​ผู้ชายขอร้อง

แดดทอแสงอ่อนๆ ร่มเงาทอดยาวบรรยากาศสบายๆ บนนอกชานที่ปูด้วยกระเบื้องสีแดง ได้ยินเสียง วิ่งเล่นของเด็กๆหน้าบ้าน เด็กผู้หญิงผิวสองสีวัยเก้าขวบคนหนึ่ง ดวงตากลมโตเหลือบไปมาอย่างขาดความมั่นใจ เธอพยายามเพียรบอกพ่อในสิ่งที่เธอตั้งใจ เธออยากทำ บอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน ได้ทำโน่นทำนี่ คุณครูชมเขา อยากเป็นคนที่เพื่อนๆยอมรับ อยากเป็นนักเต้น เป็นหัวหน้าห้อง ทั้งๆที่ตนเองได้แต่คิดเมื่อลงมือทำก็สู้เพื่อนไม่ได้ วันแล้ววันเล่าหนูน้อยก็กลับมาพร้อมกับความคับข้องใจและเซ้าซี้หาคำตอบจากคุณพ่อคุณแม่ทุกๆวัน

ในใจทิดเทืองเอง มองตาก็นึกสงสารจับใจ พลางกล่าวเชิงทีเล่นทีจริงไปว่า "ไม่เป็นไรหรอกลูก แบบนี้เก่งมากแล้วล่ะ อีกหน่อยก็ได้เป็นนะ" พูดปลอบใจพร้อมทั้งสวมกอดให้กำลังใจหนูน้อย พลางนึกในใจ หนูไม่ต้องกลัวหรอกเดี๋ยวพ่อจะดูแลเองนะ เมื่อนึกย้อนกลับไปวันแรกที่เขาเริ่มสร้างครอบครัวกับคุณบังอร ต่อสู้ชีวิตด้วยความอดทน กระเหม็ดกระแหม่ เก็บหอมรอมริบเงินทองที่หาได้เพื่อก่อร่างสร้างรังน้อยๆขึ้นมา ด้วยอาชีพที่พ่อแม่พากเพียรและส่งเสียให้เรียน ได้ทำงานรับใช้ประชาชน ดูแลช่วยเหลือเรื่องสุขภาพ การเจ็บป่วยต่างๆ แต่สิ่งที่ไม่เคยลืมเลืนนนั้นคือคำสอนของแม่ "ดีนะลูก ที่เราไม่เป็นหนี้ใคร" "คนอื่นจะได้ไม่ดูถูกเรา" ด้วยวลีสั้นๆ พูดแล้วคนอื่นไม่ค่อยเข้าใจแต่ทิดเทืองเข้าใจแจ่มแจ้ง

ในวัยหนุ่มทิดเทืองได้รู้จักกับพี่คนหนึ่ง เป็นคนเก่ง เรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานอย่างมืออาชีพ สนิทสนมกัน เที่ยวก็เที่ยวด้วยกันมีปัญหาก็ปรึกษาพี่เขาเสมอ หลายครั้งที่ทิดเทืองมีปัญหาเงินทอง ด้วยเงินเดือนน้อย การจัดการชีวิตก็ไม่มีความรู้อะไร พี่ก็ได้ให้คำแนะนำได้สอนกันเรื่อยมา ข้อคิดสำคัญข้อหนึ่งนั่นคือ "เรื่องร่ำรวยนี่คือเรื่องรอง อย่างแรกที่ควรทำก่อนคือการใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้" เขาได้ฟังก็งงและก็รับไว้คิด เวลาผ่านไปนานมากเขาคิดคำนึงกับคำสอนนั้น จนมาวันหนึ่งเขาเริ่มเข้าใจและเล็งเห็นหนทางรำไรๆ ในประโยชน์ เขาเกิดความฮึกเหิม มั่นใจและตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเองทันที เริ่มจากใกล้ๆตัวเขาเริ่มแบ่งเงินที่หาได้สิบเปอร์เซ็นต์ก่อนที่เหลือจึงนำมาใช้จ่าย

