Frog, Fish, & Cheese

มีคนย้ายเนยแข็งไป ออกตามหากันเถิด....สนุกกับงาน สำราญกับความสำเร็จ....ลงมือทำเลย กินกบตัวนั้นซะ !

กินกบ ขายปลา หาเนยแข็ง

Frog, Fish, & Cheese

พันเอก มารวย ส่งทานินทร์

[email protected]

16 มกราคม 2558

บทความนี้จัดทำเป็นเอกสาร PowerPoint เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2545 จากการอ่านหนังสือสามเล่ม คือ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ฟิช และ กินกบตัวนั้นซะ เป็นหนังสือที่น่าอ่าน ให้ข้อคิดเห็นในการทำงานได้ดี สมควรแนะนำให้ผู้อื่นได้ศึกษาต่อ จึงจัดทำเป็นสรุปในรูปของ PowerPoint ทั้งสามเรื่องไว้ในที่เดียวกัน เผื่อว่ามีโอกาส จะได้ใช้ประกอบในการบรรยาย ไม่ต้องเสียเวลาไปอ่านและสรุปอีกรอบ เป็นการประหยัดเวลา

ผู้ที่สนใจเอกสารแบบ PowerPoint (PDF file) สามารถ Download ได้ที่ http://www.slideshare.net/maruay/frog-fish-cheese

หนังสือเล่มแรกที่จะแนะนำคือ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Who Moved My Cheese? ผู้ประพันธ์คือ นายแพทย์ Spencer Johnson, M.D. จบการศึกษาสาขาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Southern California ได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตจาก The Royal College of Surgeon และปริญญาโทด้านการจัดการทางการแพทย์จาก Harvard Medicine School และ The Mayo Clinic

เริ่มเรื่อง เรื่องนี้มีตัวละครอยู่ 4 ตัว คือ

  • หนู : สนิฟฟ์ และ สเคอร์รี
  • สนิฟฟ์ : ที่มักรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงได้แต่เนิ่น ๆ
  • สเคอร์รี : ที่รีบลงมือปฏิบัติ
  • มนุษย์จิ๋ว : เฮม และ ฮอว์
  • เฮม : ที่มักปฏิเสธและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
  • ฮอว์ : ที่รู้จักปรับตัวได้ทันเวลาเมื่อเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เนยแข็ง

  • เนยแข็งเปรียบเทียบถึงสิ่งที่ผู้คนแสวงหาในชีวิต อาจหมายถึงงาน ความสัมพันธ์ เงินทอง บ้านหลังใหญ่ อิสรภาพ สุขภาพ ความนับหน้าถือตา
  • ทุกคนรู้ดีว่าเนยแข็งของตนคืออะไร และต่างแสวงหา เพราะเชื่อว่ามันจะนำความสุขมาให้ เมื่อได้มันมาแล้วเราก็มักจะยึดติดกับมัน และถ้าต้องสูญเสียไป เราก็จะทุกข์ทรมาน

เขาวงกต

  • เขาวงกตในเรื่องนี้คือสถานที่ที่คุณใช้เวลาแสวงหาสิ่งที่คุณต้องการ อาจเป็นองค์กรที่คุณทำงาน ชุมชนที่คุณอาศัย หรือความสัมพันธ์ที่คุณมีกับผู้อื่น

ณ ดินแดนอันไกลโพ้น

  • สิ่งมีชีวิตตัวน้อย ๆ สี่ชีวิต วิ่งซอกซอนในเขาวงกต เพื่อหาเนยแข็งเลี้ยงชีวิต และทำให้ตนเองมีความสุข
  • สนิฟฟ์ และ สเคอร์รี มีสมองธรรมดาเหมือนหนูทั่วไป แต่มีสัญชาตญาณยอดเยี่ยม
  • เฮมและฮอว์ ใช้สมองที่มีความเชื่อและอารมณ์มากมาย เพื่อเสาะแสวงหาเนยแข็งชนิดพิเศษ

วันหนึ่งทั้งสี่พบสถานี น.

