ศิลปะการให้คำแนะนำ
The Art of Giving and Receiving Advice
พันเอก มารวย ส่งทานินทร์
17 มกราคม 2558
บทความเรื่อง ศิลปะการให้คำแนะนำ เรียบเรียงมาจากเรื่อง The Art of Giving and Receiving Adviceประพันธ์โดยDavid A. Garvin และ Joshua D. Margolis ซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสาร Harvard Business Review, January-February 2015
ผู้ที่สนใจเอกสารแบบ PowerPoint (PDF file) สามารถ Download ได้ที่ http://www.slideshare.net/maruay/the-art-of-giving-and-receiving-advice
การขอและให้คำแนะนำ
- นำมาจากผลงานการวิจัยเรื่อง การขอรับและการให้คำแนะนำ
- กระบวนการนี้ ถ้าดำเนินไปได้ด้วยดี จะเกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย คือ ผู้รับ: แก้ปัญหาได้ดีกว่าคิดคนเดียว ผู้ให้: ได้ประสบการณ์ จากการเรียนรู้แนวทางการแก้ปัญหา
- แต่ถ้าเกิดปัญหาในการปรึกษา จะเกิดความเข้าใจผิดกัน สร้างความลำบากใจ แก้ปัญหาไม่ได้ และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน
- การให้คำแนะนำมีอุปสรรค คือ การละวางความคิดตนเอง การมีทิฐิมานะ การตั้งใจรับฟัง และการใช้เวลามาก
เหตุใดจึงลำบากมากกว่าที่เห็น ?
- ทั้งผู้รับและผู้ให้คำแนะนำต้องประสบอุปสรรคมากมาย ดังนี้คือ
- การคิดว่าคุณมีคำตอบอยู่แล้ว
- เลือกที่ปรึกษาไม่ถูกต้อง
- กำหนดปัญหาไม่ดี
- ไม่เห็นคุณค่าคำแนะนำ
- ตัดสินคุณภาพคำแนะนำผิด
- ก้าวข้ามเลยขอบเขต
- ระบุปัญหาผิด
- ใช้แนวทางตนเองเป็นศูนย์กลาง
- สื่อสารคำแนะนำได้ไม่ดี
- การจัดการกับผลพวงได้ไม่ดี
การคิดว่าคุณมีคำตอบอยู่แล้ว
- ผู้คนที่มีความมั่นใจในตนเองสูง มักขอคำแนะนำก็เพื่อให้แน่ใจว่าความคิดของตนได้ผล และต้องการคำสรรเสริญ
- การเชิญที่ปรึกษาเพื่อต้องการยืนยันในสิ่งที่ตนคิด ต้องการตรวจทานอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น หรือเนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา จึงต้องการพึ่งพาที่ปรึกษาช่วยยืนยัน
- เป็นความเสี่ยงที่จะไม่เห็นพ้องต้องกัน ถ้าต้องการปรึกษาเพียงเพื่อแสดงให้รู้ หรือเพียงเพื่อไม่ต้องการทำงานเพิ่มเติม
เลือกที่ปรึกษาไม่ถูกต้อง
- เป็นการตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ผู้นำองค์กรมักจะเลือกที่ปรึกษาจากอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่มีพื้นฐานความคิดเห็นเหมือนกัน
- เป็นการเลือกที่ปรึกษาที่ชอบพอกันดี การเข้าถึงหรือหาได้ง่าย และที่ไม่เป็นการคุกคามต่อตนเอง ทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ หรือไม่เกิดมีผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย
