ชัยชนะแห่งพุทธะ

บทที่ ๔ ชัยชนะต่อบุรุษผู้เหี้ยมโหด

เงื้อดาบง่า ล่าไล่ ไกลสามโยชน์ ฝีมือโหด มุ่งร้าย หมายประหาร

ลือเลื่องชื่อ โจร อง- คุลีมาล สรวมสังวาล นิ้วมนุษย์ ทุรทัณฑ์

ด้วยอิทธิ ปาฏิหาริย์ จอมไตรภพ ธ สยบ โจรร้าย คลายโมหันธ์

ทิ้งดาบลง ปลงผม ออกบวชพลัน บันลือลั่น อรหันต์ ปูชนีย์

ขอผองท่าน จงมี ชัยมงคล ทั่วสกล ดลพร้อม ด้วยสุขี

ด้วยอำนาจ อิทธิ-บารมี ปวงฤทธี แห่งพระ พิชิตมาร

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง

ธาวันติโยชะนะปะถัง คุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มะนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

สมเด็จพระจอมมุนี ทรงผจยกับโจรองคุลิมาลผู้ดุร้าย

ถือดาบวิ่งไล่พระองค์ไปตั้ง ๓ โยชน์

ทรงพิชิตจอมโจรด้วยอิทธิ์ฤทธิ์ทางใจ อย่างยอดเยี่ยม

ด้วยเดชองค์พระผู้พิชิตโจรนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

ค่ำคืนหนึ่ง ดวงดาวเปล่งประกายพร่างพราวเต็มท้องฟ้าตัดกับความมืดแห่งราตรี ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ใกล้กรุงสาวัตถีอันสงบเงียบ
เสียงร้องของทารกได้ดังขึ้น ทารกเพศชายได้ถือกำเนิดพร้อมเหตุอัศจรรย์ ทันทีที่เมฆหมอกบดบังแสงจันทร์จนมืดมิด เหล่าเครื่องศัสตราวุธก็เปล่งแสงสว่างโชติช่วงราวกับคนทั้งหมู่บ้านได้พร้อมใจกันจุดเทียนขึ้น

"นั่นแสงอะไร" ทุกคนแตกตื่น

ภัคควพราหมณ์ปุโรหิตผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวแห่งตระกูลพราหมณ์ มีความชำนาญในการทำนายฤกษ์งามยามร้าย จึงได้รีบเดินออกจากเรือน แล้วแหงนหน้าแลดูฤกษ์แห่งกลุ่มดาว ก็เกิดความประหลาดใจอุทานออกมาว่า

"กลุ่มดาวโจร ! เด็กคนนี้จะต้องกลายเป็นมหาโจรร้ายกายอย่างแน่แท้ เราจะบอกมันตานีว่าอย่างไรดี"

เช้าวันรุ่งขึ้น ในนครสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เรียกพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้าเพื่อทำนายเหตุที่เกิดขึ้น

"ถวายบังคมพระเจ้าข้า"

ปุโรหิตถวายบังคมพระเจ้าปเสนทิโกศล

"เมื่อคืน เราตื่นขึ้นเพราะแสงจากพระขรรค์ ทหารรายงานว่าในท้องพระคลังก็เช่นเดียวกัน ศัสตราวุธทั้งหลายได้เปล่งแสงขึ้นพร้อมกันแล้วก็ดับไป จะมีเหตุอันใดหรือท่านปุโรหิต"

"บุตรของข้าพระองค์ได้ถือกำเนิดขึ้นในฤกษ์ดาวโจร ซึ่งในอนาคตจะเติบโตเป็นมหาโจรร้าย ทำบ้านเมืองให้เดือดร้อน แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ตามนิมิตหมายที่ประจักษ์แก่พระองค์ พระเจ้าข้า" พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูล

พระเจ้าปเสนทิโกศลใคร่ครวญแล้วจึงตรัสถาม

"ถ้าเช่นนั้นเราควรทำเช่นไรดี ท่านปุโรหิต"

