ตอนที่ ๑, ตอนที่ ๒

ผมติดตามคณะของอาจารย์แหววไประนอง เพื่อศึกษาเรื่องปัญหาสถานะของบุคคล ในทำนองเดียวกับที่ไปศึกษาที่จังหวัดตากตามที่เล่าไว้ ที่นี่<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

จากตัวเมืองระนองเรานั่งรถขึ้นไปทางเหนือ ๑๓ ก.ม. ไปยังบ้านหินช้างตำบลปากน้ำอำเภอเมืองจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม อาชีพประมงชายฝั่งที่คนส่วนหนึ่งมีบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 0และต้องการเปลี่ยนเป็นเลขอื่นเพราะเป็นคนที่อยู่ที่นี่มานาน ๓๐ ปีขึ้นไป

เราไปนั่งประชุมรับฟังปัญหาที่บ้านบังเส ภักดีซึ่งอยู่ที่นี่มา ๓๒ ปียังถือบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 0แต่ก็มีบังเอ็น ซึ่งหนุ่มกว่า เพิ่งได้สัญชาติไทย เราได้เรียนรู้ว่า หลักฐานสำคัญ ในการขอสัญชาติไทยของคนเหล่านี้ คือผังเครือญาติ ที่มีผู้รับรองที่ฐานะน่าเชื่อถือคือเป็นข้าราชการซึ่งชาวบ้านจำนวนมากหาคนที่เป็นข้าราชการมารับรองไม่ได้

เราได้เรียนรู้ปัญหาของชาวบ้านที่ถือว่าเป็น “คนไทยพลัดถิ่น " คืออยู่ในประเทศไทยมานานมากและกลมกลืนอยู่ในสังคมไทยแต่ยังมีบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 0คือยังไม่ได้สัญชาติไทยมีความเดือดร้อนเรื่องการทำกิน ที่จะต้องไปทำงานรับเหมา ไม่สามารถทำได้และเมื่อเดินทางออกนอกเขต ก็โดนจับต้องไปขออนุญาตออกนอกเขต ซึ่งค่าธรรมเนียมราชการเพียง ๒๐ บาท แต่ถูกเรียกเงิน ๒๐๐ - ๓๐๐ บาท จะเห็นว่าสถานภาพของคนที่ด้อยโอกาส เปิดช่องให้มีคนหาช่องทาง ทำมาหากินบนความเดือดร้อน ของคนอื่น และคนเหล่านั้นคือข้าราชการ แต่อาจารย์แหววบอกว่า จริงๆ แล้วขอใบอนุญาตเดินทาง ออกนอกเขตเป็นการระยะยาวหลายครั้งได้

การประชุมมีลักษณะเป็นการรับฟังความเดือดร้อนของชาวบ้านซึ่งมีรายละเอียดและความซับซ้อน มากมายทั้งด้านกฎหมายและด้านสังคมอาจารย์แหววจึงต้องอธิบายและขัดกับคุณเชษฐ์ (ภควินท์ แสงคง) เป็นระยะๆ

ที่นี่ผมได้คุยกับคุณวี (ซอฮิบ เจริญสุข) คนไทยอิสลามพลัดถิ่น ที่เวลานี้อยู่ที่จังหวัดประจวบฯ ที่มีการศึกษาในระบบไม่มากเรียนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแต่ความรู้ดีมากโดยเฉพาะในมิติ ของความเป็นมนุษย์ ผมประทับใจคุณวีมาก

เราออกจากหมู่บ้านเวลาเที่ยงกลับมากินอาหารเที่ยงที่ร้านในปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่อาหารอร่อย และเราถือโอกาส AAR กันหลังอาหารที่อาจารย์แหววย้ำแล้วย้ำอีกว่าเป้าหมายของการเดินทางมาเรียนรู้สถานการณ์ที่ระนองสามวันนี้ของตนคือ การเรียน KM ไม่ใช่การพัฒนาโครงการสี่หมอและไม่ใช่เรื่อง คนไทยพลัดถิ่นคือเน้นการเรียนกระบวนการ มากกว่าเนื้นเรื่อง คนอื่นๆ ก็ AAR ข้อเรียนรู้ของตน และสิ่งที่จะไปทำ ซึ่งแต่ละคนก็พูดตามสถานภาพของแต่ละคน

จากการ AAR ทำให้ผมได้เข้าใจว่า สถานการณ์ความเป็นอยู่ของคนที่ตำบลมะลิวัลย์ ไม่ได้ราบรื่นดังภาพ ที่เราไปรับฟังเมื่อวาน แต่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อสิบปีก่อนอย่างมากมายสมัยนั้นคนไทยมะลิวัลย์ไม่กล้าเปิดเผยตนเอง ว่าเป็นคนไทย และมีเรื่องราวของคนไทยถูกบังคับขายที่ดินริมถนนเกือบหมด

ผมได้เรียนรู้จากคุณเชษฐ์ว่า ความรู้ของสังคมไทย เรื่องคนไทยพลัดถิ่นเริ่มในปี ๒๕๔๐ เมื่อมูลนิธิชุมชนไทยพบนายประเสริฐ อินทรจักร ไม่มีบัตรประชาชน เป็นคนไทยจากปกเปี้ยน ที่ไปบวชเรียนที่วัดควนมะพร้าวในจังหวัดประจวบฯ จนสอบได้เปรียญ ๙ ประโยค พบว่ามีคนไทยพลัดถิ่น แบบเดียวกันจำนวนมาก เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ต้องเสียเงินให้เจ้าหน้าที่ รวมแล้วตกปีละประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท จึงมีการศึกษาชุมชนคนไทยในพม่า โดยเฉพาะในมะริด ทะวาย และตะนาวศรี ที่เคยเป็นดินแดนของรัฐสยามมาก่อนและเสียให้แก่อังกฤษตามสนธิสัญญาปี พ.ศ. ๒๔๑๑ มีการเปิดตัวคนไทยพลัดถิ่นในปี ๒๕๔๕ ที่วัดอุปนาราม จ. ระนอง