- รวมถึงการไม่ได้คำนึงถึงผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นที่รู้จริง เคยแก้ปัญหานี้มาก่อน มีความรู้ และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์
กำหนดปัญหาไม่ดี
- ผู้รับคำแนะนำ บางทีสื่อสารได้ไม่ตรงประเด็น ทำให้ไม่รู้สาเหตุของปัญหาที่แท้จริง
- หรือไม่บอกรายละเอียดทั้งหมด ปิดบังบางสิ่งบางอย่าง ทำให้ที่ปรึกษาไม่เห็นภาพโดยรวม
- หรือคิดว่าที่ปรึกษารู้แล้ว จึงไม่ได้บอกเล่า (โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่เคยเกิดขึ้น หรือปัญหาการเมืองภายในองค์กรเอง)
- เป็นสาเหตุทำให้ที่ปรึกษาประเมินสถานการณ์ได้ไม่ถูกต้อง
ไม่เห็นคุณค่าคำแนะนำ
- เป็นสิ่งที่ที่ปรึกษาพบบ่อยที่สุดคือ อคติ (egocentric bias)
- โดยเฉพาะผู้นำที่มีอำนาจโดยสิทธิ์ขาด คิดว่าตนรู้ดีกว่าที่ปรึกษา มีเหตุผลเป็นของตนเอง ไม่ได้ฟังเหตุผลที่ที่ปรึกษาชี้แจง
- หรือเกิดจากไม่เห็นด้วย เมื่อได้รับข้อคิดเห็นที่ตรงกันข้ามกับตนเองคิดเอาไว้
- ที่ปรึกษาจะรู้ได้เมื่อสังเกตว่า ข้อเสนอแนะไม่ได้ถูกใส่ใจ หรือตนเองไม่ได้รับความไว้วางใจอีกต่อไป
ตัดสินคุณภาพคำแนะนำผิด
- ผู้รับคำแนะนำโดยมากไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ไม่ดี เช่น ถ้ามาจากแหล่งที่ตนเองมีความมั่นใจก็จะเชื่อถือ แต่ถ้ามาจากแหล่งที่เคยมีความหมางใจกันมาก่อนก็จะไม่เชื่อถือ ทั้ง ๆ ที่จากผลการวิจัยระบุว่า คุณภาพไม่ต่างกัน
- ผู้รับคำแนะนำจะไม่นำคำแนะนำที่ได้ไปปฏิบัติ ถ้ารู้สึกว่าไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำ แม้ที่ปรึกษาจะมีความปรารถนาดีก็ตาม
ก้าวข้ามเลยขอบเขต
- การที่ที่ปรึกษาให้คำแนะนำที่เกินเลย (ไม่เป็นที่ยินดีและไม่เป็นที่ต้องการด้วย) ทำให้ผู้รับคำแนะนำเกิดความรู้สึกว่าถูกคุกคาม และไม่ปฏิบัติตาม
- หรือการที่ที่ปรึกษาให้คำแนะนำในสิ่งที่ตนเองไม่รู้จริง (รู้น้อยแต่อวดว่ารู้มาก) จะกลายเป็นดาบทิ่มแทงตนเอง ทำให้หมดความน่าเชื่อถือ เป็นข้อควรระวัง
ระบุปัญหาผิด
- ที่ปรึกษาต้องรวบรวมสติปัญญาเพื่อระบุปัญหาให้ชัดเจน ก่อนจะทำการแก้ปัญหา
- การประเมินผิดพลาด เกิดจากสาเหตุสองประการคือ การรีบสรุป เพราะคิดว่าเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เรื่องคงคล้าย ๆ กัน (ความเป็นจริงอาจต่างกันถ้าประเมินให้ดี) และผู้รับคำแนะนำอาจมีความโน้มเอียง ที่จะซุกซ่อนสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงก็ได้ (ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)
- ที่ปรึกษาไม่ต้องกลัวเสียหน้า ในการตั้งคำถามสาเหตุพื้น ๆ
ใช้แนวทางตนเองเป็นศูนย์กลาง
- ที่ปรึกษามักมีกรอบหรือแนวทางในการแก้ปัญหาคือ ถ้าเป็นเขาเราจะแก้ปัญหาอย่างไร (คิดแทน) ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เข้าท่าและไม่มีประสิทธิผล