"สุดแล้วแต่จะทรงเห็นสมควรเถิดพระเจ้าข้า แต่ข้าพระองค์เห็นว่าถ้าปล่อยให้ทารกนี้เติบโตมา ในภายภาคหน้าจะทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนวุ่นวาย จะเที่ยวไล่ฆ่ามหาชนเป็นจำนวนมาก ขอพระองค์อย่าได้รอช้า จงมีรับสั่งให้นำกุมารมาประหารชีวิตเสียเถิด เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลมพระเจ้าข้า" พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูล

ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ใคร่ครวญดูแล้วจึงตรัสแก่พราหมณ์ปุโรหิตว่า

"เราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ทารกนี้มิได้มีความผิดอะไร แต่ถ้าบุตรชายของท่านเติบโตแล้วก่อเรื่องเมื่อใด เราจะทำตามที่ท่านบอก ขอท่านจงเลี้ยงดูบุตรของท่านให้ดีเถิด ท่านปุโรหิต"

"พระองค์ทรงมีพระกรุณาอย่างยิ่งพระเจ้าข้า"

หลังจากพราหมณ์ปุโรหิตรับพระราชโองการแล้ว จึงถวายบังคมลามาสู่เรือนของตน

"นาย พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตรัสว่าอย่างไรบ้าง" พราหมณีอยากรู้

ส่วนพราหมณ์ปุโรหิตยังมีความสับสนอยู่ในใจ ใจหนึ่งก็ดีใจ อีกใจหนึ่งก็เกิดปริวิตก จึงตอบนางมันตานีไปว่า

"แม่มันตานี พระองค์ทรงมีพระกรุณายิ่งนัก ทรงให้ดูแลบุตรชายคนนี้ให้ดี อย่าให้เป็นโจรก่อความเดือดร้อนให้แก่บ้านเมืองได้ แม่มันตานี เราควรจะตั้งชื่อกุมารนี้ว่า อหิงสกะ แปลว่า ผู้ไม่เบียดเบียนใคร เพื่อเป็นการแก้เคล็ดแห่งลางร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้น"

อหิงสกะครั้นเจริญวัยเป็นเด็กรักสงบ มีปัญญาเฉลียวฉลาด ว่านอนสอนง่าย มีความนอบน้อมต่อบิดามารดา ใส่ใจในการศึกษาเป็นอย่างดี

"ท่านแม่ อย่าหนีข้านะ" เด็กน้อยที่เจริญวัยกำลังไล่จับผู้เป็นมารดา

แล้วตามด้วยเสียงปรามด้วยความหวังดีของบิดาว่า

"สองคนนี้เล่นอะไรกัน อหิงสกะเจ้าท่องมนต์ที่พ่อสั่งแล้วหรือยัง"

"ท่านพ่อ มนต์ที่ท่านพ่อสั่งนั้น ข้าท่องจำได้หมดแล้วครับ" เด็กน้อยตอบ

รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของท่านพราหมณ์ปุโรหิต ด้วยใจที่สบาย

ในเวลาต่อมา เมื่อมารดาบิดาเห็นว่าอหิงสกะโตพอสมควรแล้วจึงปรึกษากันว่า

"อหิงสกะเป็นเด็กฉลาดเรียนรู้ได้เร็ว เราควรที่จะส่งเขาไปศึกษายังสำนักตักศิลาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้มีชื่อเสียง เพื่อศึกษาศิลปะศาสตร์วิชาการต่างๆ"

พราหมณ์ปุโรหิตกล่าวขึ้น

"ดิฉันเห็นด้วยกับท่านนาย" พราหมณีกล่าวเสริม

ครั้นแล้วคนทั้งสามจึงเดินทางมุ่งสู่สำนักตักศิลา

"อีกไกลไหมครับท่านพ่อ" อหิงสกะถามด้วยความใคร่รู้

"ใกล้จะถึงแล้วละ อหิงสกะ" ผู้เป็นบิดาตอบบุตรชายให้คลายความสงสัย ขณะย่ำเท้าตามทางเกวียนที่สองข้างทางคือทุ่งหญ้าและป่ารก

ครั้นถึงสำนักตักศิลา บิดาของอหิงสกะจึงได้ฝากบุตรไว้ในความดูแลของอาจารย์ทิศาปาโมกข์

