ปีศาจแห่งกาลเวลา

สายลมหนาวของเช้าตรู่วันอังคารในช่วงปลายปีโชยมากระทบผิวกาย เพิ่มความรู้สึกสบายให้กับตนเองยิ่งนัก จิบกาแฟร้อนรสชาติดี สายตาจับจ้องไปที่ต้นไม้ใบสีเขียวที่ปลิวโยกไปตามสายลมที่เอื้อยพัด สมองปล่อยวางจากภาระงาน จินตนาการโลดแล่นไปไกล

นี่อีกเพียง ๒ วันเท่านั้นที่ปี ๒๕๕๗ จะผ่านไปแบบไม่มีวันกลับ สมองหวนคิดคำนึงถึงวันเวลาที่ผ่านมา คิดทบทวนเรื่องราวของตนว่าในปีหนึ่งนั้นได้ทำอะไรลงไปบ้าง โอ มันช่างสับสนวุ่นวายดีแท้หนอชีวิตเรา

แวบหนึ่งของความคิดผุดขึ้นคิดไปถึงคำ ๆ หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเวลาที่กำลังจะผ่านไป คำว่า "ปีศาจแห่งกาลเวลา" ที่อ่านเจอไม่นานในนิยายเรื่อง "ปีศาจ" ของ "เสนีย์ เสาวพงศ์"

"ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที"

เป็นคำพูดของพระเอกของเรื่องที่เปรียบเปรยตัวเองไว้ว่าเป็นปีศาจ

อดชื่นชมนักประพันธ์ผู้นี้เสียจริง ๆ ที่ช่างสรรหาคำมาเรียงร้อยจนมีความหมายซ่อนเร้นให้คนอ่านได้ครุ่นคิดตาม จริงสินะที่เวลานี่แหละคือปีศาจตัวหนึ่งที่คอยหลอกหลอนผู้คน หากยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ ที่ตัวเองศรัทธาไม่ยอมปรับเปลี่ยนไปตามเวลา ก็อาจจะพานพบกับคำพูดของใครบางคนที่ลุกขึ้นแล้วตะโกนบอกแบบที่นิยายเรื่องนี้แต่งไว้ก็ได้

ผมสนใจอยากอ่านนิยายเรื่อง "ปีศาจ" ของ "เสนีย์ เสาวพงศ์" เจ้าของรางวัลศรีบูรพาคนแรกในปี ๒๕๓๑ หลังจากทราบจากสื่อนักประพันธ์ผู้นี้เสียชีวิตไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา

"ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์" หรือ "เสนีย์ เสาวพงศ์" คือบุคคลคนเดียวกัน

ผมได้รับการอนุเคราะห์จากน้องบรรณารักษ์ "หอสมุด ๑๐๐ ปี เสม พริ้งพวงแก้ว" ที่ตั้งอยู่ในอาคารสุขภาพแห่งชาติ จัดหามาให้

นวนิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ ซึ่งยังมีกลิ่นอายผลิตผลอำนาจของคณะราษฎรอยู่ แม้จากนั้นอีกไม่กี่ปีสถานการณ์จะพลิกกลับให้อำนาจเก่ากลับเข้ามาอีกครั้ง ที่ทำให้นักคิด นักเขียน ปัญญาชน ถูกทำให้ไร้ตัวตน สร้างงานไม่ได้ ถูกทำให้หลับใหลในกาลเวลาตามไปด้วย จนมาได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้งในช่วงปี ๒๕๑๖ อันเป็นช่วงของยุคหนุ่มสาวที่เรียกร้องประชาธิปไตยกัน

นอกเหนือจากการได้สัมผัสอรรถรสที่บรมครูได้ประพันธ์ไว้ด้วยภาษาที่สวยงาม ทึ่งในการใช้คำมาเรียงร้อยจนกลายเป็นนิยายความยาวเกือบ ๓๐๐ หน้าแล้ว ยังได้ซึมซับแนวคิดที่ต้องการกระตุ้นต่อมคิดเตือนให้คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาทำงานเพื่อสังคมอย่างซื่อตรงอีกด้วย

บทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ที่ผมสืบค้นจากสื่อออนไลน์ปรากฏผ่านบทความต่าง ๆ อย่างมากมาย ทำให้ผมในฐานะคนอ่านที่เพิ่งพานพบกับนิยายที่แต่งมากเกือบ ๖๐ ปี ได้เข้าใจเบื้องหลังที่ซ่อนเร้นอยู่หลังตัวอักษรมากยิ่งขึ้น

แม้นจะล่วงเลยมามากกว่าครึ่งศตวรรษ บางคนคิดว่าคงล้าสมัยไปตามกาลเวลา กลับตรงข้ามหากนำมาวิเคราะห์เจาะลึก ยังพบว่าเรื่องราวที่นำเสนอผ่านการเรียงร้อยของผู้ประพันธ์ยังทันสมัยอยู่จวบจนทุกวันนี้

"ปีศาจ" เป็นเรื่องราวการต่อสู่ระหว่างความเชื่อในสังคมเก่า หรือสังคมของผู้รากมากดี กับสังคมใหม่หรือสังคมเสรีที่เชื่อในสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของคนในสังคม

"ปีศาจ" จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความจริงที่หลอกหลอนคนในสังคมเก่า และในขณะเดียวกันปีศาจตนนี้ก็ไม่ได้สยบยอมให้กับความฉ้อฉลเอารัดเอาเปรียบที่มีอยู่ในสังคมใหม่เช่นกัน

ตัวแทนของปีศาจในเรื่องคือ "สาย สีมา" ลูกชาวนาที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ประกอบอาชีพเป็นทนายความ แต่ยังทำใจไม่ได้ที่จะรับใช้กลุ่มทุนในการฟ้องร้องชาวบ้านที่มีความเดือดร้อน ในขณะเดียวกันสายก็ถูกเยาะเย้ยเหยียดหยามจากกลุ่มสังคมเก่า

"สาย สีมา" เป็นทนายความที่ประกอบอาชีพทนายโดยยึดหลักความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง เป็นคนที่มีมุมมองในการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างแปลกกว่าคนทั่วไปซักหน่อย เพราะลูกชาวนาส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยภูมิใจกับชาติกำเนิดของตนเท่าไรนัก แต่เขาเป็นคนที่ตอบกับใครทุกครั้งว่าพ่อของเขาเป็นชาวนาได้อย่างเต็มภาคภูมิ เป็นคนที่มีคำพูดและความคิดเฉียบคมและมีอุดมการณ์ที่จะช่วยเหลือสังคมหากมีโอกาส

นางเอกในเรื่องคือ "รัชนี" หญิงสาวที่เกิดมาในตระกูลขุนนางเป็นลูกสาวของท่านเจ้าคุณ เป็นหญิงสาวที่มีความคิดที่ทันสมัยและคิดว่าคนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน โดยวัดค่าของคนที่ความดีไม่ใช่ที่ชาติตระกูล เธอกล้าที่จะกบฏต่อกฎเกณฑ์ชีวิตในแบบเก่า และเลือกที่จะกำหนดชีวิตตามความต้องการของตัวเธอเอง และยอมทิ้งทุกอย่างที่เพียบพร้อม ยอมเดินทางไปกับ "สาย สีมา" บนเส้นทางชีวิตที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากบรรดานายทุน

อีกคนที่ต้องกล่าวถึง คือ "กิ่งเทียน" ลูกแม่ค้าขายขนมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ "รัชนี" สาวน้อยที่ไม่ต้องการที่จะเป็นคนสวย โดยการแต่งหน้า ทาปาก ทาเล็บ และใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเหมือนกับเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนอื่นๆ แต่เธอเลือกที่จะทำงานหนักเหมือนกับแม่ โดยเธอคิดว่า มือของเธอไม่ควรที่จะอ่อนนุ่ม หรือไว้เล็บยาว และทำสีเล็บสวยๆ เหมือนผู้หญิงโดยทั่วไป เพราะมันจะทำให้เธอช่วยแม่ทำขนมไม่ได้

