"อัตตานาจาร"?

ภาพจาก glitter.mthai.com


ผู้คนของกรุงเทพฯ ตอนนี้ ไม่ว่าอยู่ในอากัปกริยาใด ดูเหมือนจะมีโลกส่วนตัวไปหมด สายตาจับจ้องมองจอเล็กๆ แบนๆ ที่มีภาพเคลื่อนไหว มีข้อความ สี แสง เสียง โดยเฉพาะบนรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ แม้แต่กิน พูดคุย หรือฟังคนอื่น ฯ กิจกรรมเหล่านี้ก็ผสมปนเปกันไปด้วยเสมอ ราวกับว่า มันคืออวัยวะของร่างกายไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นการเติมเต็มให้ชีวิตได้ลิ้มรสในฐานะคนยุคใหม่ แต่อีกฐานะหนึ่งเรากำลังถูกรุกด้วยเครื่องมือสื่อสาร (สื่อสาย) เหล่านี้ได้อย่างศิโรราบหรือโดยดุษฎีหรือไม่

นี่คือ นวัตกรรมใหม่ของมนุษย์ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตยุคใหม่กระนั้นหรือ มันกำลังลุกลามไปทั่วชนบท ที่ผู้คนห่างไกลเมืองต่างแสวงหา เพื่อสะท้อนตนเองว่า "ทันสมัย" (in trendy) ไม่ว่าคนชรา เด็กเล็ก ก็สามารถใช้ได้ ครอบครองได้ เรามองเห็นประโยชน์แต่เพียงว่ามันช่วยให้สื่อสาร (ตามเจตนารมณ์ -เจตน +อารมณ์) ของเราเท่านั้นหรือไม่ และผู้ผลิตย่อมล่วงรู้ไปถึงก้นบึ้งของความต้องการผู้ใช้อย่างทั่วถึง จึงยากที่ใครจะปฏิเสธเครื่องมือสื่อสาย (สาร) นี้ได้

ผู้เขียนอยากรู้เหมือนกันว่า มีใครบ้างที่ปฏิเสธเครื่องมือนี้อย่างสิ้นเชิง และอยากรู้เช่นกันว่า ใครมีอุปกรณ์เหล่านี้มากกว่า ๓ เครื่อง แล้วนำเอาสองคนนี้มาพูดคุยว่า มันต่างกันอย่างไร มันเป็นอย่างไร ระหว่างการขาดสื่อกับไม่รับรู้สื่อใดๆ นี่เป็นไปไม่ได้ในสังคมยุคนี้ที่จะบอกว่า ของดี มีค่า น่าใช้ก็ใช้ไปเถอะ และอีกอย่าง สิทธิของผู้บริโภคมีอิสระในตัวเองแค่ไหน หรือถูกกระแสสังคมข่มใจ จนอยู่ในโอวาทของมันแล้ว

สิ่งที่น่าคิดต่อมาคือ สิทธิในการครองสื่อเหล่านี้ ผู้ใช้(โดยเฉพาะเยาวชนหรือคนด้อยในสังคม) จะรู้วิธีการสื่อสารหรือวิธีการใช้ภาษา หรือการยับยั้ง แยกแยะข้อความสื่อหรือภาพสื่อนั้นๆ ได้ขนาดไหน เมื่อเขาใช้คำว่า สิทธิและเสรีภาพ นั่นพอหรือไม่ เขาใช้มันจนฟุ่มเฟือยหรือพร่ำเพรื่อหรือไม่ และที่สุดเขาจะยับยั้งชั่งใจได้ไหมว่า อารมณ์กับความสนุก และความอยากจะแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ทางสื่อออนไลน์นั้นอย่างรอบคอบได้ เราก็เคยเห็นกันมาแล้วหลายรายที่แพร่ออกไปแล้ว ต้องมาขอโทษหรือไม่สบายใจภายหลังหรืออาจเป็นภาพที่ทำให้ทุกข์ใจตลอดชีวิตก็ได้

แน่นอนว่า สื่อนั้นเป็นเพียงเครื่องมือสื่อที่ถ่ายทอดความรู้สึกของเราออกมาจากใจ ความรู้สึกและกิจกรรมประจำวัน ในตัวมันเองเป็นสื่อกลาง ภาพหรือหน้าตาของมันกลับสะท้อนออกมาจากผู้คน เพราะเราแต่งแต้มสื่อสาร ในข้อความ เสียง อากัปกริยา สีหน้า ท่าทาง จนมันกลายเป็นทั้งหมดของผู้สื่อ เมื่อผู้ชม ผู้ดู ไม่มีข้อมูลเบื้องหลัง จึงเชื่อและแสดงออกตอบโต้หรือคอมเม้นต์ไปต่างๆ นานา ตามสิทธิของตนในการสื่อตอบโต้หรือสื่อสารออกมาเช่นกัน

