ชัยชนะแห่งพุทธะ

บทที่ ๕ ชัยชนะต่อสตรีผู้มากมารยา

จิญจมาณ-วิกา วาจาทุษฐ์ ทำเลศดุจ มีครรภ์ จรรโจษขาน

ผูกไม้กลม แนบท้อง ร้องประจาน บังอาจหาญ กล่าวสุคต ภิรมย์เธอ

ด้วยเดชา อานุภาพ พระสัมพุทธ ธ วิสุทธิ์ สมาธิ ธรรมเสมอ

ทรงแน่วแน่ เทศนา ไม่เผลอเรอ นางมารเผลอ ไม้หลุด สุดอัปรีย์

ขอผองท่าน จงมี ชัยมงคล ทั่วสกล ดลพร้อม ด้วยสุขี

ด้วยอำนาจ สมาธิ-บารมี ธรรมวิธี แห่งพระ พิชิตมาร

กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา

จิญจายะ ทุฎฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ

สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

สมเด็จพระจอมมุนี ทรงผจญกับนางจิญจมาณวิกา

หญิงผู้แสร้งผูกท่อนไม้กลมไว้ที่หน้าท้อง เสมือนดั่งผู้ตั้งครรภ์

ยืนด่าและกล่าวใส่ร้ายพระองค์ ท่ามกลางฝูงชนผู้ฟังธรรม

ด้วยวิธีทรงสมาธิัอันงาม คือ กระทำพระทัยให้ตั้งมั่นนิ่งเฉย

ด้วยเดชองค์พระผู้พิชิตนางนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

เมื่อครั้งปฐมโพธิกาล หลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
พระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นในโลก กิตติศัพท์ของพระบรมสุคตเจ้าแผ่ไปทั่ว เป็นที่ประจักษ์แก่เหล่าประชาชนทุกชั้นวรรณะ ธรรมของพระพุทธองค์มีเหตุมีผลสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติธรรม มีผู้ศรัทธาบำเพ็ญความเพียร ปฏิบัติตามจนเกิดผลเป็นจริงดังพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้

จิตใจของเหล่าศาสนิกชนก็พัฒนาขึ้น พบกับความสุขและสัจธรรมโดยถ่องแท้จากธรรมชาติ มหาชนเหล่านั้นต่างทวีความเลื่อมใส ศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็ก้าวเข้าสู่ภูมิอริยะ พระสาวกและพุทธบริษัทเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ลาภสักการะก็มีมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ด้วยเพราะความศรัทธาที่เพิ่มขึ้น ความปรารถนาจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไปจึงเพิ่มขึ้นด้วย ความรุ่งเรืองของศาสนาอื่นก็อับเฉาลงเรื่อยๆ เสมือนแสงหิ่งห้อยที่ถูกบดบังด้วยแสงแห่งดวงจันทร์ ฉะนั้น

ฝ่ายพวกเดียรถีย์นักบวชในศาสนาอื่นไม่พอใจ เพราะการประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ทำให้คนทั้งหลายรู้จักผิด ชอบ ชั่ว ดี มีความฉลาดรู้เท่าทันพวกตน เป็นเหตุให้การเผยแผ่ลัทธิของเดียรถีย์เสื่อมลง ทั้งลาภสักการะที่เคยได้รับก็ลดน้อยลงไป จนต้องออกจากสำนักเร่ร่อนไปตามถนนหนทาง เที่ยวเดินบอกผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาในที่นั้นว่า
"ท่านทั้งหลาย ทำไมไม่ให้ทานแก่พวกเราบ้างเล่า พวกเราก็เป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ทำไมจึงให้ทานแต่พระสมณโคดมผู้เดียวอยู่อย่างนั้นเล่า"

แต่ไม่ว่าพวกเดียรถีย์เดินป่าวประกาศไปที่ใดก็ไม่ได้ลาภสักการะเลย เหล่าเดียรถีย์จึงประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้พระพุทธศาสนา เดียรถีย์ผู้หนึ่งกล่าวในที่ประชุมนั้้นว่า

