การเตรียมความพร้อมบุตรหลานของเราให้เข้าใจทักษะชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเงินทอง จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญแก่พวกเขาให้รู้จักวางแผนทางการเงิน สร้างเสริมพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวัง และนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินให้แก่เขาได้ในระยะยาว การพูดคุยกับบุตรหลานเรื่องเกี่ยวกับเงินทอง ไม่จำเป็นต้องรอเวลาไปจนกระทั่งเขาเริ่มเติบโต บทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ปกครองและบุตรหลานเกี่ยวกับการใช้เงินเริ่มได้ตั้งแต่วัยที่เขาเริ่มเข้าใจการสื่อสารด้วยคำพูด วัย 3-5 ขวบ ไปจนถึงวัย 18+ ที่เขาพร้อมจะตัดสินใจทางเลือกในชีวิตของเขาด้วยตนเอง

วัย 3-5 ขวบ

บทเรียนหลัก : การรู้จัก 'รอ'

เด็กในวัยนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับการตอบสนองความต้องการในทันที เพราะเริ่มเข้าใจเรื่องของเงื่อนไขบ้างแล้ว การสร้างเงื่อนไขให้เขาได้เรียนรู้ว่า หากเขาต้องการอะไร เขาอาจจะรอจนกว่าจะมีความพร้อมเพียงพอที่จะได้สิ่งนั้นมา ประยุกต์กับการใช้จ่าย เด็กในวัยนี้ควรได้รับการปลูกฝังว่า หากเขาต้องการอะไร เขาควรมีส่วนร่วมในการออมเงินหรือเก็บสะสมรางวัลให้เพียงพอ เพื่อแลกกับสิ่งที่เขาต้องการ การจัดกิจกรรม "ดาวแห่งการทำความดี" ให้เด็กได้สะสมดาวไว้เพื่อแลกของรางวัลที่ต้องการ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ และปลูกฝังให้เขาเข้าใจว่า เขาไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่างที่เขาต้องการในทันที เขาควรจะรู้จักการยับยั้งชั่งใจจนกว่าจะมีความพร้อมที่จะได้สิ่งนั้น นอกจากนั้น การพูดคุยกับเด็กให้เข้าใจเกี่ยวกับการซื้อของ จะมีส่วนช่วยให้เด็กเข้าใจหลักการในเรื่องนี้ได้มากขึ้น เช่น เมื่อเราไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า ควรบอกเด็กว่าวันนี้เราจะมาเพื่อซื้อหาอะไร หากเขามีความต้องการอะไรที่นอกเหนือจากที่เรามีเป้าหมายไว้ในตอนแรก ผู้ปกครองควรสื่อสารให้ชัดเจนว่า เราไม่ได้มาห้างสรรพสินค้าในครั้งนี้ เพื่อซื้อของให้แก่เขา แต่เมื่อถึงเวลาที่จะมาซื้อของให้เขาก็จะเป็นเวลาของเขา แล้วในที่สุด เด็กจะเริ่มเรียนรู้ว่า การมาซื้อของทุกครั้ง ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องได้ของกลับไปด้วย

การสอนให้เขารู้จักหลักของ "การออม" "การใช้จ่าย" และ "การแบ่งปัน" สามารถเริ่มต้นได้ในวัยนี้ กิจกรรมหนึ่งที่ทำได้ คือ จัดกระปุกใส่เงินไว้ 3 ส่วน ส่วนหนึ่ง คือ เพื่อการออม ส่วนหนึ่ง เพื่อการใช้จ่ายในสิ่งที่เขาต้องการ และ ส่วนที่สาม คือ การแบ่งปัน เมื่อเด็กได้เงินมาให้แบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน และหากเขามีความต้องการใช้เพื่อการซื้อหาสิ่งใด ให้นำเงินออกมาจากกระปุกตามวัตถุประสงค์นั้น

การกำหนดเป้าหมายทางการเงิน อาจเริ่มต้นในวัยนี้ ด้วยการพูดคุยกับเด็กว่าต้องการเป้าหมายเงินออมเท่าไร และช่วยเด็กนับเงินและพูดคุย ให้กำลังใจ ในการไปสู่เป้าหมายทางการเงินนั้นได้