  • สถานี น. เป็นสถานีที่มีเนยแข็งมากมาย
  • เฮมและฮอว์เหมาเอาว่า เนยแข็งเป็นของพวกเขา เขาจึงเขียนผนังเขาวงกตและวาดรูปเนยแข็งล้อมรอบว่า "การมีเนยแข็งทำให้มีความสุข"
  • พวกเขายโสในความสำเร็จ จนไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น

เช้าวันหนึ่ง

¡อยู่มาวันหนึ่ง หนูทั้งสองมาถึงสถานี น. พบว่าไม่มีเนยแข็ง

  • พวกมันไม่ได้ตกใจ เพราะเคยสังเกตว่าปริมาณเนยแข็งลดน้อยลงทุกวัน พวกมันจึงรีบออกไปหาเนยแข็งชิ้นใหม่
  • วันเดียวกันมนุษย์ทั้งคู่มาพบว่าไม่มีเนยแข็ง
  • เฮมตะเบ็งเสียง "ใครเอาเนยแข็งของฉันไป"

สิ่งที่พวกเขาทำ

  • มนุษย์จิ๋วทั้งสองวนเวียนอยู่ที่สถานีเพื่อดูว่า เนยแข็งนั้นหายไปจริง ๆ หรือไม่
  • วันต่อมามนุษย์จิ๋วทั้งสอง ก็ตรงไปสถานีโดยหวังว่าจะเจอเนยแข็งของพวกเขา
  • แต่ ไม่มีเนยแข็งอีกแล้ว
  • เฮมโวยวาย "ทำไมถึงทำกับฉันอย่างนี้"

ในขณะเดียวกัน

  • ฮอว์พยายามชวนให้เฮมเปลี่ยนแปลง
  • แต่เฮมคิดว่าคนอื่นสร้างปัญหาเขาจึงควรได้รับสิ่งชดเชย
  • ในขณะที่หนูทั้งสองตัวพบสถานี ม. และพบเนยแข็งกองมหึมา

ฮอร์ทนไม่ไหว

  • พอเวลานานเข้า ฮอว์ทนไม่ไหวจึงหัวเราะเยาะตัวเอง "เหอะ ๆ ดูพวกเราซิ เรามัวแต่ทำเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วสงสัยว่าทำไมเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ถ้าทำอย่างนี้ไม่เรียกว่าโง่ แล้วจะเรียกอะไร"

ฮอร์มีจินตนาภาพ

  • ฮอว์ได้จินตนาการภาพ ที่น่าเชื่อและสมจริงว่าเขาเจอเนยแข็งใหม่และกินอย่างมีความสุข
  • แล้วเขาจึงเดินหน้าต่อไปเพื่อหาเนยแข็ง
  • เขาเขียนผนังว่า "ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงก็อยู่ไม่รอด"
  • เขาสงสัยตนเองว่าทำไมจึงไม่ลุกแล้วออกหาเนยแข็งให้เร็วกว่านี้
  • ฮอว์รู้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขากลัว
  • เขาค่อย ๆ นึกออกว่า เนยแข็งไม่ใช่จู่ ๆ ก็หายไป มันเริ่มลดลงและเก่าไม่อร่อยเหมือนเดิม
  • ถ้าตั้งใจสังเกตก็จะพบว่า มีอะไรเกิดขึ้นตลอดเวลา และสามารถคาดการณ์ได้ว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลง

ฮอร์ไปตามทางสายใหม่

  • ฮอว์เดินไปทางสายใหม่ จังหวะที่เขาเลี้ยวตรงหัวมุม เขาเจอที่สถานีเนยแข็ง ม.
  • เขาพบเนยแข็งกองพะเนินเต็มไปหมด
  • จนกระทั่งเห็นสนิฟฟ์และสเคอร์รี จึงรู้ว่าตนเองไม่ได้ฝันไป

การเรียนรู้ของฮอร์

  • ฮอว์เริ่มเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่รู้จักหัวเราะเยาะตัวเองและสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาด
  • เขาได้เรียนรู้คุณค่าของการก้าวเดินต่อไปจาก สนิฟฟ์และสเคอร์รี ที่ไม่คิดมาก หรือทำให้เรื่องซับซ้อนจนเกินพอดี