"ศาสนาของพระสมณโคดมรุ่งเรืองใหญ่แล้ว ดูที่วัดเชตวันสิ ผู้คนเนืองแน่นไปหมด บางวันแทบไม่มีที่จะเดิน แล้วดูสำนักของเราสิ คนที่เคยพลุกพล่านก็บางตาลงไปมาก ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ต่อไปคงจะไม่เหลืออะไรเลย ลำพังลาภสักการะทุกวันนี้ก็ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแล้ว"

เดียรถีย์อีกผู้หนึ่งจึงกล่าวขึ้นว่า

"มันจะไปยากอะไรเล่า เราก็มุ่งไปที่เสาหลักของพระพุทธศาสนาสิ มุ่งทำลายพระสมณโคดมแต่เพียงผู้เดียว เมื่อแม่ทัพตาย เหล่าทหารหรือจะอยู่สู้ต่อ ต้องถอยทัพกลับศึกกันหมดนั่นแหละ พระสมณโคดมรุ่งเรืองได้ก็ต้องอับเฉาลงได้เช่นกัน"

อีกผู้หนึ่งว่า "ท่านจะไปฆ่าท่านสมณโคดมหรือ" เดียรถีย์ผู้นั้นถามด้วยความตกใจ

"เราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เป็นการเปรียบเทียบเฉยๆ ท่านนี่ไม่มีปัญญาเอาเสียเลย"

"ไม่ต้องเถียงกัน แต่ว่าเราจะำทำอย่างไรกันต่อไปล่ะ"

ขณะกำลังสนทนากันอยู่ก็เหลือบเห็นสาวงามนางหนึ่งถือเครื่องสักการะเดินเยื้องย่างมาแต่ไกล เหล่าเดียรถีย์สบตากันแล้วกล่าวเกือบจะพร้อมกันว่า

"รู้แล้ว ว่าจะจัดการกับพระสมณโคดมอย่างไร"
สาวงามผู้ซึ่งกำลังเดินถือของมาถวายนี้มีชื่อว่า "จิญจมาณวิกา" นางเป็นผู้ฝักใฝ่ในลัทธิของพวกเดียรถีย์

เมื่อนางมาถึงที่ที่พวกเดียรถีย์ประชุมกันอยู่ จึงวางสำรับลง ไหว้พวกเดียรถีย์แล้วยืนนิ่งอยู่ นางเห็นสีหน้าและแววตาของพวกเดียรถีย์เคร่งเครียด คิ้วขมวด จ้องมาที่นาง จึงถามว่า

"ดิฉันมีความผิดอะไรหรือท่านอาจารย์"

พวกเดียรถีีย์ยังคงนิ่งเงียบอยู่ นางจึงถามอีก

"เอ๊ะ ! ดิฉันมีความผิดอะไรกันเล่า พวกท่านจึงทำกิริยาแบบนี้กับดิฉัน ถ้าพวกท่านไม่ยอมตอบ ดิฉันจะไปละ"

นางทำทีจะยกสำรับกลับไปด้วย พวกเดียรถีย์กล้วเสียแผนจึงรีบบอกนางว่า

"เดี๋ยวก่อน น้องหญิง ไม่ใช่ความผิดของน้องหญิงแต่ประการใด แต่ลัทธิของเรากำลังจะล่มจม น้องหญิงไม่รู้หรอกหรือ"

นางยิ้มที่มุมปากและกล่าวตอบว่า "ข้าแต่ท่านอาจารย์ทั้งหลาย เหตุที่ลัทธิของท่านซบเซาลงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวดิฉัน ใช่หรือไม่"

เดียรถีย์ตอบว่า "ไม่ได้เกี่ยวกับน้องหญิงแต่ประการใดเลย หากแต่น้องหญิงเป็นผู้ที่พวกเราเห็นเหมาะสมว่าจะช่วยลัทธิของพวกเราได้"

นางถามกลับอย่างสนใจว่า

"ท่านอาจารย์ ดิฉันนี้จะช่วยอะไรพวกท่านได้ แต่ถ้ามีอุบายใดจากพวกท่านเพื่อจะทำให้ลัทธิของเราเจริญเฟื่องฟู ปลุกจิตใจของประชาชนใ้ห้กลับมาเลื่อมใสเหมือนเดิมได้ ดิฉันก็ยินดีช่วยเหลือ ขอท่านอาจารย์ได้บอกอุบายนั้นกับดิฉันเถิดเจ้าค่ะ"

