ก่อนตาลโตลดต้นสุดท้าย ที่บ้านไร่กร่าง จะถูกโค่น


ประโยชน์จากต้นตาลมีมาก ถ้าคนรุ่นหลังไม่อนุรักษ์หรือสืบต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นก็จะสูญหาย น้ำตาลโตนดที่มีรสชาติหวานหอมแตกต่างจากน้ำตาลประเภทอื่นก็จะไม่มีให้บริโภค เอกลักษณ์ท้องถิ่นก็จะหายไป จึงชักชวนให้คนในชุมชนช่วยกันดูแลต้นตาลโตนดที่มีอยู่ และปลูกเสริมทดแทนต้นเก่าที่ไม่ให้ผลผลิตให้เกิดความต่อเนื่อง เพราะแต่ละต้นต้องใช้เวลา 15 ปีกว่าจะให้ผลผลิตน้ำตาลได้

เพชรบุรีนอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพระ เพราะมีวัดวาอารามตั้งอยู่จำนวนมาก และเป็นเมืองแห่งขนมหวานแล้ว ที่พบเห็นมากกว่าที่อื่นก็คือต้นตาลโตนด จนกลายเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ให้เป็นที่รู้จักกันดียิ่งขึ้น และจากต้นตาลโตนดเพียงต้นเดียว คนเมืองเพชรสามารถแปรรูปให้เกิดผลิตภัณฑ์ของกินของใช้ได้อย่างหลากหลาย

ปัจจุบันจำนวนต้นตาลโตนดในจังหวัดเพชรบุรีเริ่มลดลง เนื่องจากต้นตาลมีอายุมากไม่ให้ผลผลิตจึงถูกโค่นเพื่อนำไม้ตาลไปแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ และพื้นที่ที่เคยปลูกตาลโตนดถูกนำไปเพาะปลูกพืชอย่างอื่น การปลูกเสริมมีน้อย ที่พบเห็นมากที่สุดมีอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านลาด โดยเฉพาะที่บ้านไร่กร่าง ต.ไร่สะท้อน อ.บ้านลาด ซึ่งยังคงดูแลและปลูกต้นตาลเสริม เพื่อผลิตน้ำตาลโตนดออกขายในฤดูที่ว่างเว้นจากการทำนาอยู่เป็นประจำ

หากนับจำนวนต้นตาลโตนดที่มีอยู่ทั้งหมดในพื้นที่หมู่ 5 บ้านไร่กร่าง พบว่าเหลืออยู่กว่า 800 ต้น และมีจำนวนหนาแน่นมากกว่า 100 ต้น บริเวณผืนนาของคุณยายเอื้อ มีนุช วัย 80 ปี และที่นาของลูกหลานเครือญาติ บางต้นอายุมากกว่า 100 ปี มีมาก่อนเจ้าของที่นาจะถือกำเนิดเสียอีก

คุณยายเอื้อเล่าว่าฝึกฝนเรียนรู้วิธีการทำน้ำตาลมาตั้งแต่ยังเด็กจากครอบครัว และเริ่มขึ้นต้นตาลเพื่อทำน้ำตาลตั้งแต่อายุ 40 ปี วันหนึ่งต้องขึ้นไปทำน้ำตาล 10-20 ต้น นับได้ว่าเป็นผู้หญิงที่มีอายุมากที่สุดที่สามารถขึ้นต้นตาลได้ แต่เพิ่งจะหยุดขึ้นตาลเมื่อปีที่ผ่านมาเพราะลูกหลานขอร้องเนื่องจากมีอายุมากแล้ว แต่ก็ยังช่วยดูแลให้คำแนะนำลูกหลานในการสืบต่อการทำน้ำตาลจากตาลโตนดเรื่อยมา

การขึ้นต้นตาลนั้นไม่ใช่จะทำกันได้ทุกคนแม้จะอยู่ในครอบครัวที่มีโรงเคี่ยวน้ำตาล เนื่อจากต้นตาลมีความสูง บางต้นสูงมากว่า 20 เมตร ต้องใช้ความชำนาญในการขึ้น บางคนกลัวความสูง และผู้ที่ขึ้นตาลจะต้องมีความรู้ในการเลือกปาดปลีตาลที่อยู่บนยอดสูง เพื่อให้ได้น้ำตาลลงมาเคี่ยวผลิตเป็นน้ำตาลต่อไป

"เมื่อขึ้นไปบนยอดตาล ดูว่าปลีตาลเป็นของต้นตัวผู้หรือตัวเมีย ถ้าเป็นตัวเมียจะให้น้ำตาลเยอะกว่าและทำง่ายกว่า จับปลีให้รวมกัน 4 ปลีใช้ไม้หนีบที่เตรียมขึ้นไปนวดปลี แล้วแช่ในน้ำในกระบอกตาลไว้ 3 คืน แล้วนำออกปาดปลีตาลดู แล้วใช้กระบอกไม้ไผ่รองไว้รับน้ำตาล ต้องขึ้นไปปาดปลีทุกวัน ตลอดระยะเวลา 4-7 วัน จนกว่าน้ำตาลจะหยุดไหล เมื่อได้น้ำตาลก็นำไปเคี่ยวอยู่หลายชั่วโมงจนได้เป็นน้ำตาลโตนด"