บทสรุป

  • การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ (มีคนคอยเอาเนยแข็งไปเสมอ)
  • คาดหมายการเปลี่ยนแปลง (เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อเนยแข็งหายไป)
  • เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลง (จงดมเนยแข็งอยู่เสมอ จะได้รู้เมื่อมันเริ่มเก่า)
  • ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงให้รวดเร็ว (ละทิ้งเนยแข็งเก่าเร็วเท่าใด ก็จะพบเนยแข็งใหม่เร็วเท่านั้น)
  • จงเปลี่ยนแปลง (ออกตามหาเนยแข็ง)
  • มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง (ดื่มด่ำกับการผจญภัยและมีความสุขกับกับรสชาติของเนยแข็งใหม่)
  • พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสนุกกับการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า (มีคนเอาเนยแข็งไปเสมอ)

อภิปราย

  • จะเห็นได้ว่า หนูสองตัวสามารถปรับตัวให้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีกว่า เพราะมันทำเรื่องต่าง ๆ ให้ง่ายอยู่แล้ว แต่สมองที่ล้ำเลิศและอารมณ์ของมนุษย์ตัวจิ๋ว กลับทำให้เรื่องต่าง ๆ ซับซ้อนขึ้น
  • ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าหนูฉลาดกว่ามนุษย์ เราต่างรู้ดีว่า มนุษย์มีสติปัญญาที่เหนือกว่าหนูมาก เมื่อสังเกตพฤติกรรมของตัวละครทั้งสี่จะพบว่า ทั้งหนูและมนุษย์ตัวจิ๋วนั้น แทนด้านต่าง ๆ ของตัวเรา คือ ด้านที่เรียบง่ายและด้านที่ซับซ้อน จะเห็นได้ว่า เราจะได้ประโยชน์ ถ้ารู้จักใช้ วิธีการที่ง่ายแต่ได้ผล จัดการกับความเปลี่ยนแปลง

บุคคล 4 จำพวก

  • พวกที่เป็นสนิฟฟ์ สามารถตรวจพบความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว จะช่วยปรับวิสัยทัศน์ขององค์กรให้ทันสมัย ควรสนับสนุนให้พวกนี้ชี้ชัดมาเลยว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นช่องทางให้องค์กรพัฒนาขึ้นได้อย่างไร
  • พวกสเคอร์รี ชอบทำงานให้ลุล่วง ควรสนับสนุนให้ลงมือปฏิบัติโดยยึดวิสัยทัศน์ใหม่ขององค์กร คอยระวังไม่ให้เข้ารกเข้าพงเท่านั้น
  • พวกเฮม เป็นเสมือนสมอถ่วงความเจริญ พวกนี้สบายจนเคยตัวหรือไม่ก็กลัวที่จะเปลี่ยนแปลงมาก บางคนเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเห็นภาพที่น่าเชื่อถือว่า การเปลี่ยนแปลงก่อประโยชน์ให้กับพวกเขาอย่างไร การสร้างภาพ ช่วยให้เปลี่ยนเฮมบางคนให้เป็นพวกฮอว์
  • ¡พวกฮอว์ อาจจะลังเลในช่วงแรก แต่พวกเขาก็เปิดใจรับที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ทำตัวเสียใหม่และปรับตัวได้ทันท่วงที จนช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ พวกฮอว์สามารถหัวเราะเยาะความกลัวของตัวเองได้ แล้วพยายามจินตนาการภาพตัวเองมีความสุขอยู่กับเนยแข็ง และสุดท้ายเขาก็จะได้พบสิ่งที่ดีกว่าเดิม

มีคนย้ายเนยแข็งไป ออกตามหากันเถิด

+++++++++++++++++++++++++++++


หนังสือเล่มต่อไปคือเรื่อง ฟิช (Fish !) ประพันธ์โดย S.C.Lunden, H.Paul และ J.Christensen แปลเป็นไทยโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา

แนวคิดของหนังสือ

  • มีคนจำนวนน้อยในโลกที่ได้ทำงานที่ตนรักและอยากทำงานกัน แต่มีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเลือกงานได้ แต่ก็มีบางคนที่สามารถสร้างความชอบในงานที่ตนต้องทำ (จนได้)
  • หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยความลับในเชิงบริหารจากการเรียนรู้ตลาดปลา เพื่อช่วยให้องค์กรทั้งหลายสามารถเพิ่มจำนวน "บางคน" เหล่านั้นให้สูงขึ้น