และได้เรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวในช่วงปี ๒๕๕๐ - ๒๕๕๕ เพื่อออกกฎหมาย และการแต่งตั้งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ตาม ข่าวนี้คุณเชษฐ์บอกว่า ตามเป้า มีคนไทยพลัดถิ่นรอการรับรองสถานะประมาณ ๑.๘ หมื่นคน ดำเนินการมาเกือบ ๓ ปีจดทะเบียนคนไทย พลัดถิ่นได้เพียง ๒ พันคนเพราะทางมหาดไทยมีข้ออ้างตามขั้นตอนในรายละเอียดมากมาย ซึ่งผมเข้าใจว่า คือต้องการหลักฐานให้มั่นใจได้ว่า เป็นคนไทยพลัดถิ่น ตรงตามนิยามใน พรบ. สัญชาติ ฉบับที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๕๕ ดังนี้ คนไทยพลัดถิ่น หมายความว่า ผู้ซึ่งมีเชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่น โดยเหตุ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีต ซึ่งปัจจุบันผู้นั้นมิได้ถือสัญชาติ ของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง และมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสํารวจ จัดทําทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่คณะรัฐมนตรีกําหนด หรือเป็นผู้ซึ่งมีลักษณะอื่นทํานองเดียวกันตามที่กําหนดในกฎกระทรวง"

เราร่ำลาทีมงานที่จังหวัดระนอง เดินทางไปสนามบิน เช็คอินแล้วไปนั่ง AAR ภาพรวมของ การลงพื้นที่เพื่อสำรวจสถานการณ์การจัดการสุขภาวะของคนชายแดน ที่มีปัญหาสถานะและสิทธิตามกฎหมาย ในพื้นที่ชายแดนไทย -เมียนม่าร์ (จังหวัดระนอง - จังหวัดเกาะสอง) เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน "กันที่ร้านกาแฟในสนามบินนั่นเองเป็นการ AAR ภาพรวมโดย อ. แหววตั้งโจทย์ให้แต่ละคนพูดสถานการณ์เด่น และประเด็นที่หากมีการลงพื้นที่อีกควรมีการปรับปรุง

สภาพการ AAR ของทีมลูกศิษย์อาจารย์แหววในเย็นวันนี้ทำให้ผมเห็นว่า คนเหล่านี้มีทักษะ KM ด้านการเปิดใจ แลกเปลี่ยนความรู้และความรู้สึกของตนได้ดีมาก กล้าบอกสิ่งที่ตนคิดต่างจาก อ. แหววรวมทั้งกล้าสารภาพว่าตนไม่ได้เตรียมอ่านเอกสารมาก่อนซึ่งหมายความว่า จะมีการปรับปรุงตนเอง ในโอกาสหน้า

เพื่อสนองเป้าหมายของ อ. แหวว ที่ต้องการให้ลูกศิษย์ เรียนรู้ KM สำหรับใช้เป็นเครื่องมือ ในการเรียนรู้ร่วมกันจากการทำงาน ผมจึง AAR ให้เห็นว่า ทักษะ KM ที่สำคัญคือทักษะเปิดใจตนเองให้พูดบอกความรู้ความเข้าใจหรือการตีความของตนเองออกมา หลังจากได้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งผมสังเกตว่า ทีมนี้ทำได้ดีคือสามารถปลดปล่อยความรู้จากการปฏิบัติ (Tacit Knowledge) ออกมาเป็นถ้อยคำได้อย่าง เป็นตัวของตัวเอง

ผมได้ชี้ให้ทีมเดินทางเห็นว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือ การเรียนรู้ ที่เป็นการเรียนรู้ จากสถานการณ์จริงในสถานการณ์จริงนั้น ไม่มีใครกำหนดได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างสถานการณ์ที่เราไปพบ ในวงชาวบ้าน ทั้งเมื่อวานนี้ที่วัดไทยมะลิวัลย์ และที่บ้านของชาวบ้านที่มะลิวัลย์อีก ๒ ที่ และที่บ้านหินช้าง ในวันนี้เพื่อการเรียนรู้แต่ละคนต้องฝึกสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น และทำความเข้าใจ สิ่งที่เราเข้าใจนั้นคือ ความรู้ปฏิบัติ ที่ได้จากสัมผัสและการตีความของตัวเราเองคนเราต้องฝึกฝนทักษะการเรียนรู้จากความรู้ปฏิบัติ ด้วยตนเองและด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมงานซึ่งกระบวนการนี้ เรียกว่า การจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นการฝึกให้เชื่อความรู้ที่เกิดจากภายในของตัวเราเองมากกว่าเชื่อความรู้ที่ตำรา หรือผู้อื่น บอกให้เราเชื่อ

วิจารณ์ พานิช

๑ ธ.ค. ๕๗


ลู่วิ่งยามเช้าในเมืองระนอง

วัดอุปนันทาราม

เจดีย์ทรงคล้ายเจดีย์พม่า

หมากเขียวอันงดงาม

ชายทะเลบ้านหินช้าง

อีกมุมหนึ่งของชายทะเล

ทางเดินในหมู่บ้าน



ตั้งวงคุยกัน

สถานที่ตั้งวงคุย


กับคุณวี คนไทยพลัดถิ่นจากประจวบ


วง AAR หลังอาหารเที่ยง


วง AAR ที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่องกลับ

วิจารณ์ พานิช

๑ ธ.ค. ๕๗