ครูผอ. ไพฑูรย์ แวววงศ์ (๒) : กระบวนการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ให้สำเร็จได้ภายใน ๒ เดือน

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๘ ทีม CADL ร่วมกับ ศน.ทิพยวิมล ดวงเวียงคำ เดินทางไปเรียนรู้ดูงานที่โรงเรียนมีสุข อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ซึ่งมี BP (Best Practice) ที่สามารถทำให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครอง สำเร็จตามคำประกาศที่ให้ไว้ขณะไปบอกแก่ผู้ปกครองเมื่อครั้งก่อตั้งโรงเรียนว่า "...ลูกใคร หลายใครอ่านหนังสือไม่ออก ให้ส่งมาเรียนที่นี่..." ขยายไปปากต่อปาก จาก ๔๖ คนในปีแรกเป็นเกือบ ๖๐๐ คนในระยะเพียง ๔ ปี

"... อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แก้ได้ภายใน ๒ เดือน...ฮ่ะๆๆๆ" ครูผอ.ไพฑูรย์ แวววงศ์ พูดเสียงดังตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข และท้าให้เราพิสูจน์กับนักเรียนที่อยู่ใกล้ๆ วงสนทนาหรือบริเวณที่ท่านกำลังสาธิตการสอนให้เราดู จากการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต ผมพบว่า ระยะเวลาสั้นที่สุดที่มีผู้ประกาศความสำเร็จในการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นี้ คือ ๔ เดือน (อ่านที่บล็อคของ ศน.สะอ้าน ไพจิตจินดา ที่นี่) เป็นการ "สอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา (มปภ.)" วิธีเดียวกับที่ครูผอ.ไพฑูรย์ นำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของเด็กๆ โรงเรียนมีสุขอย่างลงตัว

คำถามสำคัญสำหรับผู้อ่านที่ยังไม่มีประสบการณ์การสอนแบบ มปภ. (เหมือนผม) คือ ๑) การสอนแบบ มปภ. คืออะไร มีหลักการและวิธีการอย่างไร ๒) อะไรคือปัจจัยที่ทำให้วิธีนี้บรรลุความสำเร็จ ๓) ครูผอ.ไพฑูรย์ นำวิธีนี้มาประยุกต์อย่างไร จึงสำเร็จได้มีประสิทธิภาพกว่า ผมศึกษาหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ด้วยวิธีการอ่านและคิด จึงอาจทำให้ผิดได้ ดังนั้น ท่านผู้อ่านจึงไม่ควรเชื่อทันที แต่ให้สิ่งต่อไปนี้ไปพิจารณาลงมือด้วยตนเองเถิด...ครับ

การสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา

การสอนแบบมุ่งประสบการณ์เป็น "รูปแบบการสอน" ที่ผู้ริเริ่มทำสำเร็จ เป็น "แนวปฏิบัติที่ดี" หรือ BP จากความสำเร็จของการสอนด้านภาษา (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) และเผยแพร่ขยายจนกลายมาเป็นหลักสูตรที่ครูสอนภาษานำมาใช้ทั่วไป

ปัญหาของการพัฒนาการเรียนรู้คือครูหรือผู้สอนตกอยู่ใน "ร่องรูปแบบ" ไม่ได้ปรับรูปแบบนั้นให้เข้ากับบริบท ณ ขณะนั้นของผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่ถ้านำเอารูปแบบมาใช้และเรียนรู้รูปแบบนั้นๆ จนแตกฉานผ่านการนำไปปรับใช้กับบริบทของตนตามเหตุและผลจนเหมือน "ไร้รูปแบบ" คือครูได้ฝึกคิดจึงเก่งคิด เมื่อครูได้ฝึกออกแบบหรือ"ริเริ่ม" สุดท้ายจึงจะได้รูปแบบของตนๆ ที่เราเรียกว่า BP ครูผอ.ไพฑูรย์ แวววงศ์ เป็นตัวอย่างของครูที่สามารถ "ใช้รูปแบบ->รู้รูปแบบ->ไร้รูปแบบ->ริเริ่มรูปแบบ" (อ่านเพิ่มเติม ที่นี่)