Pike Place Fish, Seattle

  • ตลาดปลาใหญ่แห่งหนึ่งที่ไม่เหมือนใครในโลกที่มีชื่อว่า Pike Place Fish
  • ใครที่ได้มาชมแล้ว ต้องแนะนำกันต่อ ๆ ไป เพราะตลาดขายปลาแห่งนี้ต่างจากตลาดอื่น ๆ ตรงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา อุดมไปด้วยความสนุกสนานทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ และผู้เยี่ยมชม

ปรัชญาปลา

  • ปรัชญาปลานี้เป็นวิธีการนำไปปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ไม่เฉพาะแก่องค์กรธุรกิจและองค์กรของรัฐใหญ่เล็กเท่านั้น ยังกินความเป็นไปถึงครอบครัวและห้องเรียนอีกด้วย

เริ่มเรื่อง

  • Mary ได้ย้ายมาทำงานที่ Seattle กับสามีได้ไม่ถึง 2 ปี สามีก็ตายทิ้งลูกเล็ก ๆ ไว้ 2 คนให้เลี้ยง
  • เธอได้งานในบริษัทประกัน และวันหนึ่งเธอก็ถูกมอบหมายให้รับผิดชอบ การทำงานบนชั้น 3
  • เธอหนักใจเพราะชั้น 3 ไร้ประสิทธิภาพ ทำงานเชื่องช้า ไม่ตอบสนองลูกค้า ทำงานอืดอาดไร้ชีวิตชีวาเหมือนผีตายซาก
  • Mary พยายามหาหนทางแก้ไขลักษณะที่เป็นลบของทีมงานของเธอ แต่คิดไม่ออก
  • จนวันหนึ่ง ระหว่างหยุดพักเที่ยง เธอเดินหาอาหารกลางวัน และก็หลงเดินเข้าไปในตลาดปลาที่มีชื่อว่า Pike Place Fish
  • เธอรู้สึกตกใจเมื่อก้าวเข้าไปเห็นคนมากมาย ส่งเสียงกันเจี๊ยวจ๊าว โดยเฉพาะลูกค้าและนักท่องเที่ยว หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
  • และก็เห็นคนขาย โยนปลาตัวโตข้ามหัวผู้คนไปไกลถึง 10-20 ฟุต ไปยังที่คนเก็บเงิน ที่จับปลาอย่างแม่นยำ และคนอื่น ๆ ก็ตะโกนพูดอะไรขำขันและหัวเราะกันสนุกสนานตลอดเวลา

Lonnie

  • ขณะที่เธองุนงงอยู่ ก็มีหนุ่มคนหนึ่งที่ทำงานที่ตลาดเดินมาถามไถ่เธอว่า สงสัยอะไรเกี่ยวกับตลาดนี้บ้าง
  • และจากจุดนี้ก็เป็นจุดเดินเรื่องของคำอธิบายเกี่ยวกับตลาด โดยหนุ่มที่มีชื่อว่า Lonnie...
  • Mary ไปตลาดอีกหลายครั้งเพื่อปรับทุกข์กับ Lonnie เรื่องงานบนชั้น 3 และวิธีการทำงานของตลาดปลา
  • Lonnie อธิบายว่า ในการทำงานนั้น มนุษย์ทุกคนมีทางเลือกเสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่มีทางเลือกงานได้มากนักก็ตาม ซึ่งทางเลือกนั้นก็คือ การเลือกที่จะนำทัศนคติมายังที่ทำงาน

ทัศนคติ (Attitude)

  • ถึงแม้เราจะเลือกงานไม่ได้ แต่เราก็เลือกทัศนคติในการทำงานได้
  • ซึ่งเราก็ได้เลือกที่จะสร้างสรรค์ที่ทำงานของเราให้เป็นที่ ๆ น่าอยู่ และเลือกที่จะทำงานอย่างสนุก
  • และทัศนคติ (Attitude) นี่แหละคือหัวใจสำคัญ ของการทำงาน

Mary

  • แมรีก็เริ่มดำเนินการกับหน่วยงานของเธอ
  • ด้วยการบอกเล่า โน้มน้าว และร่วมขอความเห็น เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดที่จะเลือกสร้างทัศนคติในการทำงาน
  • และชักชวนให้ลูกน้องไปเยี่ยมชมตลาดด้วย