ในทางกลับกัน เราก็ใช้สื่อไปกับกิจกรรมชีวิตอย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และเงินทอง ซึ่งเราถือว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่เราสนใจมากกว่านี้คือ มันใช้ทำอะไรได้อีก นอกจากถ่ายรูป บันทึก พูดคุย ฟังวิทยุ ดูคลิป ซื้อของ การเรียน การโอนธุรกรรม ฯ ที่เราต้องการมากกว่านี้คือ ประสิทธิภาพ ลูกเล่น รองรับแอพฯใหม่ๆ สวย ทันสมัย จุข้อมูลเยอะ ฯ เป็นเรื่องที่ไร้ความสิ้นสุดของความต้องการของมนุษย์อุจจาระเหม็นจริงๆ (สำนวนอ.เฉลิมชัย)

ปรากฏการณ์ใหม่ของผู้คนยุคนี้คือ สามารถทำให้โด่งดังไปชั่วข้ามวัน ข้ามคืน การหาข่าวของนักข่าวก็ง่ายขึ้น ไม่ต้องลงไปหาแหล่ง แค่คอยจับเอาคลิปดังที่ไลก์กันเยอะๆ ก็พอ คนดังหาข่าวง่าย ดูเหมือนว่า ทุกคน (ที่มีมือถือ) ก็สามารถเป็นนักข่าวรายงานข่าวคลิปได้ โดยไม่รู้ตัว เพียงแค่ถ่ายคลิปตนเองหรือใครก็ตามที่ทำไม่ดี แล้วมาลงยูทุป ตัวอย่างเหล่านี้คือ ตัวเร่งเร้าให้เหล่าเด็กๆ เยาวชน ที่อยากดัง อยากอวด ก็ถ่ายมั่ง (ภาษานักถ่ายภาพว่า ถ่ายเลอะเทอ คือ ถ่ายมั่ว)

อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับว่า ผู้ผลิตมือถือยุคใหม่ ออกแบบมาเพื่อการนี้ด้วย ต่อไปอาจจะมีแอพหรือโปรแกรมอะไรที่พิสดารอื่นๆ เป็นแน่ เพื่อยั่วน้ำลายคนบริโภค ดังนั้น ความสนุก ความมัน ความสามารถแบบมั่วๆ ที่ไม่ต้องพิถีพิถันของกล้องมือถือนี้คือ จุดเด่นของการเล่นสื่อชนิดนี้ ให้ได้ความนิยม แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหรืออะไรจะตามมาในสังคมไทยในทศวรรษหน้าบ้าง?

จึงขออนุญาตพูดถึงประเด็นนี้ เพื่อร่วมคิดในกระแสสังคม และชี้ปรากฏการณ์ว่า สังคมกำลังเป็นอะไร อยู่อย่างไร เพื่อเสนอภาพในหลายๆ มิติให้เกิดการเรียนรู้เท่าทัน สังคม สื่อสาร จิตใจตนเอง และหลักในการประคับประคองตัวเองว่า จะหลงใหลตามสังคมอย่างไรให้เป็นคุณและจะแย้งย้อนสังคมอย่างไรให้เกิดปัญญาเอาตัวรอดปลอดภัย และจะได้ไม่เสียค่าภาษีของกิเลสตนจนเพลิน---


๑. "สังคมโชเชี่ยว" เป็นคำนิยามของสังคมโลกยุคนี้ ที่กำลังไหลไปตามกระแสบริโภคนิยม ที่ผสมผสานกันระหว่างโลกตนเองและโลกคนอื่น เป็นเสมือนสังคมจอมปลอม เนื่องจากว่า เราอยู่ในที่ไหนก็ตาม ก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้เป็นกลุ่มเป็นก้อนกับพวกหรือคนไม่รู้จักได้ โดยวิธีการแชท ไลน์ เฟส ไอจี ทวิตเตอร์ แคมฟร็อก ยูทุป ฯ แต่เราก็ไม่ได้จับเข่าพูดคุยกัน ด้วยการจับต้องกันได้ เป็นเพียงได้ยิน เห็นผ่านสื่อกลางเท่านั้น มันจึงไม่ได้เป็นจริงทีเดียว