"ท่านอาจารย์ ข้าขอฝากบุตรของข้า อหิงสกะ ให้ท่านช่วยอบรมและสั่งสอนวิชาการต่างๆ ให้ด้วย"
"ไม่ต้องเป็นห่วงนะพ่อพราหมณ์ เด็กคนนี้ข้าดูแล้ว เขาเป็นเด็กฉลาด มีปัญญาดี"

อาจารย์ทิศาปาโมกข์กล่าวด้วยความยินดี ทั้งสองจึงลาอาจารย์กลับสู่เรือนตน ก่อนกลับนางพราหมณีสั่งอหิงสกะว่า

"อหิงสกะ ลูกอยู่กับอาจารย์ต้องเชื่อฟังท่านนะ" ผู้เป็นมารดากล่าวด้วยความห่วงใย

"ครับท่านแม่" อหิงสกะรับคำ

อหิงสกะปรนนิบัติอาจารย์เป็นอย่างดี เอาใจใส่ในการศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ว่าอาจารย์จะให้ศึกษาวิชาการอะไร ก็สามารถเรียนรู้ได้หมด จึงเป็นที่โปรดปรานของอาจารย์เป็นอย่างมาก จนเพื่อนร่วมสำนักไม่พอใจและคิดกำจัด

"ดูสิพวกเรา ท่านอาจารย์มีอะไรๆ ก็เรียกแต่เจ้าอหิงสกะ" ศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้น

"เราควรจะทำอย่างไรกับมันดี" ศิษย์อีกคนถาม

"พวกเราเอาอย่างนี้ พวกเราจงแบ่งเป็นสามพวก แล้วค่อยๆ ใส่ความเจ้าอหิงสกะให้อาจารย์ฟังทีละพวก อาจารย์ต้องเชื่อเป็นแน่ เชื่อข้าเถอะ"

แล้วแผนการใส่ร้ายป้ายสีก็เริ่มขึ้น พวกศิษย์เหล่านั้นใช้อุบายต่างๆ ยุยงอาจารย์เรื่องแล้วเรื่องเล่า แต่หาสำเร็จผลไม่ มิอาจทำให้อาจารย์เชื่อได้

แต่ในที่สุดก็สามารถทำได้ โดยกล่าวหาด้วยเหตุที่ทำให้อาจารย์ระแวงและไม่อาจวางใจอหิงสกะได้อีกต่อไป ด้วยการร่วมมือกันใส่ความอหิงสกะว่าเป็นชู้กับภรรยาของอาจารย์
อหิงสกะมิเคยคิดถึงเรื่องเช่นนี้ ตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็ปฏิบัติตนเป็นศิษย์มิได้บกพร่้องแต่ประการใด และยังความเคารพ
ในภรรยาของอาจารย์เสมือนมารดาของตน ส่วนภรรยาของอาจารย์ก็ให้ความดูแลเอาใจใส่อหิงสกะอย่างบุตรเช่นเดียวกัน แต่ภรรยาของทิศาปาโมกข์นั้นยังอายุไม่มาก จึงทำให้อาจารย์ทิศาปาโมกข์ไม่ไว้ใจและคลายความรักที่มีต่อลูกศิษย์ลง พร้อมกับคิดว่าจะทำเช่นไรดีกับอหิงสกะ

"เราควรจะฆ่าเจ้าอหิงสกะเสีย แต่ว่าการทำเช่นนั้นอาจทำให้คนทั้งหลายติเตียนและจะทำให้สำนักของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ อย่ากระนั้นเลย เราไม่ควรลงมือเอง ควรให้มหาชนทั้งหลายกำจัดเจ้าอหิงสกะเองดีกว่า" อาจารย์คิดอุบายกำจัดศิษย์

"เจ้าไปตามอหิงสกะให้มาพบข้าหน่อย"

อาจารย์บอกศิษย์คนหนึ่ง เขาจึงไปบอกอหิงสกะ

"อหิงสกะ ท่านอาจารย์เรียกเจ้าให้ไปพบ"

อหิงสกะเข้ามาด้วยความนอบน้อมต่ออาจารย์เหมือนเคย แล้วกล่าวว่า

"ท่านอาจารย์มีอะไรจะให้ผมรับใช้หรือครับ"