หลักสูตร มปภ. มี ๓ รูปแบบ จากง่ายไปยาก ใช้สอนในระดับ ป.๑ - ป.๖ มีขั้นตอนแสดงดังแผนผังดังภาพ (อ่านรายละเอียดได้จากบล็อคของ ศน.ดอน ที่นี่) เป้าหมายของ มปภ. คือ อ่านออก เขียนได้ และสื่อสารสนทนาได้ วิธีการจากง่ายไปยาก รูปแบบที่ ๑ สำหรับนักเรียนที่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รูปแบบที่ ๒ เน้นการอภิปราย วิเคราะห์การใช้ภาษา และรูปแบบที่ ๓ มุ่งฝึกทักษะการเขียนด้วยตนเองให้นักเรียนนำไปใช้ได้ จะเห็นว่าหลักสูตร มปภ. เป็นหลักสูตรแบบก้าวหน้า แม้จะอยู่ ป.๖ หากอ่านยังไม่ได้เขียนไม่ออก จะต้องใช้รูปแบบที่ ๑ ดังนั้น วิธีการจัดการกับปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จะต้องแยกนักเรียนที่มีปัญหาออกมาต่างหากจากห้องเรียนปกติ และเลือกใช้หลักสูตรที่เหมาะสม

บันทึกนี้จะกล่าวถึงเชิงตีความเฉพาะ รูปแบบที่ ๑ ที่มุ่งเป้าให้อ่านออก เขียนได้ ซึ่งครูมีบทบาทสำคัญที่เข้าไป "พาเรียน พาทำ" ส่วนรูปแบบที่ ๒ และ ๓ ที่ครูทำบทบาท "ร่วมทำ ร่วมคิด" และ "ชวนทำ ชวนคิด เชียร์ ชม" ฝากท่านผู้มีประสบการณ์มาตีความจะดีกว่า...


กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ มปภ. รูปแบบที่ ๑ สำหรับทำให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ มี ๕ ขั้นตอน ส่วนหัวใจในการเรียนรู้ อยู่ที่ขั้นตอนสุดท้ายคือ การทำกิจกรรมเสริมทักษะ ซึ่งมี ๒ แบบ คือสำหรับ ป.๑ กับ สำหรับ ป.๒ ดังแผนภาพด้านล่าง (ข้อมูลเบื้องต้นจาก: บล็อคของ ศน.ดอน จ.สตูล)

ผมตีความว่า หลักการสำคัญของกระบวนการเรียนรู้แบบ มปภ. รูปแบบที่ ๑ นี้แบ่งเป็นลำดับขั้นได้ดังภาพด้านล่าง



เริ่มจากการ ๑) อ่านให้ฟังดูรูปคำ(ที่ครูนำไปใช้) โดยให้จำความหมาย เช่น หากครูอ่านคำว่า "หมู" ก็ให้ดูรูปคำและพยายามเชื่อมโยงรูปคำว่า "หมู" กับรูปหมู เป็นต้น ๒) สร้างกิจกรรมให้นักเรียน "จำคำ" นั้นๆ ให้ได้ ขั้นนี้ที่โรงเรียนมีสุขทำได้แยบยลมาก เดี๋ยวจะเล่าต่อไป ๓) ตามด้วยการใช้การแจกลูก วิเคราะห์คำ ให้เด็กรู้จักสระ ตัวสะกด ออกเสียงให้ถูกต้อง ๔) ขั้นสร้างคำ ใช้วิธีเปลี่ยนพยัญชนะ แล้วแต่งประโยคด้วยปากเปล่า สุดท้ายคือ ๕) การนำไปใช้ ในที่นี้คือการฝึกเขียนประโยคหรือเรื่องสั้นๆ จากคำใหม่ที่ได้จากขั้นตอนก่อนหน้า