การสื่อเช่นนี้ แม้เราจะสื่อกันทั่วโลกได้แบบเรียลไทม์ แต่กระนั้น มันก็ไม่ได้เป็นจริง เพราะเราจึงไม่ได้เห็นภาพทั้งหมด เช่น ไม่รู้ความรู้สึกแท้ๆ ไม่รู้อาการ กิริยา อากัปต่างๆ ยิ่งกว่านั้น เราไม่อาจชั่งหรือวัดได้คือ ความจริงใจหรือความบริสุทธิ์ใจต่อกัน จึงไม่ต่องใส่ใจเรื่องนี้ นี่คือ สาเหตุที่มาคำว่า หลอกลวง ล่อลวง

หากจะกล่าวตามอริสโตเติ้ลที่บอกว่า "โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์สังคม" (ฺMan is either a political animal (the natural state) or an outcast like a "bird which flies alone" (4thC BC)) คงต้องโยงไปถึงรากเหง้าเหล่ากอของสัตว์โลกทั้งหมดบนโลก เนื่องจากว่า เขา (อริสโตเติ้ล) ศึกษาพฤติกรรมชีวิตของสัตว์ตั้งแต่โครงสรา้ง พฤติกรรม และการถ่ายทอดสู่ลูกหลาน ซึ่งมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้นด้วย สิ่งที่เราต้องการในสังคมนั้น สืบเนื่องมาจาก ความต้องการของแต่ละคน คือ ความปลอดภัย ความอยู่รอด การถ่ายทอด การสื่อสาร ความสำเร็จ ความกลัว เหมือนฝูงสัตว์ที่อยู่ในป่า เหมือนที่อยู่ในทะเล ที่ต้องจับกันเป็นกลุ่มก้อน เพื่อความอยู่รอด เรียกว่า สามัคคี หนีความตาย

อย่างไรก็ตาม การอยู่กันเป็นสังคม เป็นกลุ่มชุมชน จนกลายเป็นเมือง ประเทศและโลก เพื่อความอยู่รอดของปัจเจกบุคคลนั้น แท้จริงแล้ว ก็มีจุดอ่อนในนั้นด้วย ดั่งที่คำบอกว่า ยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งเห็นเป็นเป้าหมายได้ง่าย ที่ศัตรูจะเห็นได้ เพราะไดโนเสาร์ใหญ่เกินกว่าที่ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก จนไม่อาจปรับตัวได้ทัน เพราะเทอะทะ อืดอาด ไม่ทันโลก ส่วนเต่า ขระเข้ ที่อายุยืนยาว เพราะว่า ไม่ต้องแข่งขันกันมากนัก ไม่ต้องเสียพลังงานเกินความจำเป็น ไม่ใช่สัตว์ที่ต้องแข่งขันเป็นนิสัย พวกมันจึงมีอายุยืน ที่สำคัญคือ มันไม่ต้องการสังคมมากนัก มันสามารถอยู่ได้เพียงคู่ผัวตัวเมียเท่านั้น

ส่วนมนุษย์เรากลับดิ้นรน เพื่อหากลุ่ม หาชุมชน หาเพื่อน หาสังคมเป็นหลัก ครั้นพอมาอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน กลับกลายเป็นเครื่องมือให้ผู้อยู่ด้วยกันแสวงหาประโยชน์จากกันและกัน เนื่องจากแต่ละคนมีแรงความต้องการไม่สิ้นสุด และกระตุ้นกันอยู่ตลอดเวลา ใครมีทักษะ มีอำนาจ มีกำลังเหนือกว่าก็ใช้พลังนั้น ข่มขู่เอาหรือใช่กลอุบายหลอกล่อ เอาผลประโยชน์จากกันและกัน จนขาดจิตสำนึก มโนธรรม และความรับผิดชอบร่วมกัน ในความเป็นเอกภาพของมนุษย์ไป ที่สุดก็ไม่มีใครเห็นว่า ใครสำคัญเท่ากู พี่น้อง ญาติ เพื่อนฝูง บริวาร จึงไม่คิดรัก ไม่คิดเมตตา เกื้อกูลกันแบบพี่-น้องหรือแบบพ่อแม่-ลูกหรือแบบพระโพธิสัตว์-สัตว์โลก