"ข้าเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ข้าจะประสาทอิทธิมนต์ให้แก่เจ้า แต่ผู้ที่จะเรียนมหามนต์นี้ได้สำเร็จจะต้องตัดนิ้วคนให้ได้พันหนึ่ง แล้วจงนำมาเซ่นไหว้เทวดารักษามนต์ จากนั้นข้าจะประสาทวิชาให้แก่เจ้า เจ้าก็จะเรียนจบวิชาในสำนักของข้าเหนือกว่าใครอื่น"

อหิงสกะเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทักท้วงว่า

"ท่านอาจารย์ ข้านี้เกิดแต่ตระกูลพราหมณ์ มิได้คิดที่จะเบียดเบียนสัตว์ ครั้นข้าจะทำกรรมหยาบช้าก็จะผิดประเพณีวงศ์ตระกูลมารดาบิดา ข้ามิอาจล่วงละเมิดได้หรอกครับ"

อหิงสกะกล่าวด้วยความไม่สบายใจ

"เจ้าจงทำตามที่ข้าบอกเถิด อย่าได้รอช้า เจ้าจะได้เรียนจบไตรเพทอันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ และกลับบ้านไปหาบิดามารดาของเจ้าที่จากมานาน เจ้าไม่อยากให้ท่านภูมิใจหรอกหรือ"

อหิงสกะผู้เคารพอาจารย์มาตั้งแต่ต้น และรู้ว่าอาจารย์รักและหวังดีต่อเขาไม่น้อยไปกว่ามารดาบิดาเลย เมื่อได้ฟังอาจารย์สั่งเช่นนั้น จึงได้ปฏิบัติตามโดยมิได้เฉลียวใจใดๆ แม้แต่น้อย

อหิงสกะเป็นผู้มีปัญญาดี มีร่างกายแข็งแรงกำยำ ทั้งฝีมือเชิงหอกดาบธนูมิเป็นรองผู้ใด แม้มิได้มีจิตใจจะรังแกผู้ใด แต่ด้วยเชื่อคำอาจารย์ เขาจึงเป็นผู้ล่าที่ใครๆ เกรงกลัว เข็ดขยาด มิใช่วีรบุรุษผู้ช่วยเหลือ และเพียงไม่นานชื่อเสียงของเขาก็เลื่องลือไปทั่ว

ครั้งแรกๆ เขาฆ่าแต่ผู้ที่มีใจอำมหิตฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและจำกัดอยู่เพียงในราวป่า พวกที่มานั่งเป่าปี่เรียกงูบ้าง หรือพวกที่ฆ่าวัวเพื่อทำการบูชายัญบ้าง หรือแม้แต่พวกโจร เมื่อเขาฆ่าคนเป็นจำนวนมาก จิตใจของเขาก็คิดผิดไปจากเดิม คิดว่า การฆ่ามิใช่ความผิด และแล้วก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปเก็บผักเก็บฟืนในราวป่าอีกเลย

ช่วงแรกอหิงสกะมิได้นับจำนวนคนที่เขาฆ่า แต่ต่อมาเขาได้ตัดนิ้วมือคนมาแล้วร้อยเป็นพวงห้อยไว้ตามกิ่งไม้ แต่ไม่ปลอดภัยเพราะมีนกกาคอยมาจิกกิน ต่อมาจึงนำมาคล้องคอไปไหนมาไหนก็คล้องไปด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้ที่พบเห็นจึงตั้งสมญานามให้เขาว่า "องคุลิมาล" แปลว่า "ผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย"
องคุลีมาลได้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มากจนเป็นที่เลื่องลือไปถึงกรุงสาวัตถี ประชาชนทั้่งหลายได้พากันมาร้องทุกข์ต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์จึง
ทรงสั่งการอำมาตย์ว่า

"ท่านอำมาตย์ ท่านจงไปตามเสนาบดีอำมาตย์ทั้งหลายมาประชุมที่ตำหนักของเรา"

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพิจารณาแล้วว่า หากปล่อยไว้อย่างนี้คงไม่ดีแน่ เพราะสักวันหนึ่งมหาโจรองคุลิมาลจะกำเริบหนักและเข้ามาใกล้พระนครมากขึ้น