ผมตีความว่า ขั้นตอนที่ ๑๐)-๑๒) ของกิจกรรมเสริมทักษะของระดับ ป.๑ และขั้นตอนที่ ๖)-๘) ของระดับ ป.๒ คือเป้าหมายของหลักสูตร มปภ. คือ เล่าเรื่องได้ สนทนาเรื่องใหม่ได้ และเขียนเรื่องได้ซึ่งนักเรียนจะทำได้ก็ต่อเมื่อ "อ่านออก เขียนได้ และเขียนเรื่องสร้างสรรค์ได้" จากการถอดบทเรียนกับ ครูผอ.ไพฑูรย์ ผมพบว่า วิธีการของท่าน น่าจะเหลือเพียง ๒ ขั้นตอน ๘ วัตถุประสงค์ ดังภาพด้านล่าง โดยขั้นที่ ๑) - ๓) เป็นการเอาเป้าหมายมาไว้ก่อน ซึ่งแน่นอนว่า กระบวนการตอนแรกๆ นี้ ครูเป็นผู้ "พาทำ พาคิด" และ "ทำให้ดู ครูเป็นแบบอย่างให้เห็น" นั่นเอง



สีพื้นหลังของข้อความสีเดียวกัน แสดงถึงกิจกรรมที่ทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน ระดับ ป.๑ และ ป. ๒ แตกต่างกันเพื่อเน้นรายละเอียดและขั้นตอนให้ชัดเจนจากง่ายไปยาก และประวิงเวลาให้ครูสอนไปช้าเร็วแตกต่างไปตามประสบการณ์เดิมของนักเรียน และที่สำคัญคือ เพื่อเพิ่มจำนวนของการ "ซ้ำทวน" เพื่อให้นักเรียนจำคำได้

กระบวนการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา ของ ครูผอ.ไพฑูรย์ แวววงศ์

การสอนแบบ มปภ. ของ ครูผอ. ไพฑูรย์ แวววงศ์ ที่น่าจะเป็นปัจจัยของความสำเร็จคือ การนำนักเรียนไปสัมผัสผ่านสร้างประสบการณ์จริงๆ ก่อนจะฝึกประสบการณ์ทางภาษา ๘ ขั้นตอนของหลักสูตร มปภ. ที่ท่านปรับให้ง่ายขึ้นดังแสดงแล้ว อย่างไรก็ดี วิธีการเรียนรู้เรื่องนี้จากท่านที่ดี น่าจะนำเอาขั้นตอนเหล่านั้นมาตีความว่ามีหลักการและขั้นตอนสำคัญอย่างไร ผมตีความว่าไม่ต่างจากการสอนแบบ มปภ. ทั่วไป เพียงแต่ต้องใส่ใจในรายละเอียด และใช้เทคนิคและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการและกลไกทางสมองของเด็ก (Brain-based Learning) มาใช้ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ๕ ขั้นตอนดังภาพด้านล่าง



๑) การสร้างประสบการณ์จริง

ขั้นนี้สำคัญยิ่งยวด ผมคิดว่าเหตุที่หลายท่านบอกว่า หลักสูตร มปภ. มีปัญหา น่าจะมาจากที่ไม่ได้ทำขั้นตอนนี้ หรือทำแล้วไม่สำเร็จดีนัก สำคัญคือต้องทำให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจในการเรียน และสนุกกับการเรียน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนรู้ความหมายๆ ของสิ่งที่กำลังเรียนเท่านั้น นั่นหมายความว่า "ความหมาย" น่าจะสำคัญที่สุดในขั้นนี้