Lonnie ได้เฉลยปัจจัยที่สองคือ Play หรือ การเล่น

  • ซึ่งมิได้หมายถึงการเล่นอย่างไร้ความหมาย หากแต่ว่าจริงจังกับงาน แต่ก็สามารถเล่นสนุกไปในเวลาเดียวกันได้ในการทำงาน
  • เช่น โยนปลา พูดจาสนุกสนาน ชวนให้ลูกค้าลงมาช่วยบรรจุปลาลงถังด้วย จัดเกมส์ให้ลูกค้าร่วมเล่น เช่น แข่งกันโยนปลา และลดราคาเป็นรางวัล ฯลฯ

ปัจจัยที่สาม

  • Make Their Day (ให้เป็นวันแห่งการจดจำ) ทำให้ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวจำวันที่มาตลาดแห่งนี้ได้ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
  • ¡ซึ่งการเล่นสนุก ให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น เข้าไปในห้องเย็นเอาสวิงตักปลาในถัง ทำความสะอาดปลา เอามือล้วงเข้าไปในท้องปลาตัวใหญ่ ฯลฯ

ปัจจัยตัวสุดท้าย

  • Be Present ("อยู่"กับลูกค้า) ซึ่งหมายถึง การให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อสิ่งที่ตนเกี่ยวพันอยู่
  • เช่น ให้ความสนใจแก่ลูกค้าอย่างจริงจัง "อยู่" กับลูกค้าโดยไม่ละทิ้งหรือเหม่อลอย ร่วมกิจกรรมกับลูกค้า

ตอนจบ

  • Mary ได้รับรางวัลจากบริษัทในการสร้างให้ชั้น 3 เป็นหน่วยงานที่ทุกคนอยากทำงาน ซึ่งมีผลพลอยทำให้เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ
  • และจบลงเมื่อ Mary แต่งงานกับ Lonnie ในที่สุด

เรียนรู้จากปรัชญาปลา (Fish Philosophy)

  • ปรัชญาปลานี้ สามารถนำไปประยุกต์กับองค์กร ห้องเรียน และครอบครัวได้เป็นอย่างดี เพื่อนำพลังและศักยภาพของทุกคนที่ร่วมกันอยู่ในองค์กรออกมาเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
  • เมื่อท่านย่างเข้าที่ทำงานแต่ละวัน โปรด เลือก (choose) ที่จะทำให้วันนั้นเป็นวันอันพิเศษ แล้วเพื่อนร่วมงานของท่าน พนักงานอื่นที่มาติดต่อกับท่าน และแม้แต่ตัวท่านเองก็จะมีความประทับใจ
  • หาวิธีทำงานอย่างรื่นเริง (play) ท่านสามารถเอาจริงเอาจังเคร่งเครียดกับงานได้ โดยไม่เคร่งเครียดกับตัวเอง
  • ใส่ใจกับลูกค้าที่มาติดต่องานกับท่าน และเพื่อนร่วมงานของท่านอย่างมีสติอยู่ตลอดเวลา (be present)
  • เมื่อท่านรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการทำงานขึ้นมา ให้ท่านมองหาผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจให้เขา (make their day)

Fish Family

  • การมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการร่วมชีวิตด้วยกันของพ่อแม่ลูกโดยพึ่งพาอาศัยกัน รักใคร่กลมเกลียวกัน และยึดถือการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
  • และสนุกสนานด้วยการเล่นระหว่างพ่อแม่ลูก สอนอบรมอย่างจริงจังแต่ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
  • พยายามทำให้ชีวิตในวัยเด็กเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าแก่ลูก
  • และ "อยู่" กับลูกตลอดตั้งแต่เด็กจนโต (ไปร่วมดูละครที่ลูกเล่น ดูกีฬาที่ลูกเล่น พูดคุยทำกิจกรรมร่วมกับลูก รับส่งลูกไปโรงเรียน ฯลฯ)
  • การเลี้ยงดูลูกใน "ครอบครัวปลา" เช่นนี้จะทำให้ทุกคนในครอบครัวสนุกสนาน เรียนรู้สิ่งที่พ่อแม่สอนอย่างไม่ขมขื่น คิดถึงคำสอนในแง่บวก
  • เป็นการปลดปล่อยศักยภาพของทุกคนในครอบครัว
  • เพื่อสร้างสรรค์ครอบครัวให้เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ
  • และนำไปสู่พลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต

Fish School

  • สำหรับ "ห้องเรียนปลา" ก็เช่นกัน
  • ถ้าคุณครูและนักเรียนต่างก็เลือกที่จะนำทัศนคติที่ดีในการสอนและเรียนรู้มาโรงเรียน ก็จะเป็นการสร้างสรรค์บรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้ ถึงแม้ครูและนักเรียนต่างก็อาจจะไม่อยากมาโรงเรียน แต่เมื่อรู้ว่า ยังไงเสียก็ต้องมาแล้วก็สามารถเลือกที่จะมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่ตนต้องทำได้
  • การสร้างให้การสอนและการเรียนรู้เป็นสิ่งสนุกสนานสำหรับครูและนักเรียน ด้วยการแทรกการเล่นเข้าไปในบทเรียนที่เข้มข้นจริงจัง ก็จะทำให้นักเรียนเรียนด้วยความสนุก มีความรู้สึกด้านบวกกับการเรียนรู้
  • และถ้าครูทำให้การเรียนในโรงเรียนเป็นสิ่งที่อยากจดจำแล้ว เด็กก็จะรักการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต
  • และยิ่งตัวครู "อยู่" กับศิษย์ ให้ความสนใจอย่างจริงจังแล้ว "โรงเรียนปลา" ก็จะเป็นสถานที่แห่งการสร้างสรรค์มากกว่าที่เป็นอยู่

สรุป

  • FISH เป็นหนังสือแบบ "how to" สำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างสรรค์ให้สถานที่ทำงานหรือครอบครัว หรือโรงเรียนเป็นแหล่งที่ปลดปล่อยศักยภาพของทุกคน ด้วยการสร้างความสนุกสนานในสิ่งที่ทุกคนต้องทำ
  • ทัศนคติที่ดี การเล่น การสร้างความทรงจำ และการอยู่อย่างไม่ละทิ้ง หรือ ปรัชญาปลา เป็นสูตรสู่การมีองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เป็นหัวใจของหนังสือภาษาอังกฤษเล่มบาง 107 หน้าเล่มนี้

สนุกกับงาน สำราญกับความสำเร็จ

+++++++++++++++++++++++++

หนังสือเล่มสุดท้ายสำหรับบทความนี้คือ กินกบตัวนั้นซะ หรือ Eat That Fog! ประพันธ์โดย Brian Tracy ผู้ประพันธ์คือ Tracy เป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง แถมเรียนไม่จบอีกต่างหาก ได้ทำงานใช้แรงงานหลายปี ต่อมาทำงานกับเรือสินค้าเป็นเวลา 8 ปี เยือนประเทศต่าง ๆ กว่า 80 ประเทศ จากนั้นมาทำงานเป็นพนักงานขายของประเภทเคาะประตูตามบ้าน เขาถามพนักงานที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นยอมบอกเคล็ดลับให้ ทำให้ผู้ประพันธ์ประสบความสำเร็จ และได้เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย

ผู้ประพันธ์มีแนวความคิดว่า " ค้นให้พบว่าคนอื่นเขาทำอย่างไรในเรื่องนั้น ๆ แล้วทำตามจนกระทั่งได้ผลลัพธ์แบบเดียวกับพวกเขา" เขาได้ศึกษาต่อจนได้รับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัย อัลเบอร์ตา ด้านพาณิชยศาสตร์ ปริญญาโทด้านบริหารและการจัดการ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แปซิฟิก ปัจจุบัน เทรซี คือนักพูดมืออาชีพ ผู้ฝึกอบรม ที่ปรึกษา และประธานบริษัท ไบรอัน เทรซี อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาและจัดฝึกอบรม อยู่ที่ แคลิฟอร์เนีย

