วันนี้เป็นวันเสาร์ 20 ธ.ค.57 อาการปวดแผลผ่าตัดดีขึ้น เช้าเจาะเลือดไปตรวจ คาดได้ว่าสัปดาห์หน้าถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ (ไปกว่านี้) คงจะได้กลับบ้าน ผมนอน ร.พ. มานานเกือบเดือน ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ที่มากที่สุดคือ "เรียนรู้ทุกข์" ทุกข์ที่พอสรุปได้มีดังนี้

ทุกข์กาย: เริ่มตั้งแต่แผลผ่าตัด เพิ่งรู้ว่า หลังผ่าตัด สิ่งที่ทรมานที่สุดคือ การอุจจาระ ถ้าเบ่งจะเจ็บเหมือนมีดกรีดแผล ดังนั้น ต้องรอมันไหลออกมาเองโดยไม่เบ่ง พอน้องหมอจ่ายยาระบาย ปัญหาที่ตามมาคือ อึแทบราด เพราะเมื่อ เจ็บแผลผ่าตัดทำให้การเคลื่อนไหวไม่เร็วพอ ผมเลยไม่ยอมกินยาระบายอีกเลย แต่พยายามขยับตัวมากขึ้น

คุณจะพลิกตัวลำบากมากโดยเฉพาะวันแรกๆ ผลที่ตามมา ก้นเริ่มด้านเหมือนมีแผลกดทับ ผมคิดในใจว่า "นี่ขนาดอายุเราไม่มาก ยังขนาดนี้"

ผมจะลงไปทำธุระเรื่องเบิกจ่ายตรง เพราะลงต้องมาที่นี่อีกเป็นปี เดินไปไม่บอกพยาบาล ward ได้เห็นความแออัดและทุกข์ของผู้ป่วยและญาติเป็นจำนวนมากมีความแออัด การรอคอยด้วยความหวัง ปกติผมเป็นหมอก็จะเดินผ่านไปเฉยๆ แต่เมื่อผมเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมทุกข์ เริ่มเข้าใจความลำบาก และเริ่มรู้ว่า "ตลอดปีหน้าเราคงลำบากไม่น้อย" ผมไปไม่ทันเวลาทำเบิกจ่ายตรง เพราะผมเดินช้ากว่าเดิมมาก คลำ pulse ขึ้นไป 130 ครั้ง/นาที การนอน ร.พ. นานทำลายสุขภาพไม่น้อยจริงๆ แม้เราจะมาซ่อมสุขภาพก็ตาม ผมกลับถึง ward พยาบาลถามว่าไปไหนมา คุณพยาบาลบอกว่า "คราวหลังต้องบอกคุณพยาบาลจะได้ให้รถเข็นนั่งไปส่ง" ในวันต่อมา คนเข็นเปลพาผมไปทำจ่ายตรง คนเข็นเปลเล่าให้ฟังว่า เขาเข็นไปๆมาๆ 20 คนแล้ว (แค่ช่วงเช้า) พอเสร็จธุระ เขาส่งผมที่ ward ผมไหว้น้องเขา 1 ครั้ง น้องดูงงๆ คงสงสัยว่าผมไหว้ทำไม.....ผมรู้สึกจากใจว่า คนเล็กๆ เหล่านี้ทำประโยชน์ไม่น้อยกว่าแพทย์พยาบาลเลย ถ้าให้ผมเดินอีกรอบอาจเดินไม่ไหว ทุกข์ทางกายเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

ผมได้เรียน empathy ได้อย่างเข้าถึงที่สุดเลยกับ course "อบรมเข้าใจผู้ป่วยผ่านประสบการณ์ตรง" นอน ร.พ.ครั้งนี้ไม่เสียหลายเลย ผมเฝ้าคิดว่า คนที่ต้องลำบากมาจนถึง รพ ศิริราช ส่วนใหญ่มักป่วยรุนแรงจนเกินความสามารถ ร.พ.ขนาดใหญ่อื่นๆ

ผมคิดทบทวนว่า ร.พ.วังเจ้า ร.พ.เล็กๆ ที่ผมบริหารอยู่ จะทำอย่างไรให้คนไข้ไม่ป่วยหนักจนมาถึงศิริราช ทำอย่างไรให้ ร.พ.เล็กๆ แห่งนี้ร่วมมือกับทีมสุขภาพอำเภอ ป้องกันการเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นให้ได้