ความจริงมนุษย์เรียนรู้แบบนี้อยู่แล้ว เรารู้จักส้ม กินส้ม ก่อนจะรู้จักคำว่า "ส้ม" หรือ "orange" ในชนบทภรรยาคนไทยสามารถพูดและสื่อสารกับสามีชาวต่างชาติได้ โดยที่อ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่เหตุผลว่า จะต้องสอน "จำรูปคำก่อน" หรือ "สะกด ก. กา ไปหา คำก่อน" แม้จะเรียนแบบ จำรูปคำก่อนแบบ มปภ. ตอนมาสร้างขยายคำ ก็มาเรียนจดจำสระและตัวสะกดหรือแจกลูก-ประสมคำอยู่ดี หรือแม้จะใช้วิธีเรียนแบบจดจำ "รูปเสียง" ในการสะกด ก-อา-กา กา-งอ-กาง แล้วขยายสร้างคำ ก็ต้องมาจดจำความหมายของคำก่อนนำไปใช้จริง เพราะทั้งสองวิธี เน้นการ "แจกลูก-สะกดคำ" ที่จำเป็นต้องทำในการเรียนภาษาไทย

...ไม่มีใครสามารถจำคำไทยได้หมดหรอกครับ ไม่เชื่อท่านลองเปรียบเทียบพจณานุกรมภาษาไทยกับภาษาฝรั่งดูซิครับ ว่าจำนวนคำมันต่างกันแค่ไหน...

การสอนของ ครูผอ. ไพฑูรย์ เปลี่ยนจากการ "อ่านให้ฟัง" มาเป็นการนำผู้เรียนไปสัมผัสกับเหตุการณ์จริง เป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่โดยใช้วิธีเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน สอดคล้องกับบริบท เช่น "การพาไปดูหมูป่า" ซึ่งเด็กๆ รู้จัก "หมู่ป่า" โดยยังอ่านไม่ออกและเขียนคำนี้ไม่ได้ ทักษะการเล่าเรื่อง เทคนิคการเร้าความสนใจ และปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับนักเรียน ของครูผอ. ทำให้นักเรียนรู้ความหมายและเข้าใจเรื่องราวได้อย่างดี

เสร็จจากการสร้างประสบการณ์เดิมให้กับนักเรียน ครูผอ. ไพฑูรย์ ใช้วิธีในการเติมทักษะใหม่ ให้กับนักเรียน โดยการตั้งคำถามนำ ร่วมกันเล่าเรื่อง และพานักเรียน "ถอดบทเรียน"เขียนออกมาเป็น "แผนภูมิการอ่าน" โดยเขียนแยกแต่ละคำด้วยความต่างสี เพื่อให้เด็กสังเกตเห็นได้ดีและง่ายต่อการสื่อสารว่ากำลังพูดถึงคำไหน

จากนั้นครูจะอ่านให้ฟัง ท่านบอกว่า "..เพื่อให้เข้าใจความหมายโดยรวมของเรื่อง หากเทียบเหมือนการอ่านนิทานให้ฟัง ก็คือนักเรียนจะต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้มีใคร ทำอะไรกับใคร ที่ไหน เมื่อไร ลำดับเหตุการณ์เป็นอย่างไร ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร มีข้อคิดอย่างไร"...

(ขอบคุณรูปจาก facebook ครูผอ. ไพฑูรย์ แวววงศ์)



๒) จำคำ

ในขั้นจำคำนี้แยบยลมาก ครูไพฑูรย์เน้นทั้งสมองซีกซ้าย ซีกขวา ทั้งผ่อนคลาย และใช้การกระตุ้นด้วยการแข่งขัน โดยเน้นให้ฝึกเดี่ยว ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง และพึ่งตนเองในการเรียนรู้มากที่สุด

นอกจากจะใช้การอ่านคำ ซึ่งแน่นอนว่า มีการซ้ำทวนอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนหน้านี้แล้ว คือ อ่านคำให้ฟัง ให้อ่านตาม และให้อ่านเอง ยังใช้บัตรคำ การเทียบคำ และเรียงคำ ก่อนจะเขียนคำเพื่อย้ำว่าจำได้จริง