"ท่านทั้งหลาย จงตั้งกองกำลังไปปราบโจรองคุลิมาลให้จงได้"

พระองค์ตรัสสั่งอย่างหนักแน่น

"พระเจ้าข้า" อำมาตย์ทั้งหลายรับคำพร้อมเพรียงกัน

ฝ่ายภัคควพราหมณ์ผู้เป็นบิดาทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ก็ไม่รู้จะทำเช่นไร นอกจากวางใจเป็นกลาง คิดเสียว่าบุตรชายของตนก่อกรรมทำชั่วไว้มากนัก คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องชดใช้
"แม่มันตานี ฉันรู้มาว่ามหาโจรที่ฆ่าคนเป็นจำนวนมากนั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็นบุตรของเราเอง อหิงสกะได้กลายเป็นมหาโจรที่ร้ายกาจยิ่งนัก"

นางมันตานีได้ฟังเช่นนั้น ก็เข่าอ่อนด้วยความเป็นห่่วงลูกรัก

"พระราชารับสั่งให้จัดกองกำลังทหารไปจับตัวมา"

พราหมณ์สามีพูดด้วยความอ่อนใจ ส่วนนางมันตานีผู้เป็นแม่เิกิดความกังวลกลัวว่าลูกจะถูกฆ่าตาย จึงรบเร้าสามีให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อช่วยชีวิตบุตร แต่พราหมณ์ผู้เป็นสามีกลับนิ่งเสีย นางมองไม่เห็นทางอื่นที่จะช่วยลูกจากกองทัพหลวงได้ จึงวิ่งออกไปตามหาลูกชายด้วยสัญชาตญานของความเป็นแม่

หญิงชราเดินล่วงหน้ามาก่อนกองทัพเีพียงเล็กน้อย ร้องเรียกหาบุตรชายที่รักไปตามราวไพรด้วยความห่วงใย เศร้าโศก และเสียใจ

"อหิงสกะ อหิงสกะ อหิงสกะอยู่ไหนลูก"

นางเิดินไปพลางร้องเรียกไปด้วยความอ่อนล้า ในใจห่วงลูกมากกว่าห่วงตัวเอง

"อหิงสกะ ลูกไม่น่าทำอย่างนี้เลย"

นางเดินบ่นและร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด

ฝ่ายองคุลิมาลซึ่งหลบอยู่หลังต้นไม้ เมื่อได้ยินเสียงคนร้องเรียก จึงแอบมองอยู่ เมื่อเห็นหญิงชราก็รู้สึกคุ้นๆ แต่ในห้วงเวลาอย่างนั้น นิ้วมือนิ้วสุดท้่ายที่เหลืออีกนิ้วเดียวก็จะครบพัน จึงสำคัญมากกว่าที่จะมัวเสียเวลาคิดว่าหญิงชรานั้นเป็นใคร

ก่อนอรุณของวันนั้น พระบรมศาสดาทรงแผ่พระญาณพิจารณาดูสัตว์โลก ทรงทราบโดยตลอดว่ามหาโ่จรองคุลิมาลนี้มีอุปนิสัยปัจจัยที่จะได้บรรลุธรรมพร้อมอยู่แล้วทีเดียว แต่ทว่าวันนี้หากเธอทำ "มาตุฆาต" คือฆ่ามารดาเสียก่อน โอกาสจะบรรลุธรรมสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์คงจะเสียเปล่า

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎีในเวลาเดียวกันกับที่มารดาของมหาโจรมุ่งหน้าไปในราวป่าแห่งนั้น

องคุลิมาลจับดาบแน่นหวังประหารชีวิตหญิงชราผู้เดินมาแต่ไกล แต่แล้วทันใดนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ปรากฏให้มหาโจรได้เห็น

"เหลืออีกแค่นิ้วเดียวเท่านั้น หึ สมณะนี่ ! มาขัดจังหวะเราพอดี นิ้วสุดท้ายน่าจะเป็นสมณะนี้ต่างหาก"

มหาโจรไม่รอช้ารีบเงื้อดาบขึ้นสุดแขน โผล่พรวดพราดวิ่งออกมาจากข้างทาง หมายจะฆ่าพระพุทธองค์ให้ตายภายในดาบเดียว