- เพราะไม่ได้รับรู้ว่า ผู้รับคำแนะนำมีความรู้สึกอย่างไร มุมมองของเขาที่มีต่อปัญหา และทางเลือกที่เขามี เพื่อจะได้เข้าใจเขาอย่างลึกซึ้ง และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์
สื่อสารคำแนะนำได้ไม่ดี
- ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ คือ คำแนะนำที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ(vague) เช่น สมควรส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเป้าประสงค์ (เป้าประสงค์ขององค์กรหรือหน่วยงาน พฤติกรรมอะไร)
- หรือใช้คำแนะนำที่เป็นศัพท์เฉพาะ (jargon) ไม่รู้กันทั่วไป
- รวมทั้งให้ข้อคิด ทางเลือก แผนงาน มุมมอง และคำแปลที่มากเกินไป เสมือนรายการซักแห้ง (laundry list) ว่ามีอะไรบ้าง ทำให้ผู้รับงุนงง ไม่รู้ว่าสิ่งใดสำคัญ สิ่งใดควรเริ่มทำก่อน
การจัดการกับผลพวงได้ไม่ดี
- การตัดสินใจขั้นสุดท้าย ไม่ได้อยู่ที่ที่ปรึกษา
- ที่ปรึกษาบางท่านอาจไม่พอใจที่ผู้รับคำแนะนำไม่ยอมรับข้อคิดเห็นทั้งหมดที่ให้ ยังขอให้มีการอภิปรายเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะทำให้ผู้รับคำแนะนำเกิดแรงต้าน ไม่ส่งผลดีกับใคร เพราะจะทำให้เกิดความห่างเหิน และไม่ไว้ใจกัน
- ในความเป็นจริง ผู้รับคำแนะนำมักจะต้องนำคำแนะนำมาพิจารณาก่อน ไม่ได้เชื่อเพียงผู้เดียว และอาจมีการปรับแผนได้
การปฏิบัติที่เป็นเลิศสำหรับการแสวงหาและการให้คำแนะนำ
- ขั้นตอนที่ 1: หาสิ่งที่เหมาะสม
- ขั้นตอนที่ 2: การพัฒนาความเข้าใจร่วมกัน
- ขั้นตอนที่ 3: ขัดเกลาทางเลือก
- ขั้นตอนที่ 4: การตัดสินใจร่วมกัน
- ขั้นตอนที่ 5: การนำคำแนะนำไปดำเนินการ
ขั้นตอนที่ 1: หาสิ่งที่เหมาะสม
- การขอคำแนะนำแต่ละครั้งมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับบริบท และปัญหาเรื่องเวลา ทำให้ไม่สามารถหาที่ปรึกษาใหม่ได้บ่อย ๆ
- ดังนั้น เป็นการดีที่มีที่ปรึกษาส่วนตัวไว้ล่วงหน้า เป็นผู้ที่ไว้ใจได้ มีความเชี่ยวชาญที่มีความแตกต่างกัน มีความจริงใจ ปรารถนาดี กล้าพูดในสิ่งที่เป็นจริงที่คุณไม่อยากฟัง และควรมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่คุณสามารถปรึกษาได้ในทุกสถานการณ์
- การมีที่ปรึกษา เป็นการปิดจุดอ่อนของเราเอง เพราะที่ปรึกษาเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์ ให้พยายามหลีกเลี่ยงการมีที่ปรึกษาที่มีคุณลักษณะเหมือน ๆ กัน
- ในฐานะที่ปรึกษา ให้พิจารณาตนเองว่า ตนมีความเหมาะสมกับหน้าที่นั้นหรือไม่ มีพื้นฐาน และมีเวลาให้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ให้ปฏิเสธเสียแต่เริ่มต้น ดีกว่าให้คำแนะนำที่ไม่ได้ประโยชน์หรือมีคุณค่าน้อย การปฏิเสธคือการให้คำแนะนำ และควรแนะนำผู้อื่นที่ตนเองเห็นว่ามีความเหมาะสมด้วย ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ
ขั้นที่ 2: การพัฒนาความเข้าใจร่วมกัน
- ในขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนขอคำแนะนำ ผู้รับคำแนะนำควรให้ข่าวสารที่พอเพียงที่จะระบุปัญหาที่เกิดขึ้น และต้องการผลลัพธ์เช่นไร
- ตั้งหลักให้ดี ไม่ต้องลงรายละเอียดลึกมากเกินไป จนที่ปรึกษาไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง
- และให้บอกเล่าความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวคุณด้วย ไม่ว่าจะเป็นจุดอ่อน แม้จะเป็นเรื่องลำบากใจที่จะเล่า
- ในฐานะที่ปรึกษา คุณต้องการเห็นภาพที่สมบูรณ์ และต้องการขยายความในใจของผู้รับคำแนะนำ ซึ่งต้องอาศัยเวลา
- ให้หาสถานที่ที่เป็นส่วนตัว สามารถถกแถลงกันได้อย่างเปิดใจ (safe zone) ให้เวลาสนทนาอย่างพอเพียง (ไม่ใช่ไม่จำกัดเวลา)
- ยังอย่าเพิ่งรีบตัดสิน หรือด่วนสรุป ตั้งใจฟังอย่าเพิ่งขัดคอ และอย่าพึงให้คำแนะนำหรือทางแก้ปัญหาในทันที จะเป็นการวิเคราะห์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ให้หาข่าวสารเพิ่มเติม
- การเริ่มสนทนา ให้ใช้คำถามกว้าง ๆ และ ปลายเปิด เช่น คุณรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร? (How are you feeling about this?)
- เป็นการบอกให้เขาเปิดเผยความในใจที่แท้จริงออกมา และพุ่งตรงไปยังประเด็นสำคัญ (เป็นคำถามที่นักมานุษยวิทยา กล่าวว่า เป็นคำถามเปิดที่ยิ่งใหญ่ (grand tour question) แนะนำให้ใช้เป็นคำถามเปิดการสนทนา)
- แล้วจึงค่อย ๆ ถามรายละเอียดให้เขาก้าวข้ามพ้นตนเองออกมา
- คำถามการบ้าน (homework assignment) ในการพบปะคราวหน้า ให้ผู้รับคำแนะนำระบุทางเลือกในการแก้ปัญหานี้มา 5 ประการ
- จากการวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้าของปัญหา สิ่งที่เกิดตามมา และสิ่งที่อยู่ในใจผู้รับการช่วยเหลือ จะทำให้ที่ปรึกษาเห็นหนทางให้คำแนะนำ ว่าตนเองสมควรแสดงบทบาทอะไร คือ เป็นนักฟังที่ดี ให้ความมั่นใจ เปิดมุมมองให้กว้างขึ้น แนะนำทางเลือก หรือให้หาหนทางใหม่
ขั้นตอนที่ 3: ขัดเกลาทางเลือก
- ทางเลือกควรมีหลายหนทาง
- ให้ผู้รับคำแนะนำถามที่ปรึกษาถึงข้อดีข้อเสีย เหตุผลที่สนับสนุน ความสัมพันธ์กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ กลวิธีที่จะนำไปใช้ ผลกระทบที่จะตามมา การเตรียมตนเอง การชดเชย ของแต่ละทางเลือก (ถามลงลึกเช่นเดียวกับที่ปรึกษาถามลงลึกสาเหตุของปัญหา)
- ในฐานะที่ปรึกษา ให้ทำตนเสมือนเป็นครูสอนขับรถยนต์ หลังจากบอกเล่าวิธีการต่าง ๆ จนเข้าใจ ให้เป็นหน้าที่ของผู้รับคำแนะนำ เป็นผู้เลือกหนทางที่จะไปเอง (It's the seeker's job to find the path forward.)
