ใช้มะเดื่อป่าเป็นตัวช่วยเบื้องต้นจะเหมาะมั๊ย

มะเดื่อป่าคายระเหยน้ำในแต่ละวันน้อยกว่า ดูดซับน้ำฝนลงไปเติมในดินในแต่ละครั้งน้อยกว่ายอป่า ดินใต้ต้นมะเดื่อจะอิ่มน้ำเร็วกว่าดินใต้ร่มยอป่า หน้าฝนดินแถวใต้ต้นมะเดื่อจะมีออกซิเจนน้อยกว่าหน้าแล้ง อย่างนี้หากต้องการไม้ที่สร้างเรือนยอดเร็ว เพื่อเพิ่มร่มเงา และช่วยยึดดิน มะเดื่อป่าก็เหมาะกว่ายอป่า ถ้าคิดจะเลือกปลูกมะเดื่อป่าเพิ่ม หน้าฝนต้องระวังดินอิ่มน้ำทำให้รากเน่า หน้าแล้งระวังลมทำให้สูญเสียน้ำ ต้นอ่อนเหี่ยวเฉาตาย

ต้นไม้ใช้การคายระเหยน้ำรักษาอุณหภูมิตัว และน้ำที่รากดูดไปใช้มีปริมาณเพียงเล็กน้อย เมื่อไรสูญเสียน้ำมากกว่าการดูดน้ำ ต้นไม้จะชะงักการเจริญเติบโต ต้นไม้ใดโตช้าหมายความว่าตลอดเวลามันทำงานหนักกับการจัดสมดุลน้ำที่สูญเสียกับน้ำที่รากดูดขึ้นมา

ยอป่าโตช้ากว่ามะเดื่อป่าหลายขุม แปลว่าในพื้นที่นี้มะเดื่อป่าเป็นไม้โตเร็วกว่ายอละ ที่ยอป่า โตช้าๆก็เพื่อให้เวลาตัวเองในการจัดสมดุลน้ำที่สูญเสียให้ทันกับปริมาณน้ำ ที่รากดูดขึ้นมาใช้ในแต่ละช่วงเวลาซินะ เข้าใจแล้วว่าธรรมชาติใช้เคล็ดลับอะไรคัดเลือกให้มะเดื่อป่าและยอป่ารอดอยู่ ให้เห็น

เขาว่าการเสียน้ำใต้ดินในโลกเกิดจากการคายน้ำระเหยจากใบและต้นของต้นไม้ น้ำที่ระเหยกลายเป็นไอน้ำในอากาศจำนวนมากเติมความชื้นในอากาศ เมื่ออุณหภูมิลดลง ไอน้ำก็กลั่นตัวเป็นหยดน้ำเกิดเป็นเมฆจำนวนมาก แล้วจึงตกลงมาเป็นฝนวนเวียนกันไป ที่ไหนมีต้นไม้หนาแน่น ตรงนั้นก็มีเมฆปกคลุมมากและมีฝนตกมากกว่า

ดินตรงที่มีหญ้าและพืชล้มลุกตระกูลถั่วงอกเด่นกว่าพืชอื่นๆ มีรากแทรกตัวอยู่หนาแน่นในดินทั้งแนวนอนและแนวลึกขึ้นกับชนิดหญ้า ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย มีความชื้นในดินเพิ่มเมื่อฝนตก มีก๊าซ ออกซิเจนมากพอต่อการหายใจของหญ้าเอง การแทรกตัวลงไปในทางลึกก็เพื่อหาน้ำจากดินที่อยู่ลึกลงไป พืชล้มลุกต้นเล็กหยั่งรากลงไปแค่เพียง ๑๐-๓๐ เซนติเมตรก็หาน้ำจากดินได้แล้ว

ฝนที่ตกลงมาซึมลงดิน ช่องว่างระหว่างเม็ดดินดูดซับไว้ ถ้าซึมแทรกไปถึงในชั้นหินหรือชั้นรูพรุนได้อีกก็ซึมลงไปสะสมอยู่ ถ้าฝนตกหนักในเวลาสั้นๆ ดินก็ดูดซับน้ำไว้ได้หมด

น้ำที่ดูดซับไว้ระหว่างเม็ดดินมีการไหลไปยังแอ่งน้ำ หนองน้ำ ทะเลสาบ ตามแรงดูดของแรงโน้มถ่วง ถ้าดินลึกพอก็มีน้ำจากใต้ดินซึมเข้ามาแทนที่น้ำที่ระเหยไป ช่องว่างของเม็ดดินที่เคยมีน้ำก็มีอากาศแทรกเข้าไปอยู่แทน ปริมาณอากาศในดินแปรผันกลับกับปริมาณน้ำในดิน เป็นกลไกที่ทำให้น้ำใต้ดินแห้งไป วนเวียนอยู่อย่างนี้ จุลินทรีย์ดินก็เปลี่ยนแปรไปตามสภาพของอากาศและน้ำในดิน มหัศจรรย์จริงๆ