เมื่อนางปวารณาตัวรับใช้ ดังนั้นพวกเดียรถีย์จึงบอกอุบายในทันทีว่า

"ดูก่อนน้องหญิงผู้มีรูปโฉมงดงามสะคราญตา พวกเราขอขอบคุณขอบใจในความปรารถนาดีของน้องหญิง ที่มีน้ำใจจะช่วยเหลือลัทธิของพวกเราในยามซบเซาเช่นนี้ เราจะได้อาศัยน้องหญิงนี้แหละทำให้พระสมณโคดมเศร้าหมองเสียชื่อเสียง โดยทำให้ประชาชนสงสัยว่าน้องหญิงได้เสียพรหมจรรย์เพราะพระสมณโคดม เราเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงโดยเร็วพลัน ฮะ ฮะ ฮ่า น้องหญิงพอจะทำเพื่อลัทธิของพวกเราได้หรือไม่เล่า"

เมื่อนางได้ฟังถ้อยคำของพวกเดียรถีย์ ก็เห็นช่องทางสร้างความเสื่อมเสียให้แก่พระพุทธศาสนา จึงรับอาสาพวกเดียรถีย์ว่า

"ขอท่านอาจารย์ทั้งหลายจงวางใจ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของดิฉันเถิดเจ้าค่ะ"

กล่าวแล้วจึงหลีกไปจากที่นั้น ด้วยอาการภูิมิใจที่จะได้ทำงานชิ้นสำคัญให้แก่พวกเดียรถีย์

ในวันรุ่งขึ้น นางจิญจมาณวิกาก็ได้เริ่มก่อกรรมอันลามก นางแต่งตัวด้วยอาภรณ์งามเพริศแพร้วห่มผ้าสีปีกแมลงทับ มือถือดอกไม้และเครื่องหอม ตรงไปยังวิหารเชตวันด้วยลีลาเยื้องย่างอย่างนางพญาหงส์ ยั่วยวนสายตาชายหญิงทุกคู่ที่ได้พบเห็น และในเวลาเย็นย่ำของทุกวันอันเป็นเวลาที่เหล่าพุูทธบริษัทพากันเดินออกมาจากเชตวันมหาวิหารเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นเวลาที่มหาชนเสร็จจากฟังพระธรรมเทศนาจากพระผู้มีพระภาคเจ้า

นางอาศัยเวลานี้ลวงตามหาชนเดินสวนทางเข้าไปในเชตวันมหาวิหาร เมื่อพ้นกลุ่มคนไปแล้วนางก็หาที่หลบอันสมควรแห่งหนึ่งจากสายตามหาชน พอเวลาเช้าตรู่ของวันต่อมานางก็ขมีขมันทำทีว่าออกมาจากเชตวัน แสร้งทำอาการอ่อนเพลีย ทำผมเผ้ารุงรัง รีบร้อนเข้าไปสู่พระนครในจังหวะที่ผู้คนเดินเข้าไปฟังธรรมเจริญจิตภาวนา ทำให้เกิดอกุศล สะกิดใจเหล่าพุทธบริษัท

นางทำอย่างนี้สม่ำเสมอ ในเวลาเย็นก็มุ่งหน้าเข้าวัดและกลับออกมาอีกครั้งในเวลาเช้าของอีกวัน ยัึงความสงสัยให้แก่ผู้พบเห็นมากขึ้นทุกที ผู้อดรนทนไม่ได้ในกิริยาของนางจึงกล่าวถามว่า

"นี่แม่หนู ข้าขอถามสักหน่อยเถอะ หนูมีธุระอะไรในวัดหรือจ๊ะ"
นางแสร้งตอบอย่างไม่พอใจว่า

"ก็แล้วมันธุระอะไรของป้าล่ะ"

แล้วเดินหลีกไป ทำให้ผู้คนยิ่งทวีความสงสัยในพฤติกรรมแปลกประหลาดชวนฉงนของนาง เมื่อผ่านพบนางที่ใดต่างก็ถามเป็นคำถามคล้ายกันว่า

"น้องสาว มีธุระอะไรในวัดเชตวันหรือจ๊ะ"