ขุนโจรองคุลิมาลวิ่งตามพระบรมศาสดา และแม้เห็นพระองค์อยู่ข้างหน้าแค่เอื้้อมก็ไม่สามารถตามทัน ด้วยฤทธานุภาพแห่งพระบรมศาสดา ประหนึ่งว่าระยะทางได้ยืดออกไป องคุลิมาลจะวิ่งเร็วเพียงใดก็ไม่สามารถจะวิ่งตามพระองค์ได้ทัน ในที่สุดเขาก็เหนื่อยเกินกว่าจะวิ่งต่อไป จึงตะโกนว่า

"สมณะ สมณะหยุดก่อน หยุดเดี๋ยวนี้ ! "

ครั้นแล้วพระบรมศาสดาจึงมีพุทธฎีกาตรัสว่า

"ดูก่อนองคุลิมาล ตถาคตนั้นหยุดแล้ว แต่ท่านซิยังไม่หยุด"

ทรงตรัสเพียงเท่านั้นแล้วพระองค์ก็ทรงเสด็จดำเนินต่อไป

ฝ่ายองคุลิมาลเมื่อได้ิยินคำเช่นนั้นก็ขุ่นเคืองยิ่งขึ้น จึงพูดด้วยความโกรธว่า

"สมณะ ปกติท่านย่อมเป็นผู้กล่าวแต่คำสัตย์ เหตุไฉนจึงมาพูดจากล่าวมุสาวาทเสียเล่า มาบอกว่าเราหยุดแล้วท่านยังไม่หยุด"

"ดูก่อนองคุลิมาล ตถาคตนั้นหยุดจากการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายแล้ว ประกอบด้วยความเมตตาและขันติ ตั้งอยู่ใน สาราณียธรรม ไม่เวียนว่ายในสังสารวัฏอีกต่อไป ตถาคตจึงได้ชื่อว่าหยุดแล้ว แต่ตัวของท่านเล่ายังมิได้หยุด มีน้ำใจโหดเหี้ยมหยาบช้านัก เที่ยวไล่ฆ่ามนุษย์หญิงชายล้มตายเป็นจำนวนมาก ท่านจะเสวยทุกข์ลำบากอยู่ช้านานในอบายภูมิทั้ง ๔ ท่านจะไปตกนรกแล้วก็จะไปเป็นเปรต อสุรกาย เดรัจฉานในภพชาิติเบื้องหน้า จะได้เสวยทุกขเวทนาทั้งนี้ก็อาศัยด้วยผลวิบากบำรุงรักษาตัวท่านมา กระทำกรรมเวรสิ่งใดไว้ กรรมอันนั้นก็จะมาบันดาลให้เกิดความทุกข์ติดตามสนองตัวท่าน เหตุดังนั้น ตถาคตจึงว่าท่านยังมิได้หยุด ยังจะดำเนินสืบต่อไป จงรู้ด้วยเหตุอย่างนี้"

ฝ่ายองคุลิมาลได้ฟังพุทธดำรัสเพียงเท่านั้นสติสัมปชัญญะก็กลับคืน ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ผู้ที่ตนกำลังสนทนาอยู่นั้นเหตุใดจึงได้มีสุรเสียงองอาจดังพญาราชสีห์ ว่ากล่าวสิ่งอันใดก็ดีทุกประการ แม้แต่วรกายก็มีรัศมี ชะรอยว่าจะเป็นใครไม่ได้นอกจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินมา เพื่อประโยชน์อนุเคราะห์ช่วงเปลื้องปลดให้เรา
พ้นจากมหันตภัยจากอบายทุกข์แท้ๆ หนอ .. อย่ากระนั้นเลย เราควรกระทำความเคารพนอบน้อมนมัสการแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด

องคุลิมาล ได้เห็นพระพักตร์ของพระสมณะเต็มตาในครั้งนี้เอง ยิ่งเกิดความรู้สึกเปลี่ยนแปลงขึ้นในใจ มือที่จับดาบรู้สึกว่า ดาบหนักขึ้นร้อยเท่า จะขยับปากพูดก็ดูเหมือนพูดอะไรไม่ออก หัวใจที่เคยแข็งกร้าวหฤโหดก็อ่อนโยนลง เขาิทิ้งดาบลง ก้มลงกราบเฉพาะพระพักตร์ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ความปีติโสมนัสก็แผ่ซ่านไปทั่่วสรรพางค์กาย องคุลิมาลได้กราบทูลขอบรรพชา ณ ที่นั้นเอง ความอัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเหยียดพระหัตถ์ออก เครื่องบริขารก็ล่องลอยมาจากนภากาศ สวมกายขององคุลิมาลใ้ห้กลับกลายเป็นสมณะไปใน
ทันที ดอกไม้ทั้งหลายในบริเวณนั้นได้แย้มบานส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว ครั้นแล้วพระองคุลิมาลก็ตามเสด็จพระบรมศาสดามายังเชตวนาราม
องคุลิมาลนั้น เมื่อบวชในพระบวรพุทธศาสนาแล้วก็ปฏิบัติสมณธรรม ใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดในชีวิตของตนอุทิศใหักับการบำเพ็ญจิตภาวนา
ไม่นานนักก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ตัดกิเลสได้สิ้นเชิง ไม่หวนกลับมายังภพต่างๆ อีกต่อไป มีความสงบเย็น ผ่อนคลาย ไร้ความข้องขัด

จริงอยู่แม้พระองคุลิมาลจะเป็นพระอรหันต์ที่ไม่ก่อกรรมทำเข็ญกับใครอีก แต่ส่วนกรรมเก่าที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ใช่ว่าจะสูญหาย ด้วยเหตุนี้เอง ในบางวันที่ท่านออกจาริก
ภิกขาจาร จึงถูกกลุ่มชาวบ้านที่อาฆาตแค้นและจำได้ว่าท่านคืออดีตมหาโจรร้าย จึงพากันรุมเอาก้อนดิน ก้อนหิน ท่อนไม้ ขว้างปาใส่ท่านจนหัวร้างข้างแตกเลือดไหลโทรม ถึงแม้ผู้ที่ไม่มีเจตนาจะขว้างปาก้อนหินก้อนดินใส่ท่าน แต่ก็บังเอิญไปถูกจนหัวร้างข้างแตกเรื่อยไป ท่านนำเหตุการณ์เหล่านี้ไปกราบทูลรายงานให้พระพุทธองค์ทรงทราบ

"นี่คือผลกรรมที่เธอได้ทำไว้ สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำกรรมใดไว้ จะดีหรือชั่ว ก็ต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นด้วยตนเอง เธอควรอดทนให้ถึงที่สุดนะ องคุลิมาล" พระบรมศาสดาตรัสปลอบ

วันหนึ่ง ขณะที่ท่านเที่ยวจาริกภิกขาจารไปตามบาทวิถีนั้น ผู้คนต่างพากันแตกตื่นเป็นโกลาหล หญิงท้องแก่้คนหนึ่งได้วิ่งหนีพระองคุลิมาล ด้วยการลอดรั้วหนี แต่ติดท้องลอดไปไม่ได้

"ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยฉันที"

ฝ่ายญาติของสตรีนั้นเห็นเหตุการณ์ ก็รีบปรึกษาหารือกัน บุรุษผู้มีปัญญาผู้หนึ่งเสนอความคิดต่อวงศ์ญาติว่า

"ท่านองคุลิมาลนั้น ท่านเป็นพระแล้วนะ ฉะนั้นสมณะย่อมรักษาสัจจะ สัจจะของพระอริยะมีอานุภาพมาก และเราเชื่อว่าท่านเป็นพระอริยะและมีพลานุภาพแห่งความสัตย์พอ หากท่านตั้งสัจจะขึ้นเมื่อไร ไม่ว่าที่ไหน แม้สตรีก็จะคลอดบุตรได้โดยง่ายดายทีเดียวล่ะ พวกเรารีบไปตระเตรียมที่ให้พระเถระเจ้านั่งใกล้ๆ น้องหญิงกันเถิด เรามีความเชื่อว่า จะต้องช่วยนางได้อย่างแน่นอน"