อายุ 6-10 ขวบ

บทเรียนหลัก : การกำหนดทางเลือกในการใช้จ่าย

เด็กในวัยนี้สามารถเข้าใจได้ว่า เงินใช้แล้วหมดไป ดังนั้น เขาควรได้รับการปลูกฝังถึงการตัดสินใจบนทางเลือกของ "ความจำเป็น" "ความต้องการ" และ "ความอยากได้" กิจกรรมการเรียนรู้จากกระปุกทั้งสาม เรื่องการออม การใช้จ่าย และการแบ่งปัน ยังต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการตั้งเป้าหมายทางการเงินอย่างชัดเจน และเริ่มให้เขาได้มีส่วนในการตัดสินใจเลือกซื้อของต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ของใช้ภายในบ้าน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ถึงการเปรียบเทียบว่า มีทางเลือกหลายอย่างในการที่จะจับจ่ายใช้สอย การจัดอันดับสิ่งที่จำเป็น สิ่งที่ต้องการ และสิ่งที่ไม่มีความสำคัญแต่เป็นของที่อยากได้ เป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังให้เขาเข้าใจตั้งแต่ในวัยนี้ การพูดคุยเด็กให้เข้าใจถึงการตัดสินใจทางการเงิน เช่น การตัดสินเลือกซื้อระหว่างของยี่ห้อหนึ่งกับอีกยี่ห้อหนึ่งมีเหตุผลเพราะอะไร การซื้อของจำนวนมากเพียงเพื่อต้องการของแถม หรือซื้อเพื่อให้พอใช้มีหลักคิดในการตัดสินใจอย่างไร การถามถึงความต้องการจริง ๆ ในการซื้อของชิ้นหนึ่งเปรียบเทียบกับการเก็บเงินไว้ซื้อของอื่นที่อยากได้มากกว่า หรือเอาไว้ซื้อขนมอย่างอื่นที่ให้ประโยชน์มากกว่าจะดีกว่าหรือไม่ บทสนทนาเหล่านี้จะช่วยให้เด็กได้คิดถึงความจำเป็น และแยกแยะได้ระหว่างความจำเป็น ความต้องการ และแค่เพียงอยากได้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการมีพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังในอนาคต นอกจากนั้น เด็กในวัยนี้ผู้ปกครองสามารถวางรากฐานเรื่องการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างง่ายเป็นพื้นฐาน เช่น ให้เขาจดบันทึกว่าค่าขนมในแต่ละวัน เขาใช้จ่ายไปกับเรื่องอะไรบ้าง และเหลือเงินออมกลับมาเท่าไร ซึ่งการทำบัญชีอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เด็กเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง ผู้ปกครองควรเสริมด้วยการให้คำแนะนำถึงพฤติกรรมลักษณะใดสะท้อนถึงการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย และหากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นได้เงินที่ประหยัดได้จะกลายเป็นเงินออมที่เพิ่มขึ้นได้

อายุ 11-13 ปี

บทเรียนหลัก : "หลักการทำงานของดอกเบี้ยทบต้น" และ "ออมก่อน รวยกว่า"

ในวัยนี้ผู้ปกครองควรให้แนวคิดเกี่ยวกับการออมระยะยาวเพิ่มมากขึ้น กำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน และให้เด็กได้มีส่วนในการออมอย่างสม่ำเสมอจากเงินค่าขนมหรือเงินที่เขาสามารถหาได้จากการทำกิจกรรมเล็กๆ น้อย หรือ เงินที่ได้ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ และชี้ให้เด็กเห็นประโยชน์ของการออมว่า หากเราเริ่มออมเงินได้เร็ว เราจะสามารถได้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยจากการทบต้นที่เพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลา เด็กในวัยนี้สามารถเพิ่มความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนได้ระดับหนึ่งว่า การลงทุนมีทางเลือกที่หลากหลาย และหากเราเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สอดคล้องกับระดับการยอมรับความเสี่ยงของเราได้ เราจะมีโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปกติ ผู้ปกครองควรให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการวางแผนทางการเงินของเขาเอง รวมถึงการตัดสินใจลงทุนเงินออมของเขาโดยมีผู้ปกครองเป็นผู้ให้คำแนะนำ และต้องให้เขาได้รับรู้ถึงการเติบโตเงินออมของเขาอย่างสม่ำเสมอ