ไม้ยืนต้นหยั่งรากลงไปหาน้ำใต้ดินลึกกว่า ๕-๒๐ เมตร น้ำที่ซึมลงดินซึมลึกได้จนถึงความลึกของราก พืชกลุ่มนี้จึงเป็นยักษ์ใหญ่ดูดน้ำจากใต้ดินขึ้นมาใช้ พร้อมไปกับเป็นผู้ดูดซับน้ำฝนลงมาเติมชดเชยในดิน ความสามารถคายระเหยน้ำออกไปสร้างเมฆจึงเก่งกว่าไม้คลุมดินอย่างหญ้าและพืชตระกูลถั่ว

ดินแถบนี้มีทุ่งหญ้ามากกว่าไม้ยืนต้นอย่างยอป่าและมะเดื่อป่า มีไม้ยืนต้นพันธุ์อื่นๆนับต้นได้ ไม่แปลกใจแล้วที่บ่อยครั้งเมื่อมีเมฆฝนตั้งเค้าทะมึนมาหนาตา ฝนที่ตกลงสู่ดินผืนนี้จึงมีเพียงละอองน้ำฝอยๆ แป๊บเดียวหยุด

เมื่อไรที่เดินๆๆแล้วร้อนจะหาร่มเงาไม้คลายร้อน ก็พบว่าถ้าหลบร้อนใต้ต้นยอป่า มีลมพัดแล้วเย็นสบาย แต่ถ้าเปลี่ยนไปหลบใต้ร่มมะเดื่อป่ากลับไม่เย็นเท่าไร ใต้ร่มเงาไม้นั้นมีน้ำที่ระเหยจากใบและลำต้นของต้นไม้กลายเป็นไอน้ำจำนวนมาก ที่รู้สึกเย็นก็เพราะลมพัดไอน้ำนี้มาปะทะตัว

เรื่องนี้ช่วยบอกว่ามะเดื่อป่าคายระเหยน้ำในแต่ละวันน้อยกว่า ดูดซับน้ำฝนลงไปเติมในดินในแต่ละครั้งน้อยกว่ายอป่า ดินใต้ต้นมะเดื่อจะอิ่มน้ำเร็วกว่าดินใต้ร่มยอป่า หน้าฝนดินแถวใต้ต้นมะเดื่อจะมีออกซิเจนน้อยกว่าหน้าแล้ง

อย่างนี้หากต้องการไม้ที่สร้างเรือนยอดเร็ว เพื่อเพิ่มร่มเงาและช่วยยึดดิน มะเดื่อป่าก็เหมาะกว่ายอป่า ถ้าคิดจะเลือกปลูกมะเดื่อป่าเพิ่ม หน้าฝนต้องระวังดินอิ่มน้ำทำให้รากเน่า หน้าแล้งระวังลมทำให้สูญเสียน้ำทำให้ต้นอ่อนเหี่ยวเฉา มะเดื่อป่าโตเร็วกว่ายอป่า รู้จักพืชเพิ่มอีก ๒ ชนิดแล้ว ดีใจจัง

เกร็ดความรู้ข้างบน ช่วยเพิ่มความเข้าใจต่อภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่อง "เคล็ดลับการหาตาน้ำใต้ดินเพื่อขุดบ่อน้ำ" ซึ่งว่าไว้ว่า ให้หาจอมปลวก ต้นมะเดื่อ หรือไม้ใหญ่ๆที่ไม่ตายในหน้าแล้ง เลือกคว่ำภาชนะบนดินไว้หลายๆจุดตอนเย็นเมื่อหาเจอแล้ว เช้าวันต่อมาให้หงายภาชนะดูเหงื่อเกาะ จุดไหนที่พบภาชนะมีเหงื่อเกาะเยอะที่สุด ขุดตรงนั้นจะเจอตาน้ำ ได้บ่อน้ำ ทึ่งจริงๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนรู้โลกกว้าง



ความเห็น (4)

ขอบพระคุณมากเลยครับคุณหมอ

..

คุณหมอสบายดีนะครับ

ด้วยความระลึกถึงครับ

ดีใจที่แวะมาคุยกันค่ะคุณ แสงแห่งความดี...

ไม่เจอกันนานเลยค่ะ

ชอบใจกับการใฝ่เรียนรู้ธรรมของคุณมากมาย ขอบคุณในการแบ่งปันเช่นกันค่ะ

เขียนเมื่อ 

ดีจัง

เขียนเมื่อ 

ทีป่า อภัยทาน มีมะเดื่อ ที่นกพามา ขึ้นมากๆ..ค่ะ..