือน้อยกว่า คนส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ก็คงได้แต่หวังว่าคงมีใครสักคนที่รู้และพยายามแก้ไขอยู่นะครับ