หยุดการผัดวันประกันพรุ่ง

  • "ถ้าสิ่งแรกที่คุณทำในแต่ละเช้าคือการกินกบเป็น ๆ ตัวหนึ่งแล้วละก็ คุณจะสามารถผ่านพ้นวันนั้นไปได้พร้อมกับความพึงพอใจที่ได้รู้ว่า การกินกบ อาจจะเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับคุณตลอดทั้งวันนั้นก็ได้" (กบ ในที่นี้คือ งานที่สำคัญที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดที่มีทีท่าว่าจะผัดวันประกันพรุ่งแน่ ๆ ถ้าคุณไม่รีบทำเสียก่อน และเป็นงานที่มีผลกระทบอย่างแรงต่อชีวิตและผลงานในตอนนั้น)
  • "ถ้าคุณต้องกินกบสองตัว จงกินตัวที่อัปลักษณ์ที่สุดก่อน" (หมายความว่ามีงานที่รอให้ทำอยู่สองงาน จงเริ่มงานที่ใหญ่ที่สุด หินที่สุด และสำคัญที่สุดก่อน ฝึกวินัยตนเองให้ลงมือทำงานทันทีและเพียรทำต่อไป จนกระทั่งงานนั้นสำเร็จจึงจะทำงานอื่นต่อ)
  • "ถ้าคุณต้องกินกบเป็น ๆ มันไม่มีประโยชน์ที่จะเอาแต่นั่งมองนาน ๆ" (ควรสร้างนิสัยที่ทำงานใหญ่ก่อนที่จะลงมือทำงานอื่นและไม่รอช้าด้วย บุคคลที่ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ คือ คนที่มุ่งตรงไปยังงานสำคัญก่อน และฝึกวินัยตัวเองให้เหนียวแน่นและจดจ่ออยู่กับงานนั้น จนกว่างานจะสำเร็จ)

21 วิธีในการเลิกผัดวันประกันพรุ่ง

1. จัดโต๊ะ ตัดสินใจให้แน่นอนว่าคุณต้องการอะไร ความชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญ เขียนเป้าหมายและจุดประสงค์ของคุณขึ้นมาก่อนที่คุณจะเริ่มลงมือ

2. วางแผนทุกวันไว้ล่วงหน้า คิดบนกระดาษก่อน ทุกนาทีที่คุณใช้ในการวางแผนงาน สามารถประหยัดเวลาในการปฏิบัติงานของคุณได้ 5 – 10 นาที

3. ใช้กฎ 80 / 20 กับทุกอย่าง 20% ของงานที่คุณทำ คือตัวผลลัพธ์ 80% ของคุณ จงตั้งสมาธิอยู่กับงาน 20% แรกนั้น

4. พิจารณาถึงผลที่จะตามมา ดูงานที่สำคัญที่สุดของคุณและการจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างผลลัพธ์รุนแรงที่สุด ทั้งในแง่บวกและแง่ลบกับชีวิตและการงานของคุณ จงเพ่งเล็งสิ่งเหล่านี้ให้มากกว่าอะไรทั้งหมด

5. ฝึกวิธี ABCDE อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่คุณจะลงมือทำงานตามรายการ จงใช้เวลาครู่หนึ่งในการเรียบเรียงมัน ตามคุณค่าและลำดับความสำคัญ คุณจะได้มั่นใจว่า คุณกำลังทำงานที่สำคัญที่สุดของคุณ

6. เน้นที่หัวใจของงาน ชี้ชัดและกำหนดหัวใจสำคัญเหล่านั้นที่คุณต้องทำ เพื่อให้ทำงานได้ดี และพยายามทำมันตลอดทั้งวัน

7. เชื่อฟังกฎแห่งประสิทธิภาพโดยความจำเป็น คุณไม่เคยมีเวลาพอที่จะทำทุกอย่าง แต่มีเวลาเสมอที่จะทำสิ่งที่สำคัญที่สุด ระบุว่ามันคืออะไร?