ปัจจุบันบ้านไร่กร่างเหลือครอบครัวที่ทำโรงเคี่ยวน้ำตาลโตนด 11 ครอบครัว จากทั้งสิ้น 388 หลังคาเรือน นับว่ามีปริมาณลดลงจากเดิมและเป็นที่หวั่นเกรงว่าคนรุ่นต่อไปจะเลิกทำน้ำตาลจากตาลโตนด จึงทำให้ผู้นำหมู่บ้านอย่างผู้ใหญ่ประสงค์ หอมรื่น แห่งหมู่ที่ 5 บ้านไร่กร่าง ต.ไร่สะท้อน ร่วมกันคิดกับชาวบ้านดำเนินโครงการ "บ้านไร่กร่างน่าอยู่ ร่วมอนุรักษ์ตาลโตนด" โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สืบสานการใช้ประโยชน์จากตาลโตนด การปลูกตาลโตนดเพิ่มขึ้น เพื่อสืบต่อไปยังรุ่นต่อไปให้รู้จักการทำน้ำตาลโตนดอันเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นไม่ให้สูญหายไป

ต้นตาลเพียงต้นเดียวสามารถให้ผลผลิตได้หลายชนิด ตั้งแต่น้ำตาลสด น้ำตาลโตนด ลูกตาลอ่อน หัวตาลจากลูกตาลอ่อนนำไปต้มสำหรับกินกับน้ำพริก หรือทำยำโตนด ลูกสุกเอาไปทำขนมตาล จาวตาลที่เกิดในลูกตาลที่แก่ก็สามารถนำไปเชื่อเป็นของหวาน ใบตาลใช้สำหรับงานจักสาน เป็นปลาตะเพียนบ้าง รูปสัตว์อื่นบ้าง หรือใช้ห่อขนมตาล บางครั้งก็นำมาเรียงเป็นตับใช้สำหรับมุงหลังคา ส่วนลำต้นที่แก่สามารถเจาะทำเป็นเรือตาล เฟอร์นิเจอร์ไม้ตาล ถาด กล่อง สาก ของใช้ของไม้ขนาดเล็กๆได้หลายชนิด นับว่าเป็นไม้ที่มีประโยชน์อย่างมาก

"เราเห็นว่าบ้านไร่กร่างของเราเหลือบ้านที่ทำน้ำตาลกันแค่ 11 เตา คนที่ขึ้นตาลได้ก็เหลือแค่ 11 คน การทำน้ำตาลเป็นอาชีพของบรรพบุรุษดั้งเดิม หากไม่มีใครมาสืบต่อก็จะหายไป เยาวชนรุ่นหลังก็ไม่รู้ทั้งๆที่มันมีในหมู่บ้านของเรา ก็เลยคิดกันในคณะกรรมการหมู่บ้านก่อน แล้วก็รวมกลุ่มกัน ผู้ใหญ่แม่บ้านก็มาทำอาหารจากตาล เช่น ยำหัวตาลซึ่งเป็นอาหารไทยโบราณหารับประทานได้ยาก และของหวานต่างๆ เช่น แกงบวชตาล ขนมตาล ขนมตาลโตนดทอด ลูกตาลเชื่อมน้ำตาล ในช่วงเทศกาลงานบุญ แล้วก็ให้เด็กๆเข้ามาช่วยเป็นลูกมือเรียนรู้ไปด้วย ตอนนี้ในกลุ่มก็ 40-50 คนได้"

การทำน้ำตาลจากตาลโตนดของบ้านไร่กร่างนั้นจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษจิกายนถึงประมาณเดือนเมษายนของปีถัดไป ซึ่งเป็นช่วงที่ให้น้ำตาลมากกว่าและตรงกับช่วงว่างเว้นฤดูทำนา ขณะเดียวกันก็จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ตาลโตนดบริเวณโรงเคี่ยวน้ำตาล ในพื้นที่ป่าตาลของครอบครัวยายเอื้อ เปิดให้เยาวชนและผู้ต้องการเรียนรู้เรื่องการทำน้ำตาลโตนดเข้ามาศึกษา ซึ่งภายหลังกลายเป็นที่สนใจของค่ายวิทยาศาสตร์เยาวชนจากโรงเรียนต่างๆในจังหวัดเพชรบุรี

ผู้นำชุมชนไร่กร่างย้ำว่าประโยชน์จากต้นตาลมีมาก ถ้าคนรุ่นหลังไม่อนุรักษ์หรือสืบต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นก็จะสูญหาย น้ำตาลโตนดที่มีรสชาติหวานหอมแตกต่างจากน้ำตาลประเภทอื่นก็จะไม่มีให้บริโภค เอกลักษณ์ท้องถิ่นก็จะหายไป จึงชักชวนให้คนในชุมชนช่วยกันดูแลต้นตาลโตนดที่มีอยู่ และปลูกเสริมทดแทนต้นเก่าที่ไม่ให้ผลผลิตให้เกิดความต่อเนื่อง เพราะแต่ละต้นต้องใช้เวลา 15 ปีกว่าจะให้ผลผลิตน้ำตาลได้

"คนที่กินน้ำตาลโตนดแท้จะรู้เลยว่ารสชาติหวานแตกต่างจากน้ำตาลมะพร้าว และที่นี่เราไม่เอาน้ำตาลอย่างอื่นมาปลอมปน ตอนนี้คนที่ทำน้ำตาลเป็นเหลือไม่กี่บ้านต้องหาคนสืบทอด ส่วนใครที่มีต้นตาลในพื้นที่ก็ขอกันว่าอย่าตัด ต้นที่แก่แล้วสูงเกิน30 เมตรก็ปล่อยให้ยืนต้นตายก่อนแล้วค่อยตัด ทุกวันแม่ของทุกปีเราก็จะชักชวนคนในหมู่บ้านมาช่วยกันปลูกเสริม ถ้าใช้อย่างเดียวไม่ปลูกเพิ่มก็จะหมดไปเหมือนกัน"

การทำน้ำตาลโตนดจึงนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวไร่กร่างที่ยังมีลมหายใจอยู่

หมายเลขบันทึก: 581533เขียนเมื่อ 2 ธันวาคม 2014 17:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 ธันวาคม 2014 17:29 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี