น้องต้นข้าวกับการเรียนรู้

เมื่อหลายปีก่อน ผู้คนจำนวนมากได้รู้จักกับเด็กหญิงตัวน้อย ที่อาศัยอยู่กลางป่าเขา ริมแม่น้ำเงา จ.แม่ฮ่องสอน ผ่านรายการคนค้นฅน เธออาศัยอยู่กับพ่อและแม่ผู้ซึ่งมีอุดมการณ์ในการหลีกลี้หนีความวุ่นวายของสังคมเมือง หันหน้าเรียนรู้โลกแห่งความจริงในวิถีธรรมชาติ น้องต้นข้าว หรือ ด.ญ.ต้นฝน ยอดระบำ ชื่อของเธอ ยังปรากฏชัดในความทรงจำของใครหลายคน ในเวลานั้น เด็กหญิงตัวน้อยวัย 3 ขวบเศษ สามารถทำอะไรหลายอย่างจนผู้ใหญ่ต้องอึ้ง รวมถึงความรู้สึกนึกคิดที่น่าประหลาดใจอันได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ของเธอ
มาวันนี้ ข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ได้ปลุกกระแสอาลัยรักเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีนักท่องโลกไซเบอร์จำนวนไม่น้อยส่งต่อเรื่องราวการเสียชีวิตของ น้องต้นข้าว โดยมีคนระบุว่า เธอได้จากโลกนี้ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2553 ด้วยอาการป่วยโรคไข้ป่า แน่นอนว่าการที่ น้องต้นข้าว เสียชีวิต นำมาซึ่งความเสียใจของคนเป็นพ่อแม่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ขณะเดียวกัน ผู้คนที่เคยรับรู้เรื่องราวของ น้องต้นข้าว ต่างก็อาลัยรักเด็กน้อยคนนี้อย่างสุดซึ้งเช่นกัน
สำหรับใครที่ยังไม่เคยทำความรู้จักกับ น้องต้นข้าว ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2547 ชีวิตของเด็กหญิงต้นฝน ยอดระบำ ไม่ต่างจากนิทาน หรือเรื่องเล่าในนิยาย หากแต่เกิดขึ้นจริงในดินแดนที่มีชื่อเรียกว่า "ไร่ในเงา" ที่นั่น ประกอบไปด้วย วีระศักดิ์ ยอดระบำ ผู้เป็นพ่อ และแม่เก๋ แม่ของน้องต้นข้าว เธอไม่มีเพื่อนอื่นใดในวัยเดียวกัน แต่เด็กน้อยคนนี้ก็ดูมีความสุข และมีพัฒนาการที่ดีเยี่ยมในวัยขนาดนั้น
ชีวิตของ น้องต้นข้าว ไม่เคยลองลิ้มชิมรสอาหารดี ๆ อย่างที่พ่อแม่ในเมืองใหญ่สรรหามาให้ลูกเธอได้กินแต่อาหารที่ขึ้นชื่อว่าถูกลิ้นกับเธอที่สุด กินแต่มังสวิรัติ รู้จักแต่ข้าวกับผักเสียส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะไม่เคยนำเนื้อสัตว์มาให้ลูกสาวได้ลิ้มลอง ทว่าสาวน้อยคนนี้ต่างหากที่ไม่เคยคิดอยากจะแตะต้อง แค่เพียงให้ลองเนื้อปลา น้องต้นข้าว ก็เคยถึงกับร้องจ๊ากมาแล้ว
ทุกๆวัน เด็กหญิงต้นข้าว แห่งไร่ในเงา จะเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างสนุก เธอจับช้อนกินข้าวเองได้ตั้งแต่สองขวบเศษ จับเคียวเกี่ยวข้าวก็ยังได้ ร่อนข้าว(เพื่อเอาแกลบออก) ถือเป็นเรื่องสบายมาก นอกจากนี้ น้องต้นข้าว ยังสามารถซักผ้าเอง ตำพริกแกงเอง ยิ่งหากเป็นเรื่องผักหรือสมุนไพร เธอก็รู้จักมากมาย แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็สามารถที่จะเก็บสมุนไพรมาเพื่อรักษาอาการเจ็บไข้ของผู้เป็นแม่ได้ หรือแม้กระทั่งสรรพคุณของผลไม้บางชนิด สาวน้อยคนนี้ก็สามารถจำขึ้นใจและอธิบายถึงคุณประโยชน์ของมันได้อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน

ในขณะที่เด็ก ๆ ตัวน้อย ๆ กำลังสนุกกับการนั่งเล่นของเล่น สนุกกับเพื่อน หรือนั่งรอพ่อแม่ป้อนข้าว น้องต้นข้าวก็กำลังสนุกกับการเรียนรู้งานบ้านต่าง ๆ จากพ่อแม่ของเธออย่างไม่เคยเบื่อหน่าย ส่วนในยามที่ว่างเว้นจากการงานต่าง ๆ แล้ว เด็กหญิงคนนี้ก็จะทำในสิ่งที่สนใจอย่างการวาดรูป เล่นดนตรี และร้องเพลง น้องต้นข้าว มีสมุดภาพมากมายที่เธอฝากผลงานเอาไว้ เพื่อสร้างโลก ๆ เล็ก ๆ แห่งจินตนาการ และคอยอวดพ่อกับแม่
วีระศักดิ์ ยอดระบำ หรือ ยอด ผู้เป็นพ่อ น้องต้นข้าว บอกว่า ครูที่สำคัญที่สุดของลูกสาวคือธรรมชาติ เพราะเธอเติบโตมาอย่างอิสระ และเข้าใจธรรมชาติ มีจิตวิญญาณที่กล้าหาญ มีสนามอันกว้างขวางของไร่ในเงาเป็นที่วิ่งเล่น มีโลกใบเล็กของเธอเองในจินตนาการ ป่าและเขาแห่งนี้เป็นสถานที่บ่มเพาะและหล่อหลอมให้เธอเติบโตเป็นเด็กหญิงที่ช่างคิดช่างฝัน
อย่างไรก็ตาม ในวิถีการดำเนินชีวิตเช่นนี้ ย่อมมีคนบางกลุ่มเห็นต่าง ด้วยเป็นห่วงเป็นใยใน 2 ชีวิตน้อย ๆ ของครอบครัวยอดระบำ คือ น้องต้นข้าว และน้องชายของเธอ โดยเฉพาะเรื่องการปรับตัวเข้ากับสังคมในอนาคตข้างหน้า หากแต่ผู้เป็นพ่อ ก็ได้อธิบายไว้อย่างแจ่มชัดว่า พวกเขารู้สึกแปลกใจกับความเป็นห่วงเป็นใยจากคนเมือง เพราะคนที่แสดงความห่วงใยเองก็ยังปรับตัวไม่ได้ ป่วยไข้ ไม่มีความสุข ไม่สุภาพ ขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน หยาบคาย ที่สำคัญส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าโลกและชีวิตเป็นอย่างไร ดังนั้น พวกเขาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเข้ากับเมืองที่ป่วยไข้ เพราะได้ค้นพบดินแดนของตัวเองแล้ว
และนั่นอาจเป็นคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า มาตรฐานชีวิตที่ดีของ น้องต้นข้าว ไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ของสังคม เพราะโลกของเธอมาจากพ่อกับแม่ที่เลือกจะเป็นคนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นคนละความหมายกับการจำกัดโอกาส หรือสร้างกรอบ สร้างกรงขังให้กับลูกที่เกิดมา และวิถีชีวิตดังกล่าว ก็ไม่ได้ตายตัวจนไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ในวันข้างหน้า
แม้ว่า น้องต้นข้าว จะมีเวลาอยู่บนโลกที่สวยงามของเธอได้ไม่นานนัก แต่เธอก็มีความสุขในทุกย่างก้าวของชีวิต และเคยได้สร้างมุมคิด รอยยิ้ม และจุดประกายการใช้ชีวิตให้กับผู้คนมากมาย ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ร่องรอยแห่งความทรงจำจากเด็กหญิง "ไร่ในเงา" จะยังคงติดตาตรึงใจใครหลายคนไปอีกแสนนานจากเรื่องราวของน้องต้นข่าวที่มาจากเวปไซด์ http://hilight.kapook.com/view/55638

จึงทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมน้องต้นข่าวถึงมีความสามารถในใช้ทักษะการเรียนรู้ การใช้ชีวิตที่สูงมากเมื่อเทียบกับเด็กวัยสามขวบกว่าๆในรุ่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมากจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อและแม่ ที่ให้น้องต้นข้าวเกิดเรียนรู้จากชีวิตจริงในธรรมชาติที่เกิดจากการลงมือทำซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้จากการลงมือทำ โดยMontffort College Primary Section กล่าวว่า การได้ลงมือทำนั้น หมายถึง การที่ผู้เรียน ได้กระทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ผ่านการปฏิบัติการจริงคือ ผู้เรียนได้ฝึกในสภาพสิ่งแวดล้อมจริง ได้ฝึกคิดและลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ทั้งนี้ การสนับสนุนให้เด็กได้พัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ การเรียนรู้โดยการลงมือทำเป็นแนวคิดหรือความเชื่อที่สนับสนุนให้คนเราปฏิบัติสิ่งต่างๆด้วยตนเองตามความสนใจ ตามความถนัดและศักยภาพ ด้วยการศึกษา ค้นคว้า ฝึกปฏิบัติ ฝึกทักษะจนถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าหากคนเราได้กระทำจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นเป็นแรงจูงใจให้เกิดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ผู้เรียนจะสนุกสนานที่จะสืบค้นหาความรู้ต่อไป มีความสุขที่จะเรียนตามวัยและได้ผลตามความคาดหวังของสังคมนั้น การจัดประสบการณ์จะให้ความสำคัญกับบทบาทการเรียนรู้ของเด็ก จึงได้มีการศึกษาแนว คิดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้