แต่..คนเราเมื่อมือกำลังจะคว้าความสำเร็จ จะคว้าเพชร แทบทุกครั้งจะต้องมีเหตุติดขัดเสมอ สร้างความหงุดหงิด คล้ายๆเทพเทวดาคอยกลั่นแกล้งกระนั้น ช่วงเริ่มต้นชีวิตของทุกคนบ่อยครั้งพบอุปสรรค์ พอมีงานทำปุ๊บ พอมีเงินมีทอง ความอยากได้ตามความฝันก็เกิด ความหวังของคนรอบข้างก็เกิด เครดิตก็มีซะงั้น ยั่วยวนจนทำให้เผลอเข้าไปลิ้มรส ได้ทำให้สาธารณชน คนชาวบ้านเพื่อนๆฝูงๆที่อยู่ในย่านนั้นได้เห็นคุณค่า เพื่อนบ้านหลายคนง๋อไปเลย นึกในใจ "เป็นไงล่ะ ไม้ล้มน่ะข้ามได้แต่คนล้มอย่าข้าม คุ้นๆไหม ? " พลางมองตาของชาวประชาที่เคยดูถูกดูแคลนกันอย่างรู้สึกสะใจ ต่อจากนั้นความสมบูรณ์แบบต่างๆก็เริ่มลงในรายละเอียด รถคันงาม บ้านใหญ่โต กลายเป็นเด็กกตัญญูขอให้พ่อแม่ที่อายุมากแล้วเลิกทำงานแล้วอยู่บ้านคอยรับเงินที่จะส่งให้ทุกเดือน เมื่อดูดีซะขนาดนี้คู่ครองก็ต้องกิ่งทองใบหยก งานแต่งใหญ่โต แขกเหรื่อมากันมากมายซะเหลือกันจนถนนแถวๆนั้นรถราติดขัดไปหมด เป็นที่เลื่องลือกัน ไม่มีใครในจังหวัดและระแวกใกล้เคียงที่ไม่รู้จักเขา ... เรื่องราวอย่างนี้ใครๆก็ปรารถนาคล้ายกับละครในทีวี ที่ชีวิตนี้มีปาฏิหาริย์ ใครทำได้แบบนี้ก็ได้รับความชื่นชม ปลื้มกันไป เส้นทางนี้คือตัวอย่างที่ญาติพี่น้องต้องมองดูตากันปริบๆ และเฝ้าเพียรพยายามปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อจะได้ประสบความสำเร็จอย่างพี่เขา หากแต่ในชีวิตจริงๆ มีใครเคยรู้บ้างว่าหัวอกของเธอผู้ดูแลนั้นสุดระทม จะต้องหมุนเงินกับบัตรเครดิต เงินเดือนที่สูงๆนั้นวันนี้ได้รับจริงๆนั้นก็ไม่พอใช้ ภาระค่าเล่าเรียนของลูกๆ สารพัดค่าใช้จ่ายที่ประดังประเดเข้ามา แต่เธอก็ยังเดินหน้าอย่างรักษาภาพลักษณ์ต่อไป ผ่านไปวันแล้ววันเล่าสีหน้าของเธอนั้นหมองลงๆ

หากแต่ใครที่ผ่านจุดนี้มาได้อย่างปลอดภัยและยังใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้เสมอ ตรงนี้ชีวิตเริ่มดีขึ้นคล้ายๆ ใบอ่อนกำลังแตกออกตามกิ่งก้านที่ไร้ใบ ความฝันสูงสุดของชีวิตไม่มีผู้ใดสลัดทิ้งได้รวมทั้งทิดเทืองด้วย อยากจะประสบความสำเร็จจะต้องทำอย่างไรบ้าง นอกจากสังเกตจากคนรอบตัวแล้ว การอ่านก็ช่วยได้ เมื่อเราสนใจจิตใจก็ถูกโอนเอนร่วมกับการชอบลงมือ จึงทำให้ความอดอยาก ชักหน้าไม่ถึงหลังเริ่มมีอาการทุเลาลง ๆ หน้าตาทุกคนในครอบครัวก็แจ่มใส ได้กินขนมบ้าง กินโน่นกินนี่บ้าง พร้อมทั้งได้รับการยอมรับจากสังคมในจุดเล็กๆ