เมื่อปรึกษากันดังนั้นแล้ว เหล่ามหาชนญาติของสตรีผู้นั้นต่างก็แยกย้ายกันไปจัดเตรียมสถานที่แห่งนั้นให้เหมาะสมแก่พระเถระโดยเร็ว พวกเขาช่วยกันหาผ้ามากั้นเป็นม่านไว้โดยรอบสตรีครรภ์แก่นั้น แล้วจัดหาตั่งมาตั้งไว้เป็นที่รับรองพระเถระ ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ ณ ที่นั้น บุรุษผู้ออกความคิดนั้นก็เข้าไปกราบนิมนต์พระองคิมาลเถระ

"นิมนต์พระคุณเจ้าขอรับ พวกเราได้จัดที่อันสมควรไว้รับรองพระคุณเจ้าทางด้านโน้นขอรับ"

บุรุษผู้นั้นพูดเสียงสั่นด้วยยังมีความหวาดกลัวในพระเถระอยู่บ้าง แล้วเชื้อเชิญนำทางพระเถระไปสู่ที่ที่เตรียมไว้ ฝ่ายพระองคุลิมาลเถระเมื่อไปนั่งเหนือตั่งนั้นแล้วจึงตั้งสัจจะในที่นั้นว่า

"ดูก่อนน้องหญิง อาตมานี้เกิดมาโดยมีโทษก็หารู้ล่วงหน้าไม่ แต่อาตมาก็ได้มาพบสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงโปรดอาตมา และในการโปรดของพระองค์ในครั้งนั้น ทำให้จิตที่มืดมัวในศิลปศาสตร์ เที่ยวฆ่ามนุษย์สังเวยเทพเทวดาตามความเชื่อที่ผิด โดยมิได้พิจารณา หาได้รู้ความจริงที่แท้ไม่ เธอจงอย่ากลัวไปเลยน้องหญิง อาตมาได้หยุดเบียดเบียนแล้วในปัจจุบัน คำนี้เป็นความสัตย์จริง ด้วยอำนาจแห่งความสัตย์นี้ ขอน้องหญิงจงคลอดบุตรโดยสะดวกในบัดนี้เถิด"

สิ้นคำสัตย์นั้น ทารกน้อยก็คลอดจากครรภ์ของสตรีนั้นโดยง่าย เปรียบเสมือนการเทน้ำออกจากกระบอก เหล่ามหาชนทั้งที่อยู่ในม่านและนอกม่าน ก็เกิดปีติยินดีในปาฏิหาริย์และอานุภาพแห่งพระเถระ ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคลก็บังเกิดมีแก่มารดาและบุตรนั้น เสียงสาธุของมหาชนดังไปทั่วบริเวณ หลังจากพระเถระกลับไปยังอารามแล้ว ชนทั้งหลายต่างก็ช่วยกันสร้างแท่นขึ้นในที่ซึ่งพระเถระตั้งสัตยาธิษฐานในสถานที่นี้เอง

แม้ว่าสัตว์เดรัจฉานอันมีครรภ์ หรือสตรีที่คลอดบุตรยาก เกิดเวทนาในเวลาใด ผู้คนจะนำไปให้นอนลงบนแท่นนั้น ทำให้ทั้งสัตว์และสตรีคลอดบุตรได้โดยง่ายในทันที ด้วยอานุภาพแห่งสัจจะขององคุลิมาลเถระ แม้สตรีผู้ใดมีครรภ์แก่ ไม่มีกำลังจะคลอดบุตร ทั้งไม่สามารถจะมายังแท่นแห่งนี้ได้ ก็จะนำน้ำไปรดลงที่แท่นศักดิ์สิทธิ์แล้วรองเอาน้ำที่รดแท่่นนั้นนำมารดลงบนศีรษะ ก็ทำให้สตรีนั้นคลอดบุตรง่ายเช่นเดียวกัน

นับแต่นั้นมา ผู้คนก็ให้ความเคารพและถวายบิณฑบาตพระองคุลิมาลเถระ เช่นเดียวกับพระสาวกรูปอื่นๆ และยังความเป็นมงคลให้เกิดขึ้นในที่แห่งนั้นสืบไป