นอกจากนั้นยังมี "นิคม" ปลัดอำเภอหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ที่ขัดแย้งและส่วนทางกับเพื่อนร่วมงาน "มหาจวน" อดีตพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือที่ต่อมาแปรเปลี่ยมกลายมาเป็นคนปล่อยกู้หน้าเลือด "เชิด" ทนายความร่วมสำนักงานกับ "สาย" ที่มีความคิดส่วนทางกันโดยสิ้นเชิง

ตัวละครเหล่านี้ล้วนเป็นบุคลิกของคนที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมปัจจุบัน

เนื้อเรื่องหลักพูดถึงสภาพสังคมในยุคที่ยังมีเจ้าขุนมูลนายอยู่ ยุคที่ผู้หญิงอย่างเช่น "รัชนี" จะถูกห้ามไม่ให้เรียนหนังสือสูงๆ ยุคที่ผู้หญิงต้องแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อกับแม่หามาให้เท่านั้น ยุคที่มีการเหยียดชนชั้นว่าถ้าไม่เป็นผู้ดีก็คือไพร่ ส่วนในชนบทก็เป็นช่วงเวลาแห่งการแผ้วทางป่ารกให้กลายเป็นที่นาอันเขียวชอุ่มเป็นที่ทำมาหากิน

ที่ถือเป็นจุดเด่นคือบทสนทนาที่สะท้อนภาพของสังคมได้อย่างหมดจด การเสียดสีสังคม การสะท้อนถึงความเห็นแก่ตัวของนายทุนที่เข้ามาจับจองเบียดบังเอาที่ทำกินของชาวบ้านไป การแสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างคนที่ยึดมั่นในความยุติธรรมกับคนที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนตน ความหวงแหนต่อแผ่นดินเกิดของชาวบ้านและความกล้าหาญที่จะปกป้องมันไว้ด้วยชีวิต

คำพูดวรรคทองที่ "สาย สีมา" กล่าวขึ้นในงานที่เขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยงที่บ้านของ "รัชนี" หญิงสาวที่เขารัก ภายหลังที่ท่านเจ้าคุณผู้เป็นพ่อของ "รัชนี" ได้กล่าวต่อหน้าผู้มาร่วมงานอย่างดังว่า

"เขาว่าสมัยนี้เป็นสมัยเสรีภาพ สมัยนี้ใคร ๆ จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องอยู่กับร่อยกับรอย โดยไม่ต้องด้วยขนบประเพณี คนที่ผุดเกิดมาจากป่าดงไหนก็อาจเป็นใหญ่เป็นโตได้ ฉันเห็นว่าเจ้าความคิดเหล่านี้ทำให้ตนเลวลงมากกว่าที่จะดีขึ้น ทำให้คนเราไม่รู้จักเจียมกะลาหัว ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา ดีแต่จะเอาดีด้วยการตลบตะแลง ปลิ้นปล้อนหลอกลวงแบบพวกสิบแปดมงกุฎที่มีอยู่เต็มบ้านเมือง เห็นเขาดีก็อยากจะได้บ้าง โดยไม่ได้สำนึกตนว่าความเป็นผู้ดีนั้นมาจากสายเลือด กาก็ย่อมเป็นกา และหงส์ก็จะต้องเป็นหงส์อยู่ตลอดไป"

แล้วเขาก็ถูกพี่เขยของ "รัชนี" เชิญออกจากบ้าน

"สาย สีมา" ค่อยๆ ทรงตัวลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ กล่าวตอบโต้อย่างมีสติ ถ้อยคำหนึ่งของเขากลายเป็นวรรคทองในเวลาต่อมาก็คือ

"ผมมีความยินดีมากที่ท่านทั้งหลายได้รู้จักผม โดยความกรุณาของท่านเจ้าภาพที่แนะนำให้ ผมเป็นแขกผู้หนึ่งที่ได้รับเชิญมา เป็นกาตัวเดียวในฝูงหงส์ ท่านเชิญผมมาด้วยความมุ่งหมายบางอย่าง ฉะนั้นจึงไม่ใช่ความผิดของเจ้ากาตัวนี้ ที่ไม่มีความเจียมตัวเข้ามาปะปนอยู่ในฝูงหงส์ในคืนวันนี้ เพราะมันไม่ได้เสนอตัวของมันเองเข้ามา แต่มาเพราะได้รับเชิญให้มา

