การวิจัยเชิงปริมาณ

อาจารย์สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์

การวิจัยเป็นกระบวนการค้นหาความจริงเพื่อนำผลการค้นคว้าที่ได้มาแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ(Schuessler,๑๙๖๔;๒)โดยมนุษย์เป็นผู้ศึกษา หาความรู้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอกสาร การถามผู้รู้หรือจากผู้มีประสบการณ์และวัฒนธรรมประเพณี(๑)โดยผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนที่เรียกว่าการวิจัยซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายรูปแบบและในปัจจุบันได้แบ่งประเภทการวิจัยไว้ดังนี้ ๑.แบ่งตามสาขาวิชา ๒.แบ่งตามประโยชน์วิจัย ๓แบ่งตามระเบียบวิธีวิจัย ๔.แบ่งตามลักษณะวิชา(๒) ซึ่งในที่นี้จะขอเขียนถึงการวิจัยที่แบ่งตามลักษณะข้อมูลคือ การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ(๓)

การวิจัยเชิงปริมาณเกิดจากแนวความคิดศาสตร์ของการวิจัยแบบปฎิฐานนิยมโดยสนับบสนุนแนวคิดของAugust Comte(๑๗๙๘-๑๘๕๗)มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของบุคคลและสังคมสามารถวัดได้ด้วยวิธีเชิงประจักษ์ใช้รูปแบบทางคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ศึกษาพฤติกรรมผ่านการวิจัยเชิงปริมาณมีจุดประสงค์คือเพื่อหาความสัมพันธ์เชิงเหตุเหตุผลโดยผู้วิจัยจะเป็นผู้อธิบายความสัมพันธ์เพื่อมุ่งทำนายผล(นิศา ชูโต,๒๕๔๘;๑๑)(๔)

ความหมายการวิจัยเชิงปริมาณ(guantitative research)

-มีความเชื่อพื้นฐานตามแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ เพราะเชื่อว่าวิธีการทางวิยาศาสตร์จะทำให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ซึ่งจะเน้นข้อมูลที่สามารถวัดลักษณะและพฤติกรรมโดยมีมาตรอย่างต่ำในมาตรนามบัญญัตินามแนวคิดการแบ่งมาตรวัดตัวแปรของS.S Stevens(๑๙๖o)และนำผลที่ได้มาวัดวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติ(๕)

-เป็นการวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีข้อมูลอยู่ในรูปแบบของจำนวน(Punch ๑๙๙๘;๔)

-เน้นข้อมูลที่มีตัวเลข และใช้วิธีทางสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในการสรุปผลการวิจัย(ธีระวุฒิ เอกะกุล ๒๕๔๒;๓๔)

-เป็นการวิจัยแบบดั้งเดิม เป็นปรัชญาเชิงปฎิฐานนิยมและการทดลอง(Creswell ๑๙๙๔;๔)(๖)สรุปการวิจัยเชิงปริมาณเป็นการศึกษาความรู้ ความคิด พฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นเหตุเป็นผลสามารถพิสูจน์และอ้างอิงได้ตามแนวทางแบบวิทยาศาสตร์เพื่อใช้อธิบายหรือทำนายพฤติกรรมของคนในภาพกว้างและมุ่งเน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นตัวเลขนำมาวิเคราะห์หาข้อสรุปผลการวิจัยด้วยวิธีการทางสถิติ(๗)และลักษณะการวิจัยเชิงปริมาณจะคลุบคลุมการวิจัยเชิงทดลอง แบบกึ่งทดลอง ไม่มีการทดลองและการวิจัยเชิงสำรวจ

หลักการและ ขั้นตอน ลักษณะของงานวิจัยเชิงปริมาณ

ส่วนใหญ่จะ มุ่งศึกษาพฤติกรรมของคน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นเหตุผล พิสูจน์และอ้างอิงได้ เพื่อนำมาอธิบายหรือทำนายพฤติกรรมของคน (nomothetic approach) มีรูปแบบเป็นแบบแผนเฉพาะเจาะจงแน่นอน เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ข้อสรุปที่เที่ยงตรง (valid) ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการที่ได้มาของข้อมูลที่เป็นปรนัย เชื่อถือได้ โดยอาศัยเครื่องมือวัดออกมาเป็นตัวเลข โดยมากจะมีการตั้งคำถามการวิจัยหรือสมมติฐานวิจัยที่เจาะจงไว้ก่อนเพื่อ รองรับองค์ความรู้ แนวคิดและทฤษฎี แล้วทำการทดสอบยืนยันด้วยข้อมูลที่รวบรวมได้ แล้วใช้สถิติมาสนับสนุน และในการควบคุมตัวแปรที่เกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับวิธีการต่างๆ และวิธีศึกษาแต่ละกรณี ในการวิจัยเชิงปริมาณ กระบวนการวิจัยจะเป็นแนวทางที่ผสมผสานระหว่างวิธีการอนุมานและวิธีการอุปมาน (deductive - inductive approach)โดยเริ่มต้นด้วยการอนุมานจากข้อมูลที่ได้มีการใช้ข้อมูลตัวเลขเพื่อตอบคำถามวิจัยหรือเพื่อการทดสอบสมมติฐานการวิจัยมีเครื่องมือวัดต่างๆ ที่ตีค่าการวัดเป็นตัวเลขได้โดยใช้ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบวัดทางเจตคติต่างๆ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบสังเกตแบบมีโครงสร้าง

ข้อดีและข้อจำกัดการวิจัยเชิงปริมาณ

ข้อดี คือความใช้ได้กว้างขวางทั่วไปของข้อค้นพบ การวิจัยประเภทนี้สามารถเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพดี ถ้าพิสูจน์ได้ว่าให้คำตอบได้ถูกต้องจากการใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่เหมาะสม (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, ๒๕๔๔)

ข้อจำกัด คือ การสำรวจการวิจัยอาจไม่ได้ความรู้ความจริงที่ลึกซึ้งและเป็นภาพรวมได้ ส่วนวิจัยเชิงทดลองเป็นการวิจัยที่ไม่ครอบคลุมกับความเป็นจริงของหลายสาขา ทั้งยังเป็นการควบคุมโดยการจัดกระทำ ผลได้จากการวิจัยจึงไม่อาจเชื่อได้อย่างไรว่าจะเป็นจริงในสภาพปกติ ดังนั้นนักวิจัยเชิงปริมาณจึงมุ่งประเด็นการวิจัยหลายรูปแบบที่ใช้ประโยชน์ได้ต่างกัน(๘)

สรุปคือการวิจัยเชิงปริมาณมีลักษณะที่เน้นข้อมูล จำนวนที่สามรถวัดปริมาณได้อย่างชัดเจนโดยใช้เครื่องวัดที่มีมาตรฐานเช่นแบบทดสอบมาตรฐานหรือแบบสอบถามที่มีความเป็นปรนัยใช้กระบวนการวิจัยที่หาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลเพื่อใช้อธิบาย ทำนายผลสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องน่าเชื่อถือจากมาตรการความน่าเชื่อถือทั้งภายในและภายนอก(Creswell ๑๙๙๔;๕)มีขอบเขตการวิจัยที่ครอบคลุมการวิจัยเชิงทดลอง แบบกึ่งทดลอง ไม่มีการทดลองและการวิจัยเชิงสำรวจ สามารถตั้งสมมุติฐานไว้ล่วงหน้าโดยใช้ทฤษฎีและวรรณกรรมมาสนับสนุน มีการสุ่มตัวอย่างอย่างถูกต้องมีการควบคุมความแปรปวน การจับคู่กลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมและใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ(Punch ๑๙๙๘;๘๓-๘๔)

ขั้นตอนของการวิจัยเหมือนกับการวิจัยเชิงสำรวจและการวิจัยเชิงทดลอง คือ

๑.กำหนดประเด็นปัญหา

๒.กำหนดคำถามและสมมุติฐานการวิจัย

๓.กำหนดวัตถุประสงค์การวิจัย

๔.ออกแบบการวิจัย

๕.ดำเนินการวิจัย ได้แก่ เลือกกลุ่มตัวอย่าง พัฒนาเครื่องมือ และการเก็บรวบรวมข้อมูล

๖.การสรุปได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูล การสรุปผล และการเขียนรายงาน

๗.นำเสนอผลการวิจัย(๙)

สรุปลักษณะการวิจัยเชิงปริมาณ

-สามารถควบคุมและทำนายผลหาความสัมพันธ์ตัวแปร

-มองตัวแปรที่ละตัวเป็นเหตุและผล

-มีอิสระบริบท อ้างอิงไปยังกลุ่มประชากร

-นักวิจัยอยู่เหนือสิ่งที่วิจัย

-ใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ(๑o)

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

มักแปลความหมายจากตัวเลขสถิติ แบบทดสอบสมมุติฐานแล้วนำผลที่ได้มาอธิบายเชื่อมโยงตัวแปรในหลายกรณีจนอาจทำให้ได้ข้อค้นใหม่ๆได้ซึ่งในการวิเคราะห์ข้อมูลต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์จุดมุ่งหมายการวิจัยให้สัมพันธ์กับสถิติที่ใช้วิเคราะห์มี๒ประเภทคือสถิติเพื่อการพรรณา(Descriptive statis-tics)และสถิติเพื่อการสรุปอ้างอิง