ครูผอ.ไพฑูรย์ จะใช้ "การเรียงคำ" ช่วยให้นักเรียนจำ "รูปคำ" เป็นขั้นแรก นักเรียนทุกคนจะมีมินิไวท์บอร์ด (กระดานชนวนสมัยใหม่...ฮา) เป็นของตนเอง ครูจะแจก "บัตรคำ" ที่ทำจากกระดาษแข็งตัดเป็นชิ้นเล็กๆ พอเหมาะกับการเขียนหนึ่งคำ อ่านคำบน "แผนภูมิการอ่าน" ให้นักเรียนเขียนลงชิ้นกระดาษจนครบทุกคำ ก่อนจะทำการเรียงคำเหล่านั้นให้เหมือนในแผนภูมิฯ โดยไม่ดูแผนภูมิ นักเรียนต้องจำได้ทุกคำ ท่องประโยคได้ทั้งเรื่อง วิธีการที่ผมสังเกตเห็นคือ ครูพูดคำขึ้นมา แล้วให้เด็กแข่งกันหาบัตรคำ ซึ่งนักเรียนสนุกสนานมาก

หลังจาก "การเรียงคำ" กิจกรรมที่ครูผอ. ไพฑูรย์ สาธิตให้ดูคือ "การเทียบคำ" หมายถึง เมื่อครูเห็นนักเรียนเขียนผิด แทนที่จะบอกหรือแก้ไขให้ แต่กลับชี้ให้ผู้เรียนไปลองเปรียบเทียบคำที่ตนเขียนกับคำบน "แผนภูมิการอ่าน" เป็นการฝึกทักษะการสังเกตและการคิดวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแบบ ตรงที่ ตรงเวลา แยบยลๆ เหมาะกับนักเรียนรายบุคคล



๓) แจกลูกคำ

เสียดายที่ขั้นตอนนี้ เราไม่ได้ดูการสาธิตจากครูผอ. แต่ที่แน่ๆ มีการผลิตหนังสือแบบฝึกของโรงเรียนขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยยึดเป้าหมายตามจุดประสงค์ของหลักสูตรแกนกลาง ผมคิดว่าขั้นตอนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับผู้นำไปปฏิบัติ เพราะคุณครูที่เป็นครูอยู่ตอนนี้ ก็เรียนด้วยวิธีนี้มาแล้วทั้งนั้น

ปัญหามีอยู่ว่า ผอ. โรงเรียน บางแห่ง ส่งครูที่ไม่รู้และสนใจเรื่องนี้ไปสอนภาษาไทย ป.๑ ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จึงเกิดขึ้น และส่งผลกับทักษะวิชาอื่นๆ ตามมาเป็นขบวน ... สำหรับผมแล้ว เหมือนเป็นการทำลายอนาคตของเด็กเหล่านั้นโดยตรง... ฝากท่านผู้อ่านบอกผ่านไปด้วยครับว่า "ครูสอน ป.๑ ป.๒ ต้องสอนสะกดคำแจกลูกประสมคำเป็น และเห็นความสำคัญของพื้นฐานอันยิ่งนี้

๔) การสร้างคำ

ขั้นตอนการประสมคำที่ครูผอ.ไพฑูรย์ นำมาใช้ในการสร้างคำ ขยายคำ ท่านเรียกว่า "แป้นหมุนอเนกประสงค์" ถือเป็นนวัตกรรมการสอนใหม่ที่ได้ผลมาก ผมขอเรียกในภาษาของผมเองว่า "วงเวียนเปลี่ยนคำ" นะครับ ดังภาพ วิธีใช้เป็นอย่างไร ดูคลิปจากเจ้าของลิขสิทธิ์เลยครับ


วงเวียนล่างสุดคือ พยัญชนะ ๔๔ ตัว วงเวียนถัดมาเป็นสระ ๒๑ รูป (๓๒ เสียง) ส่วนอันบนสุดคือ ตัวสะกดทั้ง ๘ มาตรารวม ๓๖ รูป (อ้างอิง ที่นี่) แสดงว่าวงเวียนเปลี่ยนคำนี้ แสดงว่า หากไม่สนใจว่าคำที่เราหมุนวงเวียนไปเจอมีความหมายหรือไม่ วงเวียนเปลี่ยนคำจะสร้างคำได้ถึง ๓๓,๒๖๔ คำ (๔๔*๒๑*๓๖)