- เราเป็นเพียงผู้ช่วยให้เขาคิดออกมาดัง ๆ
- ให้อธิบายเหตุผลและหลักการ ในการแนะนำทางเลือกนั้น ๆ
ขั้นที่ 4: การตัดสินใจร่วมกัน
- ในการตัดสินใจเลือกหนทางใด อย่าเลือกวิธีที่ดูแล้วทำได้โดยง่ายเพียงอย่างเดียว (easy way out)
- ให้ที่ปรึกษาแสดงเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ร้าย เพื่อจะได้พบจุดบอดที่อาจจะมีอยู่ และอย่ารั้งรอที่จะขอข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ถ้ายังไม่มั่นใจ
- การเลือกหนทาง อาจเป็นการรวมคำแนะนำจากที่ปรึกษาหลายคนก็ได้ บวกกับสติปัญญาของตนเอง ออกมาเป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบผสมผสาน (hybrid solution)
- ในฐานะที่ปรึกษาเป้าประสงค์ของขั้นตอนนี้คือ สำรวจทางเลือกก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย พูดคุยถึงผลที่จะเกิดขึ้น ข้อดี ข้อเสีย
- หยุดบ่อย ๆ เพื่อสังเกตคู่สนทนาว่า เขาเห็นด้วย หรือยังมีข้อสงสัยใด ๆ เหลืออยู่
- ให้ตอบว่า ผมไม่ทราบ(I don't know) ถ้าคิดว่าไม่สามารถพยากรณ์ผลกระทบที่จะตามมาได้
- การติดตามผล ถ้าพบว่ายังไม่มีความก้าวหน้า ให้ถามตรง ๆ ถึงอุปสรรค เพื่อหาหนทางให้เกิดความก้าวหน้า
ขั้นตอนที่ 5: การนำคำแนะนำไปดำเนินการ
- เป็นการนำคำแนะนำไปปฏิบัติและมีการปรับปรุงตามเหตุ
- ควรทำเป็นระบบคือ ขอคำแนะนำ นำไปปฏิบัติ เรียนรู้ แล้วขอคำแนะนำใหม่ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ
- การพบที่ปรึกษาบ่อย ๆ ทำให้มีข้อมูลข่าวสารจากการปฏิบัติมาเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการบอกว่าทำแล้วได้ผลอย่างไร
- เป็นกระบวนการการเรียนรู้ของผู้รับคำแนะนำและที่ปรึกษาด้วย และสร้างเสริมความปรารถนาดีต่อกัน
- ในฐานะที่ปรึกษา ในขั้นตอนนี้ให้ถอยออกมา เป็นหน้าที่ของผู้รับคำแนะนำในการดำเนินการต่อไป ทั้งการตัดสินใจและผลลัพธ์ที่จะตามมา เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ และไม่โทษที่ปรึกษาในภายภาคหน้า
- แต่ยังคงเปิดโอกาสให้ขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ เพราะสถานการณ์อาจจะแปรเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว หนทางที่เลือกไว้อาจจะไม่เหมาะสม ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ให้ทันเวลา
การทำงานร่วมกัน
- ถึงแม้ว่าที่ปรึกษาให้คำแนะนำแก่ผู้รับคำแนะนำ บทบาทจะต่างกันออกไป
- ที่ปรึกษาจะเน้นที่จุดมุ่งหมาย (purpose – why an action should be performed)
- ผู้รับคำแนะนำจะเน้นที่กลวิธี(tactics – how to get things done)
สรุป
บทความนี้ เป็นแนวทางการให้คำแนะนำอย่างเป็นขั้นตอน ไม่เน้นเนื้อหาคำแนะนำ เพราะการให้คำแนะนำไม่ได้เป็นการกระทำเพียงครั้งเดียวแล้วเลิก เป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์ และมีความร่วมมือด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพื่อเป้าหมายในการเข้าใจปัญหาได้ดีขึ้น มีหนทางเลือกในการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง ผ่านการสนทนาอย่างต่อเนื่อง
********************************************************
เลือกที่ปรึกษา ชนิ "ไม่รู้ แล้วชี้" นี่สาหส นะ ครับ