ร่วมมือกัน รับมือกับ ADHD

สวัสดีค่า มาเจอกันอีกแล้วนะคะ สำหรับเช้าวันนี้ดิฉันก็ได้รับฟังประสบการณ์การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมเช่นเดียวกับเมื่อวานค่ะ แต่วันนี้เป็นในเด็ก ซึ่งอาจารย์แพทย์หญิง หัทยา ดำรงผล จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ในวันนี้ค่ะ ซึ่งสามารถถอดบทเรียนได้ดังนี้

โรคที่พบได้มากในเด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียนก็คือ โรคสมาธิสั้น หรือ Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) ซึ่งพบว่าสาเหตุเกิดปัญหาทางสมอง ไม่ใช่จากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง สามารถแบ่งอาการของโรคออกเป็น 3 ลักษณะอาการ ได้แก่

1.Inattention type ยกตัวอย่างเช่น เด็กดูสงบ แต่เล่นหรือทำกิจกรรมได้ไม่นาน ซึ่งมีข้อยกเว้นก็คือ การดูโทรทัศน์ และการเล่นคอมพิวเตอร์ การที่เด็กสามารถดูโทรทัศน์ได้นาน ไม่ได้หมายความว่าเด็กมีสมาธิที่ดี เนื่องจากโทรทัศน์มีการเปลี่ยนภาพไปได้เองเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังไม่ฟังเวลาที่ผู้อื่นพูด งานที่ต้องใช้สมาธินานจะไม่อยากทำ หลงลืมง่าย ส่งผลให้มักทำของหายประจำอีกด้วย

2.Hyperactive type จะสามารถสังเกตอาการได้ชัด ทำให้เข้ามาทำการบำบัดรักษาได้เร็ว ยกตัวอย่างเช่น มีการเคลื่อนไหวมาก อยู่ไม่นิ่ง มักลุกเดินไปเดินมา ซน วิ่งหรือปีนป่านไปมา พูดมาก ตอบคำถามก่อนที่ครูหรือพ่อแม่จะถามเสร็จ ชอบแทรกแซง รอคิวไม่ได้ ทำตามกฎเกณฑ์ไม่ได้ เป็นต้น

3.Combined type หรือแบบผสม

การักษาโรคสมาธิสั้น นอกจากการรักษาด้วยยาเพิ่มสมาธิ (Methylphenidate) แล้ว ก็ยังควรให้คำชมเชย ให้กำลังใจแก่เด็ก มีการปรับสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวเด็ก การฝึกให้รู้จักคอย เช่น ให้เด็กพูดกับตัวเองในใจก่อนที่จะมีการกระทำ นอกจากนี้ยังต้องบอกเด็กล่วงหน้า หากมีอะไรที่เป็นแปลงไป เพราะเด็กจะปรับตัวไม่ได้ และจะมีอาการหงุดหงิดเกิดขึ้น ต้องมีตารางเวลาที่แน่นอน และส่งเสริมให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเอง อาจมีการสอนพิเศษ ให้ความสนใจในวิชาที่เด็กอ่อน รวมถึงการแก้ไขอารมณ์ และพฤติกรรมที่ไม่ดีด้วย

นอกจากนี้อาจารย์หัทยายังให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยทางครอบครัว และกิจกรรมและทักษะสำหรับเด็กและครอบครัว ซึ่งต้องคำนึงถึง

-การมีส่วนร่วมของทุกคนในครอบครัว และนอกครอบครัว

-การใช้ประสาทสัมผัสให้ครบทุกด้าน

-การใช้เหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน

-การสร้างแรงจูงใจแทนการบังคับ

-การชมเชย และใส่ใจกับพฤติกรรมที่ต้องการอย่างทันที และควรวางเฉยกับพฤติกรรมไม่ต้องการ

-ต้องสงบ และควบคุม อารมณ์และสถานการณ์ของตนเองก่อนเสมอ

-เหตุที่เกิดก่อน และผลที่อาจตามมา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เส้นทางนักกิจกรรมบำบัด



ความเห็น (0)