ขณะที่นักเรียนหมุนไปเจอคำใหม่คำใด ครูผอ.ไพฑูรย์จะให้แต่งประโยคไปพร้อมๆ กันทั้งหมด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้เดิมของเด็ก ซึ่งสามารถเสริมความรู้ใหม่ให้เด็กที่ยังไม่รู้ได้อย่างดียิ่ง และให้เขียนคำใหม่นั้นๆ ลงในมินิบอร์ดและบัตรคำ

๕) นำไปใช้

ถึงตรงนี้นักเรียนๆ ก็มีคลังคำในหัวพอสมควร ที่จะลองนำมาแต่งเป็นประโยคสั้นๆ ได้แล้ว นั่นหมายถึง นักเรียนอ่านคำเหล่านั้นๆ ออก และเขียนคำนั้นๆ ได้

ผมตีความว่า วิธีการนี้สามารถทำให้นักเรียนอ่านออกและเขียนได้รวดเร็ว เพราะเน้นวิธีการท่องจำนำก่อน ด้วยศักยภาพของสมองเด็กๆ ขนาดเกือบ ๑,๔๐๐ ซีซี เกือบๆเท่าที่ผู้ใหญ่มี น่าจะไม่เป็นปัญหาถ้าเด็กๆ รู้สึกว่าสนุกที่ได้จำได้รู้ เหมือนที่เด็กไทยคิดเลขเร็วเพราะท่องสูตรคูณ ดังนั้นในขั้นตอนวิเคราะห์และแจกลูกประสมคำ จึงสำคัญมากๆ เพราะ นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์แยกองค์ประกอบ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และวิเคราะห์หลักการ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้คิดสังเคราะห์สร้างใหม่ได้ด้วยตนเองต่อไป

สำหรับผม ประโยชน์สำคัญจากประสบการณ์ของครูผอ. ไพฑูรย์ แวววงศ์ อยู่ที่การพัฒนานักเรียนให้สามารถ "เขียนเชิงสร้างสรรค์ได้" เพราะคนที่ทำได้นั้นต้องรู้และเข้าใจความหมาย และสังเคราะห์คำ สรรสร้างคำให้เป็นประโยคใหม่ๆ ให้ได้ใจความ สื่อสารพัฒนาการด้านการคิดของตนเองได้ดี ซึ่งวิธีนี้จะค่อยๆ ทำให้นักเรียนมีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ที่สำคัญ คือ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และทักษะการสื่อสารและทำงานเป็นทีมต่อไป

ย้ำอีกครั้งหนึ่ง ข้อความในบันทึกทั้งหมด เขียนจากประสบการณ์และความรู้ที่จำกัด ไม่เคยมีประสบการณ์สอนลูกหลานตัวเล็กๆ ด้วยตนเอง โปรดใช้วิจารณญาณ แต่ขอเป็นวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์นะครับ

ขอขอบพระคุณ ครูผอ. ไพรฑูรย์ แววววศ์ และพี่ทิพย์ (ศน.ทิพยวิมล ดวงเวียงคำ) ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งดีมีคุณค่าแบบนี้ ...

ดูรูปทั้งหมดได้ ที่นี่ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มุมมองเชิงชื่นชมสำหรับ Best Practices



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์ฤทธิไกร ที่นำเสนอขั้นตอนการสอนภาษาไทยแบบ มปภ. โดยส่วนตัวชอบการสอนวิธีนี้มากค่ะได้ผลรวดเร็วจริง เคยสอนรูปแบบที่ ๑ สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนี้ไม่ได้สอนแต่ก็ยังชอบวิธีนี้ค่ะ