อายุ 14-18 ปี

บทเรียนหลัก : ตัดสินใจเรื่องอนาคต และต้นทุนที่จะต้องใช้

เมื่อเข้าสู่วัยนี้ เด็กๆ เริ่มจะต้องมองอนาคตข้างหน้าว่าจะเดินไปอย่างไร มีการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนในระดับอุดมศึกษา ดังนั้น การวางแผนเรื่องการศึกษาควรต้องมีการพูดคุยกับเด็กอย่างใกล้ชิดว่า จะต้องเตรียมการอย่างไร การให้เด็กได้มีส่วนร่วมคิดถึงอนาคตของเขาเอง และรับรู้ว่าผู้ปกครองจะสนับสนุนอย่างไร เขาจะได้คิดถึงความคุ้มค่าในการเลือกทางเลือกที่เขาต้องการนั้น และมองเห็นอนาคตที่เขาต้องการจะเป็นมากขึ้น การวางแผนการศึกษาของเด็กจะเกี่ยวข้องกับการเงินที่ผู้ปกครองจะต้องจัดเตรียมไว้ ดังนั้น การร่วมกันวางแผนอนาคตของเด็กในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้เขามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังด้วย

ในต่างประเทศเด็กๆ ในวัยนี้อาจมีส่วนช่วยคิดในเรื่องของทุนการศึกษา หรือการหางานทำนอกเวลา เพื่อช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียน แต่สำหรับในประเทศไทย แนวคิดในเรื่องนี้อาจยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก เพราะส่วนมากผู้ปกครองจะเป็นผู้ดูแลให้เด็กทั้งหมด โดยยังเห็นว่าเด็กมีหน้าที่เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเด็กได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและวางแผนด้วยแล้ว จะทำให้เขาเข้าใจถึงภาระที่ผู้ปกครองจะต้องรับผิดชอบ และเริ่มเข้าใจเรื่องคุณค่าของเงินมากขึ้นได้

อายุ 18+

บทเรียนหลัก : ภาระหนี้ บัตรเครดิต และภาระทางการเงินในอนาคต

เด็กในวัยนี้จะมีความเสี่ยงในการจับจ่ายใช้สอยเกินตัวอยู่มาก การปลูกฝังเรื่องคุณค่าของเงินในช่วงวัยเด็กที่ผ่านมาจะเริ่มสะท้อนให้เห็นผลมากขึ้นในวัยนี้ว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันมากเพียงพอหรือไม่ การเสริมความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการเป็นหนี้ โทษของการเล่นการพนัน การชี้ให้เห็นถึงภาระทางการเงินในอนาคตที่เขาจะต้องเผชิญด้วยตนเอง โดยให้เขาได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ภาระทางการเงินของครอบครัวมากขึ้นว่าเป็นอย่างไร มีมากน้อยเพียงใด และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการออมเพื่อเตรียมการสำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และในภาวะที่ผู้ปกครองจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุและจะมีความสามารถในการหารายได้น้อยลง ซึ่งภาระเหล่านี้ควรถูกสะท้อนให้เด็กได้คำนึงถึงแต่เนิ่น ๆ เพื่อเขาจะได้มองเห็นอนาคตและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า นอกจากนั้น ผู้ปกครอง ควรเสริมความรู้ในเรื่องของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อให้เข้าใจว่า แม้บัตรเครดิตจะเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็เป็นความเสี่ยงของการใช้เงินเกินตัว และจะนำไปสู่ภาระหนี้ที่หลุดพ้นได้ยาก การให้ความรู้เกี่ยวกับการเป็นอย่างไรจึงจะไม่เป็นภาระมากนักและอยู่ในระดับที่เรียกว่าพอเพียง

อย่างไรก็ดี การจะให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้แก่เด็ก ผู้ปกครองจะต้องมีความรู้ความเข้าใจและมีพฤติกรรมที่ถูกทางในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือ เมื่อผู้ปกครองไม่มีความเข้าใจเพียงพอก็อาจจะไม่สามารถชี้แนวทางที่ควรจะเป็นให้แก่เด็กได้ จึงต้องเร่งหาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองและครอบครัว เป็นต้นแบบที่ดีในการใช้ชีวิตให้แก่บุตรหลาน เพื่อว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้นไปในอนาคตจะได้มีทักษะทางการเงินอย่างถูกต้อง และเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศของเราต่อไปในระยะยาวได้


ที่ีมา โดยผู้เขียน เผยแพร่ครั้งแรกบน www.faceboook.com/finance.sufficiency