ปั้นหรือวาดลวดลายจาก "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" ลงบนผนังอาคารดินในลักษณะของ "ภาพนูนต่ำ" ทั้งที่เป็นเรื่องการล่าสัตว์ การเกษตรกรรมและรูปพระพุทธรูปไสยาสน์อันเป็น "อัตลักษณ์ของชุมชน" ซึ่งกระบวนการทั้งปวง เป็นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน


ปี ๒๕๕๗ สาขาวิศวกรรมชีวภาพ (คณะวิศวกรรมศาสตร์) จัดกิจกรรมโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชนในชื่อโครงการ "พัฒนาอาคารดินสำหรับใช้เป็นสถานบำบัดผู้ป่วยในชุมชน" ณ พุทธสถานสวนธรรมโชติปัญญาราม ต.เขาพระนอน อ.ยางตลาด จ. กาฬสินธุ์ ประกอบด้วยวัตถุประสงค์การเรียนรู้คู่บริการ ๓ ประการ ดังนี้

๑.พัฒนาบ้านดินโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นสำหรับใช้เป็นศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วย

๒.ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำวัสดุทางชีวภาพสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการก่อสร้างอาคาร

๓.สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและความยั่งยืนโดยใช้วัสดุชีวภาพ



ภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการ เริ่มต้นจากการสำรวจพื้นที่ (พัฒนาโจทย์) โดยคำนึงถึง "ความต้องการของชุมชน" และความเป็นไปได้ของศาสตร์ในหลักสูตรที่จะบริการต่อชุมชน ตลอดจนความเป็นไปได้ อันหมายถึงการใช้ประโยชน์จริงจากชุมชนและแนวโน้มของชุมชนที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง

กรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าชุมชนมีความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่อง "อาคารบ้านดิน" เป็นอย่างมาก โดยชุมชนเคยได้ทดลองทำมาแล้วเมื่อสองปีที่แล้ว และปัจจุบันสถานที่ดังกล่าวก็กำลังมุ่งพัฒนากระบวนการบำบัดรักษาอาการป่วยของผู้คนผ่านวิถีธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้อาคารบ้านดิน จึงกลายเป็นจุดสนใจและทางเลือกของการเรียนรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนไปโดยปริยาย

หากไม่นับรวมถึงการบูรณาการภารกิจทั้ง ๔ ด้านเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน นับได้ว่าโครงการดังกล่าวมีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างไปจากโครงการของหลักสูตรอื่นๆ เช่น บูรณาการเข้าสู่ "กิจกรรมนอกหลักสูตร" ที่ขับเคลื่อนโดย "สโมสรนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์" และ "ชมรมถนนผู้สร้าง" ที่เป็นองค์กรในสังกัดคณะ เสมือนการตอกย้ำให้รู้ว่า กระบวนการ "เรียนรู้คู่บริการ" ของโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะการเรียนรู้ผ่านระบบและกลในหลักสูตรเท่านั้น หากแต่สามารถผนึกกำลังเข้ากับกิจกรรมนอกหลักสูตรได้อย่างไม่มีชนชั้น เป็นการบูรณาการทั้งเรื่องของคนและงบประมาณไปพร้อมๆ กัน




ในด้านการบริการวิชาการวิชาการ พบว่าทั้งนิสิต อาจารย์ พระสงฆ์ สามเณร ผู้ป่วย และชาวบ้านเปิดใจเรียนรู้ร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นส่วนหนึ่งกับกระบวนการเรียนรู้คู่บริการ เช่น การสร้างฐานราก คานคอดิน และพื้นเพื่อรับน้ำหนักของผนังอิฐดินดิบ โดยช่วงแรกนิสิตได้ไปพักค้างแรมในวันหยุดภาคการศึกษาที่ ๒/๒๕๕๖ เป็นเวลา ๑๐ วัน นิสิตผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาประมาณ ๑๐๐ คน ผลิต "อิฐดินดิบ" ด้วยตนเอง นิสิตและชุมชนได้ช่วยเหลือกันตั้งแต่การย่ำดิน ร่อนทราย ขนแกลบ ขนฟาง นำส่วนผสมมาอัดลงแบบไม้อัด จนได้อิฐดินดิบถึง ๑,๐๐๐ ก้อน ผ่านกระบวนการของ "งานบุญ" ในวิถีวัฒนธรรมการ "ลงแขก" โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณให้สิ้นเปลือง จนได้อาคารดินรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร โดยมุงหลังคาด้วยไพรหญ้าที่ชุมชนเป็นคนทำขึ้นร่วมกับนิสิต