ผมมีความภูมิใจสูงสุดในวันนี้เองที่เกิดมาเป็นลูกชาวนา ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมพ่อผมจึงไม่ได้เป็นขุนนาง แต่ทว่าขุนนางนั้นมีอยู่จำนวนน้อย และคนที่เป็นชาวนานั้นมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า พ่อผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในฝ่ายข้างมาก ผมไม่มีเหตุผลประการใดเลยที่จะน้อยอกน้อยใจในโชคชะตาที่มิได้เกิดในที่สูง ในสายเลือดของผู้ดีมีสกุล เพราะนั่นมันเป็นสิ่งหรือเงื่อนไขที่คนเราได้สร้างขึ้น และคิดสรรค์มันขึ้นมา สภาพเช่นนี้มันไม่ยืนยงคงทนอะไร และมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ครับแน่นอนทีเดียว ความคิดผิดแผกแตกต่างกันในสมัยและเวลา ทำให้คนเรามีความคิดผิดแผกแตกต่างกันด้วย ผมไม่ได้เป็นผู้รุกรานท่านที่อยู่ในปราสาทงาช้างที่สูงส่ง แต่เมื่อท่านที่อยู่บนปราสาทนั้นถ่มน้ำลายลงมายังพื้นดิน ผมก็จำต้องเช็ดน้ำลายนั้นเสีย เพราะมันเป็นสิ่งปฏิกูล

สำหรับท่านที่อยู่ในปราสาทนั้นไม่จำเป็นจะต้องแตะต้อง เพราะอย่างไรก็จะต้องเสื่อมสลายไปตามเวลา ท่านไม่สามารถจะยับยั้งความเปลี่ยนแปลงแห่งกาลเวลาได้ดอก เมื่อวันเวลาช่วงไปของเก่าทั้งหลายก็นับวันจะเข้าไปอยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์ยิ่งขึ้น

ท่านเข้าใจผิดที่คิดว่าผมจะลอกคราบตัวเองขึ้นเป็นผู้ดี เพราะนับเป็นการถอยหลังกลับ เวลาได้ล่วงไปมากแล้วระหว่างโลกของท่านกับโลกของผมมันก็ห่างกันมากมายออกไปทุกที

ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที

ท่านคิดจะทำลายปีศาจตัวนี้ในคืนวันนี้ ต่อหน้าสมาคมชั้นสูงเช่นนี้ แต่ไม่มีทางจะเป็นไปได้ เพราะเขาอยู่ยงคงกระพันยิ่งกว่าอาคิลลิสหรือซิกฟริด เพราะเขาอยู่ในเกราะกำบังแห่งกาลเวลา

ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป โลกของเราเป็นคนละโลก

โลกของผมเป็นโลกของธรรมดาสามัญชน"

แล้วเขาก็ก้าวเดินจากไปอย่างทระนง

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความกดดันให้แก่ "รัชนี" อย่างยิ่ง แต่ในที่สุดหล่อนก็ตัดสินใจลุกขึ้น "กบฏ" ต่อตระกูลหงส์ของหล่อน ด้วยการติดตามคนรักของหล่อนไป

"หล่อนก้าวเดินออกไปท่ามกลางแสงสว่างสีเหลือง เป็นสีทองของตะวันที่กำลังฉายท้องฟ้ากรุงเทพฯ ในยามอรุณเบิกฟ้า"

คือประโยคจบของนิยายยิ่งใหญ่เรื่องนี้ของ "เสนีย์ เสาวพงศ์" ที่ลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว

แสงแดดยามเช้าค่อย ๆ ทอแสงจ้าขึ้น สายลมเย็นปลายหน้าหนาวยังคงพัดโชยสร้างความสบายให้กับผม ยกกาแฟร้อนแก้วนั้นขึ้นจิบ สมองแล่นลอยมาหยุดอยู่ที่คำเดิมคำนั้น

"ปีศาจแห่งกาลเวลา" มันช่างมีความหมายที่ลึกซึ้งจริง ๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ระบบสุขภาพแห่งชาติ



ความเห็น (0)