ดังนั้น เราจึงเห็นกันเป็นเพียงผู้ส่งเสบียงหรือผู้ให้ผลประโยชน์ตนเองเท่านั้น คนอื่นจะทุกข์ยาก ลำบาก ทรมานแค่ไหน ฉันไม่แคร์ ด้วยเหตุนี้ คำว่า "สังคม" (สัง = ร่วมกัน คม= ไป) เดิมมีนัยทางแบบพึ่งพากัน แต่ปัจจุบัน ความนัยนี้ เป็นการพึ่งพาของผู้ด้อยโอกาสของสังคม (คนจน) ส่วนผู้นำพาหรือผู้มีกำลังกลับใช้เหยื่อล่อปลาให้ติดเบ็ดกันไปหมด

ส่วนหนึ่งเรารู้หรือไม่ว่าสังคมมีคุณมีโทษอย่างไร (การอยู่รวมกันกลุ่มก้อน) ที่ยิ่งไปกว่าคือ เรารู้ทันตัวเอง (กิเลสข้างใน) ที่จะหยุดอยากเหยื่อหรือไม่ ถ้าไม่ทั้งสอง ต้องนึกถึงสุภาษิตไว้่ว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามยถากรรม"


๒. "ผู้ผลิตสื่อ" คือ พ่อค้า ผู้มีกำลังงาน กำลังพล กำลังทรัพย์ แล้วยึดถือสิทธิตามกฏหมายของสังคม เพื่ออ้างว่า ผลิตสื่อ เพื่อประชาชนหรือสังคม เป้าหมายของสื่อคือ แจ้งข่าว บอกเรื่องราวที่เป็นคุณและโทษ บอกให้กระทำ ประพฤติ แสดงออกตามหน้าที่ ตามกฏหมาย วัฒนธรรม มารยาท สิ่งควร สิ่งไม่ควรทำ ฯให้ประชาชน ได้ดำเนินไปตามกรอบของสังคม เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อความสมัคคี และความปลอดภัยของประชาชนเอง

ต่อมาสื่อกลายเป็นองค์กรที่ได้รับสิทธิพิเศษหรือฐานันดรที่เหนือความสามัญชนทั่วไป หมายถึงสื่อสามารถล่วงรู้ ล้วงรู้เอาข้อมูลนั้นๆ มาแจกจ่ายขยายข่าวเป็นเรื่องเป็นราวให้แก่ประชาชนได้ทราบ เพื่อแจ้ง เพื่อโน้มน้าว เพื่อให้แสดง เพื่อให้กระทำ สิ่งใด สิ่งหนึ่งตามนโยบายของรัฐ หรือองค์กรหนึ่ง โดยสื่อเองได้บริหาร จัดการ แผนการ อย่างเป็นระบบด้วยกลุ่มของสื่อมวลชนเอง ซึ่งมีกรอบการทำงานที่เรียกว่า จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อเป็นกฏหรือหลักการทำงาน

นั่นฟังดูเหมือนเป็นสิ่งดี มีหลักการ แต่เวลานานไป หลักการก็กลายเป็นหลักกู (กลุ่มกู) สื่อจะใช้เครื่องมือสื่ออะไรก็ตามที่ตนต้องการได้ โดยที่ชาวบ้าน ประชาชนถูกยัดเยียดให้เสพข่าว แต่พวกสื่อก็มักอ้างว่า แจ้งให้ประชาชนทราบ ประชาชนเรียกร้อง ต้องการ มีประชาชนที่ไหนไปกำกับสื่อเวลาออกอากาศไหมว่า ต้องแบบนี้หรือแบบนั้น

หลักการสื่อสารประกอบด้วย ผู้ส่งสาร (Sender) เนื้อสาร (Message) ช่องสื่อ (Channel) และผู้รับสาร (Receiver) และอาจมีโต้กลับก็ได้ (Feedback) ปัจจุบันผู้ส่งสารอาจเป็นได้ทั้งหมดคือ ผู้ส่ง เนื้อสาร สื่อกลาง และผู้รับสารด้วย โดยเฉพาะคนในเมือง คนนอกประเทศ ในขณะชนบทกลับได้รับสื่อด้านเดียวเหมือนถูกยัดข่าวให้เสพตลอด เห็นชัดเจนในกรณีกลุ่มการเมืองก่อนหน้านี้ มีสื่อเป็นของตนเองในแต่ละฝ่าย ต่างฝ่ายก็ป้อนข้อมูลของตนให้มวลชน ประชาชนและเพื่อทำลายฐานผู้อื่น ซึ่งถือว่า เป็นผลเสียในแง่เอกภาพของสังคมนั้นๆ