ส่วนการเรียนการสอนนั้น บูรณาการผ่านรายวิชาสำคัญๆ คือ (0303341) การอนุรักษ์และการจัดการพลังงาน โดยมอบหมายให้นิสิตในรายวิชาทำการคำนวณค่าการถ่ายเทความร้อนรวมผ่านกรอบอาคาร (OTTV) ของอาคารดินสำหรับใช้เป็นสถานบำบัดผู้ป่วยในชุมชน



มิติการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เกิดกระบวนการเรียนรู้ประวัติท้องถิ่น พบว่าชุมชนแห่งนี้ในอดีตเป็นชุมชนที่ "หาของป่าล่าสัตว์" ต่อมาได้พัฒนากลายเป็น "ชุมชนเกษตรกรรม" มี "พระพุทธรูปอิริยาบถนอน" (ไสยาสน์) อยู่บริเวณเชิงเขาหันหน้าไปทางหมู่บ้าน เพื่อทำหน้าที่ปกปักรักษาหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข และยึดเหนี่ยวจิตใจชุมชนให้ตระหนักถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน

ด้วยเหตุนี้ทางหลักสูตรฯ จึงบูรณาการศาสตร์กับคณะศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อปั้นหรือวาดลวดลายจาก "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" ลงบนผนังอาคารดินในลักษณะของ "ภาพนูนต่ำ" ทั้งที่เป็นเรื่องการล่าสัตว์ การเกษตรกรรมและรูปพระพุทธรูปไสยาสน์อันเป็น "อัตลักษณ์ของชุมชน" ซึ่งกระบวนการทั้งปวง เป็นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน และเป็นกิจกรรมที่ช่วยปลุกเร้าความเป็นตัวตนของชุมชนอย่างมีพลังขึ้นมาในอีกวาระหนึ่ง เพราะภาพนูนต่ำที่ทำขึ้นร่วมกัน คือการจารึกประวัติความเป็นมาของชุมชนนั่นเอง

นอกจากนั้นยังครอบคลุมถึงการการเรียนรู้วิถีการบำบัดรักษาอาการป่วยผ่านวิถีธรรมชาติ (ธรรมชาติบำบัด) กระบวนการรักษาผ่านภูมิปัญญาที่เป็นพืชสมุนไพร การฝึกปฏิบัติธรรมร่วมกับชุมชน รวมถึงการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้กับอาคารดิน เช่น ไม้ไผ่ หญ้าคา เป็นต้น



เช่นเดียวกับด้านการวิจัย ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้โดยให้นิสิตได้ทำ "วิจัย" ควบคู่กันไป เช่น เรื่องการศึกษาผลของหลังคาสีเขียวที่มีต่อความร้อนภายในอาคารของบ้านดิน เรื่องการทดสอบอิฐดินดิบผสมชันยาเรือ เรื่องการประยุกต์ใช้ชีวมวลเป็นวัสดุทางเลือกสำหรับการก่อสร้างหลักนำทาง เรื่องการรักษาสภาพบรรยากาศของบ้านดินและบ้านคอนกรีตบล็อก ซึ่งพบว่าในช่วงเวลากลางวันบ้านดินแบบอิฐดินดิบมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าอุณหภูมิแวดล้อมประมาณ ๕ องศาเซลเซียส ขณะที่ช่วงเวลากลางคืนมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าอุณหภูมิแวดล้อมประมาณ ๔ องศาเซลเซียส นับเป็นข้อดีของบ้านดินที่จะทำให้ช่วยลดการใช้พลังงานเนื่องจากการเปิดเครื่องปรับอากาศได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากงานวิจัยของนิสิตแล้ว ยังมีงานวิจัยจากอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง เช่น บทความวิจัยเรื่อง "บ้านดิน... ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์" เผยแพร่ในจุลสารวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมถึงประเด็นอันเป็นงานวิจัยอื่นๆ ที่นำมาบูรณาการร่วมกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการฉาบผนังบ้านดินด้วยยางพารา พบว่า ผนังดินที่มีส่วนผสมของยางพาราให้ความต้านทานต่อการกัดเซาะจากน้ำสูงกว่าผนังดินธรรมดา จึงได้นำมาสู่การสร้างบ้านดินในครั้งนี้ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบอุณหภูมิบ้านดินที่ฉาบด้วยดินผสมยางพารากับบ้านคอนกรีต ซึ่งถือเป็นอีกมิติหนึ่งของการเรียนรู้ในแบบบูรณาการการเรียนรู้ได้อย่างหลากมิติ เป็นการ "ทำไปเรียนรู้ไป" และ "เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง" อย่างน่าสนใจ


หมายเหตุ :

๑.โครงการ "พัฒนาอาคารดินสำหรับใช้เป็นสถานบำบัดผู้ป่วยในชุมชน" ได้รับการพิจารณาเชิดชูเป็น ๑ ใน ๖ หลักสูตรต้นแบบของโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน ปี ๒๕๕๗
๒.ภาพโดย : คณะวิศวกรรมศาสตร์