การเรียนรู้โดยการลงมือทำ มีประโยชน์ต่อเด็กดังนี้

1.เด็กจะเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเอง และเด็กจะได้เคลื่อนไหวร่างกาย เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ ได้แก่ ลำตัว แขน ขา และกล้ามเนื้อเล็กซึ่งได้แก่ นิ้วมือเด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทำให้เกิดเป็นประสบการณ์

2.เด็กได้รู้จักการสืบค้นหาความรู้เพื่อแก้ปัญหา

3.เด็กจะได้เข้าใจธรรมชาติ

4.เด็กจะเกิดความคิดสร้างสรรค์

5.เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว

6.เด็กได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น

7.เด็กจะได้พัฒนาการทางด้านสติปัญญา ได้คิดและเข้าใจความเป็นเหตุผลจากกิจกรรมการสัมผัสด้วยมือหรือผิวกาย

จากการเรียนรู้โดยการลงมือทำ เป็นเหตุผลสำคัญที่ให้น้องต้นข้าว ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างจากเด็กในวัยเดียวกัน การที่เด็กจะเกิดการลงมือทำได้นั้นจะต้องมีต้นแบบที่ดีนั่นคือ มาจากตัวอย่างของพ่อและแม่ นอกจากนี้น้องต้นข้าวยังมีการรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ มีการกินอยู่อย่างเรียบง่ายกินพืชผักที่ปลูกด้วยตนเอง ไม่เคยมีการเรียกร้องสิ่งของเงินหรือทองจากผู้ที่เป็นพ่อแม่ รู้จักช่วยเหลืองานบ้าน ล้างจาน ซักผ้า กินข้าวเอง อาบน้ำเอง ไม่ต้องรอให้ผู้ใหญ่มาบอก หรือมาช่วยรวมถึงรู้จักเป็นห่วงเป็นใยคนอื่น ซึ่งบ่งบอกให้เห็นว่าน้องต้นข้าวเป็นเด็กที่มีความฉลาด หรือมีปํญญา ซึ่งตรงตาม ทฤษฎีความสามารถของตนเอง( Self Efficacy Theory )

ปราณี ภูวนาถ(2557) กล่าวถึงทฤษฏีของ อัลเบิร์ต แบนดูร่า ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวแคนนาดา ที่คิดค้นทฤษฎีความสามารถของตนเอง ( Self Efficacy Theory ) ขึ้นมา ซึ่งเป็นแนวคิดหนึ่งในทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม แบนดูร่าเชื่อว่าพฤติกรรมของคนเราไม่ได้เกิดขึ้นและเปลี่ยนด้วยสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว จะต้องมีปัจจัย 3 ปัจจัยร่วมด้วย ได้แก่

1. ปัจจัยส่วนบุคคล ( Personal factor = p )

2. เงื่อนไขเชิงพฤติกรรม ( Behavior condition = B)

3. เงื่อนไขเชิงสภาพแวดล้อม ( Environment contion = E)

สิ่งที่จะกำหนดประสิทธิภาพของการแสดงออก ขึ้นอยู่กับการรับรู้ความสามารถของตนเองในสภาพการณ์นั้น นั่นคือ ถ้าบุคคลมีความเชื่อว่าตนเองสามารถอย่างไร ก็จะแสดงออกถึงความสามารถนั้นออกมา คนที่มีความเชื่อตนเองว่ามีความสามารถ จะมีความอดทนอุตสาหะไม่ท้อถอยและจะประสบความสำเร็จองค์ประกอบที่สำคัญ คือ

1.การรับรู้ความสามารถของตนเอง (ในการพัฒนาความสามารถตนเอง มี 4 วิธี)

- ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ

- การได้เห็นประสบการณ์ผู้อื่น

- การใช้คำพูดชักจูง

- การกระตุ้นอารมณ์

2.ความคาดหวังผลลัพธ์ของการปฏิบัติ ( ขึ้นอยู่กับมิติ 3 มิติ )