นางก็ตอบด้วยอาการไม่ชอบมาพากลเหมือนเดิมว่า

"เรื่องของฉัน ไม่ใช่กงการอะไรของพวกท่านนี่"

พวกที่อยากรู้มากก็ถามลึกลงไปอีกว่า

"หนูเข้าไปพักกับใครทุกๆ วันหรือจ๊ะ"

เมื่อเจอคำถามที่นางรออยู่แล้ว นางจึงรีบตอบคำถามที่ได้เตรียมไว้ว่า

"หนูก็พักอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระพุทธเจ้าของพวกท่านนั่นแหละจ้ะ"

ตอบแล้วก็หัวเราอย่างมีความสุขก่อนเิดินจากไปอย่างผู้มีชัย เรื่องนี้แพร่ขยายไปทั่วเมืองสาวัตถีอย่างรวดเร็ว จาก ๑ เป็น ๒ จาก ๒ เป็น ๔ ปากต่อปากก็ได้ฟุ้งไปสู่ประชาชนทุกชั้นวรรณะ ความสั่นคลอนจึงเิกิดขึ้นในหมู่พุทธบริษัท ต่างก็มีเสียงเล่าลือ วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ผู้ที่ไม่ศรัทธาในพระพุทธศานาอยู่ก่อน ก็ยิ่งชอบใจซ้ำเติมหนักขึ้น

เมื่อสิ้นไตรมาส นางจึงเริ่มแผนขั้นที่สอง โดยการนำผ้ามาพันท้องให้กลมโตขึ้นประหนึ่งว่ามีครรภ์ ทำให้ประชาชนที่เคยสงสัย เชื่อมั่นมากขึ้น

นางเดินไปที่ไหนไหนตามปกติ เพียงแต่ทำตัวให้ดูลำบากมากขึ้น เหมือนหญิงที่เริ่มตั้งครรภ์ทั่วไป
ครั้นเมื่อย่างเข้าเดือนที่เก้า นางก็ผูกไม้กลมไว้ที่ท้อง แล้วให้คนนำไม้ที่มีลักษณะคล้ายคางของโคมาทุบตามหลังมือหลังเท้า

ทุกขั้นตอนได้ดำเนินไปอย่างสมจริงและแยบคาย ทำให้ผู้พบเห็นปักใจเชื่อได้โดยง่าย จากนั้นจึงมุ่งตรงไปสู่วัดเชตวัน โดยมีความมั่นใจว่าจะทำวันนี้ให้เป็นวันอัปยศที่สุดของพระสมณโคดมเลยทีเดียว

ภายในวัดเชตวัน เหล่าพุทธบริษัทที่ศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนาก็ยังมานั่งฟังสมเด็จพระบรมศาสดาแสดงพระธรรมเทศนาตามปกติ บางคนในที่นั้นแม้จะระคายใจในเรื่องที่รู้มาอยู่บ้าง แต่ก็เฉยอยู่เนื่องเพราะไม่รู้ไม่เห็นจริง จึงยังไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว ส่วนผู้ที่มีปัญญาแยกแยะดีชั่วได้ยังคงมากันอย่างเนืองแน่น นั่งฟังพระธรรมเทศนาด้วยอาการสงบ

ฝ่ายสมเด็จพระชินสีห์ ก็ยังทรงแสดงพระธรรมเทศนาด้วยอาการปกติ พระพักตร์สดใสผุดผ่อง ทั้งพระสุรเสียงก็ยังคงไพเราะเย็นซ่านเข้าไปในหัวใจพุทธบริษัทเหมือนเช่นแต่ก่อน ความงดงามสง่าของพระวรกายก็มิได้เศร้าหมองเลยแม้แต่น้อย ขณะที่มหาชนกำลังซึมซาบและปีติในพระธรรมเทศนา เสียงแหลมเล็กก็แผดดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอันสงบนั้น

"นี่ ! ท่านมหาสมณะ เวลาท่านแสดงธรรมแก่มหาชน เสียงของท่านช่างไพเราะจับใจ ริมฝีปากของท่านก็งามได้รูปสนิทดี แต่หม่อมฉันสิ มีครรภ์แก่ก็เพราะท่าน จะคลอดเมื่อไรที่ไหน จะบำรุงครรภ์อย่างไรก็ไม่เคยสนพระทัย เวลาร่วมอภิรมย์ก็สุดแสนที่จะชื่นชมใส่พระทัยอยู่ตลอดราตรี พอครรภ์แก่เข้าก็ปล่อยทิ้งขว้างไม่ใยดี ปล่อยให้เร่ร่อนน่าสมเพชเวทนาอยู่อย่างนี้ได้อย่างไรเล่า"

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะพระพักตร์ ทำให้มหาชนละสายตาจากพระองค์มาจับจ้องที่นางจิญจมาณวิกา นางมิได้สะทกสะท้านต่อสายตาเหล่านั้น กลับมุ่งใส่ร้ายพระชินสีห์อีกว่า

"ก็เมื่อพระองค์ไม่มีเวลามาเอาพระทัยใส่หม่อมฉันเหมือนเคย อย่างน้อยก็น่าจะส่งอุปัฏฐากของพระองค์มาดูแลหม่อมฉันบ้าง หรือจะมอบหมายให้พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือไม่ก็นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ได้ นี่สิเพคะเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนสิ่งอื่น ท่านก็สนพระทัยแต่เรื่องการอภิรมย์ ไม่เคยสนพระทัยที่จะมารับผิดชอบดูแลกันเลย จะทุกข์จะร้อนก็หามาสนพระทัยหม่อมฉันไม่"

เมื่อเสียงแหลมนั้นดับลง ทุกสายตาก็หันกลับมามองพระพักตร์พระผู้มีภาคเจ้าพร้อมกัน หากพบก็แต่ความปกติ พระพักตร์ยังคงเบิกบานผ่องใส ไม่มีความตื่นตระหนกตกพระทัยในการด่าทอของนางจิญจมาณวิกาเลยแม้แต่น้อย พระเนตรยังคงสุกใสเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ส่วนอาการของนางจิญจมาณวิกานั้นเปรียบเหมือนกับหญิงที่พยายามขว้างก้อนอุจจาระเพื่อทำลายดวงจันทร์ให้เศร้าหมองฉะนั้น

ในท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดนั้น พระตถาคตเจ้าทรงพักการแสดงธรรมไว้ ทรงสงบนิ่งอยู่และทรงตรัสด้วยเสียงก้องกังวานใสว่า

"ดูก่อนน้องหญิง ถ้อยคำที่เธอกล่าวมานั้น จะเท็จจริงประการใด ก็มีแต่เรากับเธอเท่านั้นที่รู้"

นางแสร้งทำเป็นน้อยใจในพระบรมศาสนดา ทั้งกรีดร้อง ทั้งร้องไห้เสียใจอย่างมาก พลางก็ยืนเท้าสะเอวชี้ครรภ์ปลอมๆ ของนางและพูดว่า

"นี่ไง นี่ไง คือพยาน ถ้ามันไม่จริงแล้วจะบันดาลเกิดขึ้นมาไม่ได้หรอก"

แล้วนางก็หัวเราะปนร้องไห้อย่างคนเสียสติ
แต่ด้วยเดชานุภาพแห่งความบริสุทธิ์ของพระบรมศาสดา จึงทำให้ที่ประทับนั่งขององค์อมรินทร์ร้อนขึ้นผิดปกติ

เมื่อองค์อมรินทร์พิจารณาดู ก็ทรงทราบถึงเหตุการณ์อัปมงคลที่นางจิญจมาณวิกากระทำเล่ห์กลใส่ร้ายพระตถาคตเจ้าด้วยคำไม่จริง จึงมีบัญชาให้เทพบุตรลงมาแสดงความจริงให้ปรากฏเป็นสักขีพยานในทันใด

ฝ่ายเทพบุตรก็ได้จำแลงแปลงกายเป็นลูกหนู เข้าไปกัดผ้าที่ผูกรัดท่อนไม้นั้นไว้ พระพายก็บันดาลลมให้เกิดขึ้นในที่นั้น ท่อนไม้ก็หลุดขาดสะบั้นลงมากระแทกปลายเท้าของนางทั้งสองข้าง

นางได้กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและตกใจ โลหิตไหลออกมาเปรอะเปื้อนพื้นที่นางยืน
อยู่ ความลับที่เก็บไว้เป็นปมปริศนาในหัวใจมหาชนจึงถูกเผยจนหมดสิ้น

ความจริงได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน ในสถานการณ์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพุทธบริษัท สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังนางจิญจมาณวิกาเป็นตาเดียว ผู้ไม่สามารถทนต่อความจริงนั้นได้ก็ลุกฮือขึ้นมากล่าวคำด่าทอนางต่างๆ ว่า

"หนอย อีหญิงกาลกิณี เอ็งตบตาพวกเรามาตลอดยังไม่พอ ยังกล้าเข้ามาด่าทอสมเด็จพระบรมศาสดาถึงในเชตวันนี้อีกรึ ไปให้พ้นไป๊"

ต่างก็พากัน ตะโกนขับไล่นาง

"เอามันออกไปให้พ้นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้"

เหล่าอุบาสกอุบาสิกาต่างพากันฉุดกระชากลากนางออกไปให้พ้นพระเนตรแห่งพระชินสีห์ มหาชนพากันปลดเปลื้องเครื่องประดับและสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวขว้างปาใส่นางไปตลอดทางที่ถูกลากตัวผ่านไป

นางจิญจมาณวิกาทั้งละอายแลอดสูหาศักดิ์ศรีไม่ได้เลย ทั้งสภาพของนางก็ดูทรุดโทรมไปถนัดตา ไม่มีสง่าราศีเหมือนแต่ก่อน ในหัวของนางมีแต่ความสับสน เสียงด่าทอดังก้องอยู่ในโสตประสาท หากก็สายไปเสียแล้วที่จะสำนึกผิด

เมื่อฝูงชนลากนางจิญจมาณวิกาออกมาพ้นซุ้มประตูวิหารวัดเชตวันแล้ว พื้นแผ่นดินเกิดเสียงกัมปนาทสั่นสะเทือนและแยกออกเป็่นช่อง เห็นเปลวเพลิงจากมหาอเวจีนรกแลบลามออกมาตามช่องดิน สว่างไปทั่ว มีสีแดงฉาน ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างร้องตะโกนดังลั่น

"ธรณีสูบ ธรณีสูบ"

ตามด้วยเสียงกรีดร้องของนางจิญจมาณวิกา ซึ่งถูกไฟนรกม้วนรัดลงไปเสวยผลกรรมในมหาอเวจีนรก

มหาชนที่มามุงดูเหตุการณ์อันน่ากลัวนั้นต่่างก็พากันสลดใจไปตามๆ กัน แล้วเหตุการณ์เลวร้ายในพระพุทธศาสนาก็ผ่านพ้นไป ด้วยการปิดฉากอันน่าสลดของนางจิญจมาณวิกา ผู้ทูลความเท็จต่อพระพุทธองค์

เหล่าเดียรถีย์เมื่อทราบถึงความพลาดพลั้งของนางจิญจมาณวิกาแล้ว ต่างพากันหลบซ่อนอยู่ พวกที่ยังออกมาเดินร้องขออาหารอยู่ตามท้องถนนก็ไม่มีใครสนใจ ฝ่ายพวกที่ไม่เคยสนใจเดียรถีย์อยู่แล้ว เมื่อพบเห็นก็ยิ่งตีตัวออกห่างราวกับเห็นสิ่งอัปมงคล

แผนการที่พวกเดียรถีย์คาดหวังผลไว้ แทนที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงกลับตรงกันข้าม ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาฟังพระธรรมเทศนากันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม คนที่ไม่เคยสนใจในพระพุทธศาสนา ก็กลับมาสนใจศึกษาฟังพระพุทธองค์แสดงธรรม ส่วนพวกที่ศรัทธาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่ิงมีความแน่นแฟ้นขึ้น ต่างพากันสรรเสริญในความบริสุทธิ์ของพระบรมศาสดา ทำให้พระพุทธศาสนากลับยิ่งได้รับความนิยมจากมหาชนยิ่งขึ้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เทคนิคการช่วยสร้างฝันและแรงบันดาลใจที่ดีให้กับลูก



ความเห็น (0)