สถิติเพื่อการพรรณา(Descriptive statis-tics)เป็นการใช้พรรณนาในภาพรวมของกลุ่มตัวอย่างการวิจัยอย่างเช่น เพศ อายุ การศึกษา เป็นต้น โดยใช้การแจกแจงความถี่และการหาค่าร้อยละนำมาผลที่ได้มานำเสนอในรูปแบบตารางหรือแผนภูมิด้วยการบรรยายปัจจุบันมักใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว อย่างเช่นโปรแกรมSPSSประมวลผลจากคอมพิวเตอร์

สถิติเพื่อการสรุปอ้างอิงจะใช้ในกรณีมีการระบุขนาดประชากร(N)และขนาดตัวอย่าง(n)จากการสุ่มตัวอย่างจากประชากรเพื่อเป็นตัวแทนของประชากรในการให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนในการสุ่มเป็นศูนย์และข้อมูลที่ได้มาสามารถวัดและเปรียบเทียบความแตกต่างได้ มักใช้สถิติพาราเมตริกซ์และนันพาราเมตริกซ์ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การวิจัยและลักษณะการวิจัย

สถิติพาราเมตริกซ์ (Parametric Statistics)ได้แก่ t-est ,ANO-VA,Regression Analysisเป็นต้นและจะใช้เมื่อตัวแปรที่ต้องการจะวัดอยู่ในมาตรวัดระดับช่วงขึ้นไปข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากกลุ่มตัวอย่างมีการแจกแจงเป็นโค้งปกติและมีความแปรปวนเท่ากัน

สถิตินันพาราเมตริกซ์(Non-parametric Statistics)เป็นสถิติที่อยู่ในมาตรวัดระดับใดก็ได้ ข้อมูลแจกแจงนับได้ และกลุ่มประชากรที่นำมาไม่จำเป็นต้องมีความแปรปวนเท่ากันซึ่งสถิติแบบนี้ได้แก่ ไคสแควร์ ,Median Test,Sign test ซึ่งโดยทั่วไปนักวิจัยมักนิยมใช้สถิติพาราเมตริกซ์ (Parametric Statistics)เพราะว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้สถิติพาราเมตริกซ์ (Parametric Statistics)มีอำนาจการทดสอบสูงกว่าการใช้สถิตินันพาราเมตริกซ์(Non-parametric Statistics

( ๑๑.ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ. หลักการวิจัยทางสังคม, กรุงเทพ เจริญดีมั่นคงการพิมพ์,๒๕๕๓

พิมพ์ครั้งที่๑หน้า๒o๕-๒o๘)

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ขอบคุณแหล่งที่มาคะ

๑.ยุทธ ไกยวรรณ์ ผศ.ดร. กุสุมา ผลาพรม ผศ.ดร. พื้นฐานการวิจัย กรุงเทพ บริษัทพิมพ์ดี จำกัด ๒๕๕๓หน้า๑๖-๑๘

๒.ยุทธ ไกยวรรณ์ ผศ.ดร. กุสุมา ผลาพรม ผศ.ดร. พื้นฐานการวิจัย กรุงเทพ บริษัทพิมพ์ดี จำกัด ๓.ยุทธ ไกยวรรณ์ ผศ.ดร. กุสุมา ผลาพรม ผศ.ดร. พื้นฐานการวิจัย กรุงเทพ บริษัทพิมพ์ดี จำกัด ๒๕๕๓หน้า๓๑)๒๕๕๓ พิมพ์ครั้งที่๕ หน้า๒๔-๒๕

๔. ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ. หลักการวิจัยทางสังคม, กรุงเทพ เจริญดีมั่นคงการพิมพ์,๒๕๕๓ พิมพ์ครั้งที่๑หน้า๓๘

๕.สุวิมล ติรกานันท์ ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์;แนวทางสู่การปฎิบัติ พิมพ์ครั้งที่๘ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๕๓ หน้า๑๘

๖.ศาสตราจารย์ดร.สิน พันธุ์พินิจ. เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์.กรุงเทพ;วิทยพัฒน์,๒๕๔๗ พิมพ์ครั้งที่๑หน้า๕๕)

๗.รองศาสตราจารย์ ดร.กัญญามน อินหว่าง ระเบียบวิธีวิจัย โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำกัด ๒๕๕๕พิมพ์ครั้งที่๑ หน้า๑๑

๘.รองศาสตราจารย์ ดร.กัญญามน อินหว่าง ระเบียบวิธีวิจัย โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำกัด ๒๕๕๕พิมพ์ครั้งที่๑ หน้า๑๒-๑๓

๙.ศาสตราจารย์ดร.สิน พันธุ์พินิจ. เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์.กรุงเทพ;วิทยพัฒน์,๒๕๔๗ พิมพ์ครั้งที่๑หน้า๕๖

o.http;mpsru๒๑.igetweb.com

๑๑.ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ. หลักการวิจัยทางสังคม, กรุงเทพ เจริญดีมั่นคงการพิมพ์,๒๕๕๓ พิมพ์ครั้งที่๑หน้า๒o๕-๒o๘