8. เตรียมพร้อมอย่างรอบคอบก่อนเริ่มลงมือ การเตรียมการล่วงหน้าที่เหมาะสม เป็นการป้องกันการปฏิบัติที่ไม่ได้เรื่อง

9. ทำการบ้านของคุณ คุณยิ่งมีความรอบรู้และมีความชำนาญในงานที่เป็นหัวใจสำคัญมากเท่าไร คุณก็ยิ่งทำงานนั้นได้เร็วขึ้น และทำงานให้แล้วเสร็จได้เร็วขึ้นมากเท่านั้น

10. ใช้พรสวรรค์ของคุณเป็นอำนาจสู่ความสำเร็จ พิจารณาว่าคุณถนัดทำงานอะไรหรือทำงานอะไรได้ดี แล้วก็เทใจให้กับงานนั้น ๆ อย่างเต็มที่

11. มองหาตัวเหนี่ยวรั้งการทำงานที่สำคัญที่สุดของคุณ พิจารณาคอขวดหรือจุดสกัดที่เป็นตัวกำหนดความเร็วในการบรรลุเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของคุณ และตั้งอกตั้งใจทำให้มันเบาบางลง

12. เดินตามถังน้ำมันทีละใบ คุณสามารถทำงานที่ใหญ่ที่สุดและสลับซับซ้อนมากที่สุดให้ลุล่วงได้ ถ้าคุณทำมันทีละก้าว

13. สร้างแรงกดดันให้กับตัวเอง จงสมมุติว่าต้องเดินทางออกนอกเมืองเป็นเวลาหนึ่งเดือน จงทำงานเหมือนกับว่าคุณต้องทำงานสำคัญทั้งหมดของคุณให้แล้วเสร็จ ก่อนคุณออกเดินทาง

14.เพิ่มอำนาจส่วนตัวของคุณให้สูงสุด พิจารณาช่วงเวลาที่คุณมีพลังกายและพลังความคิดที่สูงที่สุดในแต่ละวัน (ทำแล้วไหลลื่น) แล้วทำงานที่สำคัญที่สุดของคุณในช่วงเวลานั้น

15. กระตุ้นตัวเองให้ลงมือทำ จงเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของตัวคุณเอง มองหาแต่สิ่งดี ๆในทุกสถานการณ์ เน้นย้ำในวิธีแก้มากกว่าตัวปัญหา มองโลกในแง่ดีและสร้างสรรค์

16. ฝึกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งในทางสร้างสรรค์ เนื่องจากคุณไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้ ดังนั้นคุณจึงต้องเรียนรู้ที่จะผัดผ่อนงานที่มีค่าต่ำออกไปก่อน เพื่อที่คุณจะได้มีเวลาพอในการทำเรื่องบางอย่างที่สำคัญจริง ๆ

17. ทำงานที่ยากที่สุดก่อน เริ่มต้นแต่ละวันด้วยงานที่ยากที่สุดก่อน งานที่ทำให้คุณต้องทุ่มเทตัวเองให้กับมัน และจงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า จะอยู่กับมันจนเสร็จสมบูรณ์

18. แล่และหั่นงานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ย่อยงานใหญ่ที่ซับซ้อนลงเป็นงานชิ้นขนาดพอคำ แล้วเริ่มลงมือทำงานด้วยการทำงานชิ้นเล็ก ๆ ทีละชิ้นก่อน

19. สร้างเวลาชิ้นโต แบ่งงานของคุณออกเป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถทุ่มเทสมาธิเป็นเวลานาน ๆ กับงานที่สำคัญที่สุดของคุณ

20. สร้างสำนึกแห่งความรวดเร็ว สร้างนิสัยเสือปืนไวในงานสำคัญของคุณ ทำตัวให้ได้ชื่อว่า เป็นคนทำทุกอย่างได้เร็วและทำได้ดี

21. ทำงานทุกอย่างทีละก้าว จัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน เริ่มต้นทำงานที่สำคัญที่สุดก่อนโดยทันที และทำไม่หยุดจนกระทั่งงานเสร็จสมบูรณ์ 100% นี่คือเคล็ดลับที่แท้จริงสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงและการทำงานที่ได้ผลสูงสุด

ฝึกหัดหลักการเหล่านี้ทุก ๆ วัน

  • ทำจนกว่ามันจะเป็นนิสัยที่ติดตัว ซึ่งนิสัยการบริหารเหล่านี้กลายเป็นบุคลิกที่ถาวรแล้วละก็ อนาคตคุณจะกว้างไกลไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน

ลงมือทำเลย กินกบตัวนั้นซะ !

****************************************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Work and Life



ความเห็น (0)