- มิติระดับความคาดหวัง คือความคาดหวังของบุคคลในการกระทำสิ่งต่างๆ จะผันแปรตามความ

ยากง่ายของงานที่ทำ

- มิติความเข็มแข็งของความมั่นใจ

- มิติที่เป็นสากลเป็นความคาดหวังเกี่ยวกับความสามารถของตนเอง และนำไปปฏิบัติใน

สถานการณ์ที่คล้ายกันอีกทั้งน้องต้นข้าวถูกสอนโดยพ่อแม่ให้รู้จักพึ่งพาตนเอง รู้จักการใช้ชีวิตให้มีความพอเพียง โดยสอนให้รู้จักปลูกพืชผัก ทำนา เกี่ยวข้าว ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงดังนี้

§ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

"การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบกับการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ (สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ: 2548-2550:4 อ้างจาก การประมวลผลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจแลสังคมแห่งชาติ(สศช.)โดยนำมาจากเอกสารเผยแพร่ของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

สรุปปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง




ชีวิต/เศรษฐกิจ/สังคม/สิ่งแวดล้อม

สมดุล/มั่นคง/ยั่งยืน


(สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ: 2548-2550:4 อ้างจาก การประมวลผลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจแลสังคมแห่งชาติ(สศช.)โดยนำมาจากเอกสารเผยแพร่ของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.))

§ สาระสำคัญตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

"ประการแรก คือ เป้าประสงค์ เศรษฐกิจพอเพียงเป็น "ปรัชญา" ที่ชี้นำแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตน ให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง และ ใช้ได้กับประชาชนทุก ระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ

ประการที่สอง คือ หลักการ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และ การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก

§ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่บิดเบียนตนเองและผู้อื่น

§ ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจ เกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

§ การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อม ที่จะรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งใกล้และไกล

ประการที่สาม คือ เงื่อนไข ซึ่งประกอบด้วย

§ เงื่อนไขหลักวิชา คือ การดำเนินงาน ต้องอาศัย ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง ในการนำวิชาต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินงานทุกขั้นตอน

§ เงื่อนไขคุณธรรม คือ ต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต

§ เงื่อนไขการดำเนินชีวิต คือ ให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ขยัน หมั่นเพียร มีสติปัญญา และรอบคอบ

ประการที่สี่ คือ ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือความสมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม จากโลกภายนอกได้อย่างเป็นอย่างดี

ดังนั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หากนำไปปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง จะนำไปสู่การดำรงวีวิตเศรษฐกิจ และสังคม ที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน(.อารันต์ พัฒโนทัย:2550-16)"

จะเห็นได้ว่าจากกรณีตัวอย่างน้องต้นข้าว เธอถือเป็นเด็กที่มีความอัจฉริยะอีกคนหนึ่ง ถูกเลี้ยงด้วยความรักจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนัก แต่เป็นครอบครัวที่อบอุ่น เธอเป็นเด็กที่มีความน่ารักในตนเอง อย่างสมวัย ถึงแม้ว่าเธอจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เราทุกคนยังคงปราบปลื้มตัวเธอทุกครั้งที่ได้เห็นภาพในอดีตของเธอ ซึ่งสามารถสร้างรอยยิ้มให้สดใสขึ้นมาอีกครั้ง

เอกสารอ้างอิง

กระปุกดอทคอม. (2554). อาลัย น้องต้นข้าว เจ้าหญิงตัวน้อยกลางป่าใหญ่. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2557,

จาก http://hilight.kapook.com/view/55638

Montffort College Primary Section. การเรียนรู้โดยลงมือทำ. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2557, จาก

http://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-bin/mcp/main_php/print_informed.php?id_count_inform=17108

ปราณี ภูวนาถ. (2557). ทฤษฎีความสามารถของตนเอง (Self Efficacy Theory). ใหญ่. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2557, จาก https://www.gotoknow.org/posts/74455

สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2548-2550). การขยายผลสู่สาธารณะ เรื่อง การพัฒนาแหล่งน้ำ ดิน ป่า และเกษตร ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพฯ. เปเปอร์เมท (ประเทศไทย) จำกัด

อารันต์ พัฒโนทัย. (2550,ธันวาคม). งานวิจัยพื้นฐานกับการพัฒนาการเกษตรของประเทศตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. ใน งานวิจัยพื้นฐานฐานรากของการพัฒนาประเทศตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. หน้าที่16.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิชาจิตวิทยาศาสตร์



ความเห็น (0)