ความรู้สัมพัทธ์ ความรู้สัมบูรณ์ ความรู้ฝังลึก ความรู้แจ้ง และความเป็นเช่นนั้นเอง(Suchness)

....... ความรู้สัมบูรณ์เป็นประสบการณ์โดยตรงต่อ "ความเป็นเช่นนั้นเอง" (suchness) รู้แจ้งรู้มรรค รู้ว่าการเกิดสิ่งใดๆล้วนมีตัวแปรการเกิด รู้การไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง รู้สาเหตุการเกิด รู้หลักบริหารความเปลี่ยนแปลง รู้การควบคุมตัวแปรที่ควบคุมได้ รู้การที่จะกำจัดตัวแปรที่ควบคุมได้ยากออกคือ ไม่นำมาพิจารณาร่วม....

รู้แจ้ง ละ เลิก ยึดติด

ชาวพุทธเรียกความรู้ซึ่งมาจากประสบการณ์เช่นนั้นว่า "ความรู้สัมบูรณ์" "ความรู้แจ้ง" หรือ "ปฏิเวธ"

ชาว KM เรียกสิ่งที่เราได้ เรียน รู้ ทดลองทำ(ประสบการณ์) จนสำเร็จแล้ว ว่าเป็น "องค์ความรู้" (ความรู้ฝังลึกหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน)

นักวิทยาศาสตรทเรียกสิ่งที่ได้ ซตพ.แล้วทดลองแล้ว แล้วว่าเป็น "ผลการทดลอง" ที่ได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าเป็นไปตามทฤษฎีของ.....

พระศาสดาเอกของโลก สร้าง "พระธรรมขันธ์" "พระไตรปิฎก"

ชาว KM สร้าง องค์ความรู้ และรวบรวมจัดหมวดหมู่เก็บใน "คลังองค์ความรู้องค์กร" (Dataware house)

นักวิทยาศาสตร์สร้าง "ทฎษฎี" ที่มีแหล่งอ้างอิงและพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จนได้ "ความรู้สัมพัทธ์" คือสัมพันธ์กับตัวแปรใดๆ ณ ที่ๆการทดลองนั้นเกิดขึ้น ......Theory.....Law....

ในหลวงทรงสร้าง "ทฤษฎีใหม่" นำเอาศาสตร์ด้านต่างๆที่รู้อย่างชัดแจ้ง รวมทั้งการสำรวจเข้าถึงสถานที่ตั้งในภูมิประเทศทำให้ได้ข้อมูลจริง มาบริหารจัดการให้เกิด องค์ความรู้ หรือ ความรู้สัมบูรณ์ และภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะกับประเทศไทย

ความยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ Sustainable โดยการใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาที่ทดลองจนเกิดเป็น Best Practice ในสถานที่จริงลงพื้นที่ทุรกันดารยากต่อการเดินทางเข้าถึง

ความรู้ที่ชัดแจ้งจากทฤษฎี ความรู้ฝังลึกจากประสบการณ์ สร้างภูมิปัญญาให้ชาวบ้านในพื้นที่ตั้ง รวมกับการจัดการสภาพภูมิศาสตร์ให้เหมาะสม การจัดการชลประทานที่ทั่วถึง การจัดการทรัพยากรที่มีในพื้นที่ การจัดการเกษตรการปศุสัตว์การพัฒนาคุณภาพน้ำ การจัดการฝนเทียม การใ้ช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเช่น หญ้าแฝก พืชสวนผสม แกล้งดิน เศรษฐกิจพอเพียง

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดการพื้นที่ใช้สอย ให้มีประสิทธิผลอย่างคุ้มค่า และเป็นระบบที่ยั่งยืน ชาวบ้านพึ่งพาตนเองได้

เกิดการแลกเปลี่ยนผลิตผลภายในชุมชนและระหว่างชุมชนได้

.........ความรู้สัมพัทธ์ เป็นความรู้ซึ่งมาจากการประมาณ จากการทดลอง น่าจะเปรียบได้กับ ทฤษฎีที่ได้จาก ผลการทดลอง แต่จะมีค่าคงที่ และตัวแปร (ซึ่งก็คือ การใส่เสื้อผ้าอย่างไร หรือจะปรับตรงไหนให้เข้ากับหน้างานจริง ซึ่งผู้ที่จะนำทฤษฎีนี้ไปใช้ ก็ต้องใส่ค่า เพิ่มมาตรการต่างๆให้ครบตามที่กำหนด นั่นเอง)

....... ความรู้สัมบูรณ์เป็นประสบการณ์โดยตรงต่อ "ความเป็นเช่นนั้นเอง" (suchness) รู้แจ้งรู้มรรค รู้ว่าการเกิดสิ่งใดๆล้วนมีตัวแปรการเกิด รู้การไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง รู้สาเหตุการเกิด รู้หลักบริหารความเปลี่ยนแปลง รู้การควบคุมตัวแปรที่ควบคุมได้ รู้การที่จะกำจัดตัวแปรที่ควบคุมได้ยากออกคือ ไม่นำมาพิจารณาร่วม

.........องค์ความรู้ฝังลึก สู่วิธีการปฏิบัติที่เกิดประสิทธิผลสูงสุด น่าเป็นการต่อยอดจากการนำความรู้สัมบูรณ์ และรู้ภูมิศาสตร์ และศาสตร์ด้านต่างๆนำมประยุกต์ทฤษฎีให้เข้ากับสถาพแวดล้อม หรือบริบทนั้นๆ (เหมือนที่ ดร.ประพนธ์ ว่านำตัวไปแล้วไปใส่เสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยนำไปใช้ (คือจะนำไปใช้เปลือยๆไม่ได้นั่นเอง))


.......การไม่แบ่งแยก ผิดหรือถูกในความรู้ที่ได้มา การเข้าใจความแตกต่างในผลการทดลอง ทฤษฎี เข้าใจบริบท เข้าใจสิ่งแวดล้อม และสังเคราะห์วิธีการ จนตกผลึกทางความคิดจนได้วิธีปฏิบัติงานที่ดี ให้เกิดขึ้นในขณะที่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ในทุกขณะ มีสติตื่นรู้อยู่ตลอด นั่นก็คือ หลักอัปทัปปัจจยตา ซึ่งความเข้าใจต่อ "ความเป็นเช่นนั้นเอง" เป็นแกนสำคัญของศาสนาตะวันออกและของประสบการณ์ทางจิตวิญญาณในทุกสายวัฒนธรรม

อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/583436


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (0)