หลายปีผ่านไป สามีภรรยาก็ช่วยกันสร้างครอบครัว ร่วมคิดร่วมทำกันเรื่อยมา สามารถเดินผ่านความอดอยากยากลำบากมาได้อย่างน่าชื่นใจ และวันนี้เขายังตามฝันกันอยู่ เด็กต่างจังหวัดไกลๆอย่างพิจิตรนี้ขาดโอกาสในหลายสิ่ง โอกาสต่างๆเหล่านี้ทิดเทืองพยายามหาชดเชยเพื่อช่วยในหนูน้อยได้โอกาสที่เท่าเทียมกับเพื่อนๆ

ความพอเพียงและการใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้ก็ทำงานต่อไป เมื่อเขาได้หลักการดีๆมาใหม่เขาก็จะนำมาปรับใช้กันในครอบครัวเสมอ ลูกสาวคนโตเป็นคนมีวินัยเขาทำได้ดีมาก จนพ่อแม่เองยังรู้สึกทึ่ง เพื่อนๆของเขาเองก็ยังนำการแบ่งกระเป๋าสตางค์ไปใช้ด้วยนำความภาคภูมิใจให้กันและกัน

หลายครั้งที่เขาต้องทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัวด้วยความรู้สึกคุณบังอรไม่ดูแลเท่าที่ใจนึก ด้วยความอึดอัดและก็เห็นใจเมื่อตามไปดูภาระงานของเธอก็พบว่า เธอกำลังวุ่นวายกับการช่วยชีวิต สาละวนกับงานดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา

ตี 4 กว่าๆ หนูน้อยเกิดมาด้วยน้ำหนักตัวแค่โลกว่าๆร่างกายภายนอกดูผิดปกติแขน ขาบิดออกนอนหลังแอ่นศีรษะโตกว่าเด็กทั่วๆไปลืมตาโพลนโตในตาพล่ามัวแม้แต่รูหูก็เล็กเหลือเกิน หายใจเหนื่อยหอบหน้าอกยุบ ขึ้นลงๆตามจังหวะการหายใจนับแทบไม่ทัน ความวุ่นวายในการช่วยชีวิตของทีมก็เริ่มขึ้น คุณหมอรีบใส่ท่อช่วยหายใจทางปากเพื่อช่วยชีวิตโดยไม่ต้องดูว่าผู้ป่วยจะมีสภาพเป็นเช่นไร ทีมมุ่งแต่ต้องช่วยชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นไม่นานเกิน 10 นาทีเด็กน้อยก็มีสายระโยงรยางค์ต่อออกจากตัวเต็มไปหมด เด็กน้อยนอนร่างกายสงบอยู่ในตู้ควบคุมอุณหภูมิ มีเพียงเปลือกตาที่เบิกโพลงขึ้นเป็นระยะและหน้าอกที่ยังยุบบุ๋มตามจังหวะหายใจเท่านั้น เหตุการณ์วุ่นวายต่างๆยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ใกล้รุ่งสางเหตุการณ์วิกฤตค่อยๆสงบลง เช้าวันต่อมาอาการของเด็กน้อยยังทรงอยู่ แหวว เด็กสาววัย 18 ปีซึ่งเป็นแม่เดินเข้ามาด้วยท่าทางอิดโรยจากการคลอด คุณบังอรลุกเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรพาเธอมาดูลูกที่ตู้อบ เธอแนบหน้าใกล้ตู้มองดูลูกด้วยสายตาตกใจกับสภาพที่เห็นมีสายอะไรเต็มไปหมดที่ตัวลูกเธอความห่วงความกังวลระคนกันไปหมด ลูกหนูเป็นไงบ้าง คุณบังอรยิ้มให้พร้อมกับเอื้อมมือไปจับมือเธอและเปิดประตูตู้อบนำมือของเธอไปสัมผัสลูกพร้อมบอกเธอว่าจับลูกก่อนนะ เธอน้ำตาไหลทันทีเมื่อสิ้นเสียงบอก คุณบังอรโอบไหล่เธอเบาๆพร้อมทั้งพูดปลอบและให้กำลังใจ เมื่อเธอสงบลงคุณบังอรจึงบอกอาการและการรักษาให้ฟัง ว่าลูกของเธอดูคล้ายเด็กพิการต้องตรวจละเอียดอีกครั้งให้เธอทำใจ เธออาจยังจำอะไรไม่ได้แต่ท่าทางและแววตาของความเป็นแม่แสดงถึงสิ้นหวังความเสียใจเจ็บปวดห่วงใยกังวลระคนกันไปหมด มันก็ไม่ผิดกับการแจ้งให้ญาติได้รับรู้ความจริงถึงแม้จะเจ็บปวด ถึงแม้เราจะบอกถึงความหวังอันลิบหรี่ให้เธอฟังแต่กำลังใจที่ให้มันเปี่ยมล้น ..เมื่อมอบงานให้เพื่อนร่วมงานทำต่อแล้วคุณบังอรก็กลับบ้าน เสียงรถยนต์จอดหน้าบ้าน ประตูเลื่อนหน้าบ้านถูกเปิดออก หลังจากจอดรถสนิทเมื่อพบหน้ากันรอยยิ้มและคำทักทายคุณบังอรมีให้เสมอกับทิดเทืองแต่ในใจของทิดเทืองก็ยังไม่รู้สึกพอใจอยู่ดี รู้สึกเหมือนไม่มีใคร เหมือนคนถูกทอดทิ้ง สารพัดสารเพที่ใจจะนึกด้วยความเป็นทุกข์ นับวันนับเดือนนับปีทิดเทืองเพียรหาคำตอบให้กับตนเองและชีวิตคู่ของเขา จนอยู่มาวันหนึ่ง ในมุมเงียบๆ หัวใจคงไปต่อไม่ไหวและเขาเริ่มค้นหาทางออก เริ่มถามตัวเองว่า "เราจะมากลุ้ม ทุกข์ใจทุกวันทำไม มันมีวิธีอื่นๆไหมที่จะทำให้เรามีสุขกว่าตอนนี้ " ถ้า...เราแยกกันอยู่ จะสุขขึ้นไหม ..แล้วลูกเราล่ะเขาจะเป็นอย่างไร...มีครอบครัวใหม่นั้นดีหรือ ทิดเทืองนั่งทบทวบอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้

และแล้วเขาก็ตัดสินใจ "ทำตัวเหมือนคนอยู่คนเดียวก็แล้วกัน" หลังจากนั้นก็เริ่มทำงานบ้าน ทำงานที่คั่งค้าง ทำงานเล็กๆน้อยๆ สอนการบ้านลูก ดูแลสิ่งต่างๆ ทำทุกอย่างจนเพลียและผล็อยหลับไป วันต่อๆ มาก็ทำแบบเดิมๆ เรื่อยมา หลายเดือนผ่านไป ทิดเทืองก็ชินกับสภาพชีวิตแบบนี้ เขาได้ทบทวนและย้อนดูสิ่งที่ผ่านๆ มาปรากฏว่าชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะ เขาได้เห็นความสุขจากภรรยา เห็นรอยยิ้มจากคนรอบข้าง สายตาที่เป็นมิตรมากมาย เขาอิ่มเอิบใจกับวิถีชวิตใหม่ของเขา ขอบคุณความบังเอิญตรงนี้ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายกับบางท่อนของเพลงๆ นี้

"ผู้ชายคนนี้ อยากเป็นคนดีของเธอ ตอกย้ำในใจเสมอ จะดูแลเธอให้ดีที่สุด แต่เส้นทางฝันสองเรานั้นเหมือนทางชำรุด อาจมีบางครั้งสะดุด พี่อยากให้เธอเข้าใจ..." มือเกาะไหล่คุณบังอรพากันเดินชื่นชมความงดงามของสวนยามเย็นจนลับตาไป...


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ง่ายๆกับการสร้างความสุขให้กับชีวิตประจำวัน



ความเห็น (0)