มายุคนี้ ผู้คนมีอิสระในโลกตนเอง และมีเสรีภาพในการพูด การสื่อสาร การกระทำต่อตนเองและสังคม จนขาดความยับยั้งว่า อะไรคือ เนื้อสาร และผู้ส่งมีเจตนาอะไร เป็นประโยชน์ต่อผู้รับสารหรือไม่ ซึ่งต่างกับผู้จบการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ ที่มีพื้นฐานด้านสื่อ ทั้งหลักการและคุณสมบัติของผู้ส่งสาร แต่สำหรับผู้ส่งสารแบบใหม่ ไม่มีพื้นฐานดังกล่าวดีพอ จึงยึดเอาความเป็นอิสระและสิทธิส่วนบุคคลเป็นหลักการใช้สื่อ การถ่ายเทสารออกมา นั่นหมายความว่า เสี่ยงที่จะสื่อแบบไร้เป้าหมาย (สื่อเลี่ยลาด) และมีแนวโน้มที่จะ ใช้อารมณ์ส่วนตัวและความกดดันที่ได้รับเป็นแรงผลักดันให้ผลิตสื่อออกมา นอกจากนี้ กระแสนิยมกดลิเก (Like) ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่กลุ่มนี้อยากสนุก อยากลองเล่นดูบ้างเผื่อดัง จึงถ่ายเองอย่างที่ปราฏตามสื่อต่างๆ

ดังนั้น ผู้ผลิตสื่อ มิได้มีแค่ผู้เป็นสื่อมวลชนนั้นแล้ว แต่มีผู้ส่งสื่อ ส่งสาร อีกมากมาย หลายมิติ ที่เสี่ยงต่อสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ที่ขาดความรอบคอบ ขาดสติ ที่จะยับยั้งว่า อะไรควรไม่ควร มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วทั้งดารา นักร้อง นักกีฬา คนทั่วไป จึงเข้าลักษณะที่ว่า ลงไปก่อน ค่อยถอนคลิป และขอโทษ



ลิงยังเซลฟีตัวเอง ...ผมหล่อมะครับบ

๓. "สื่อตัวเอง (Selfie) หรือระบาย" คือ เป็นการสื่อสารแบบอิสระ ที่ทุกคนมีเครื่องมือและช่องทางเป็นของตนเอง ที่จะถ่ายทอดภาพ เสียง ข้อความ อื่นๆ ได้อย่างอิสระ ในการส่งสาร การสื่อสารแบบนี้ เป็นทั้งแง่ดีและแง่ลบ แต่ดูเหมือนคนยุคใหม่ไม่ค่อยใส่ใจด้านไม่ดีเท่าไหร่ เพราะสังคมบีบคั้นมากเข้า ความกดดัน ความอึดอัด จึงเกิดขึ้นกับทุกคนได้

ทางปลดปล่อยคือ สื่อส่วนตัว (Personal media) เช่น ถ่ายคลิป เล่นเฟส เล่นแคมฟร็อก แล้วเอารูปกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับตนเองลง เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราทะลุสื่อโลกยุคใหม่ ผ่านสื่อเน็ตสากลแล้ว ชั่งน่าภูมิใจจริงๆ ราวกับว่า ตนเองอยู่ในถ้ำ ในเหว ในห้วย ในป่า ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครทราบว่าทำอะไร จึงสื่อสารให้ชาวโลกได้รู้ความเคลื่อนไหวของตนผ่านเน็ตเวิร์กสากล เพื่อให้ผู้คนมาชื่นชมกดลิเกให้

สัตว์โลกนั้น ตามธรรมชาติมีเอกลักษณ์เด่นๆอยู่ ๒ อย่าง คือ ๑) สื่อสารตัวเองให้คนอื่นเห็นและรู้ เพื่อวัตถุประสงค์คือ หาคู่ หรือข่มขู่ศัตรูหรืออำพรางผู้ล่า เช่น กิ้งก่าคามิเลี่ยน นกยูง นกปักษาสวรรค์ หรือแมลงต่างๆ การสื่อสารแบบนี้ เพื่อต้องการเรียกร้องให้ตัวเมียหรือตัวผู้เห็นชัดเจน เป็นรหัสแห่งบัตรเชื้อเชิญมาหา และในขณะเดียวกันก็อาจบอกเป็นรหัสอันตรายต่อผู้ล่าด้วยเช่น สีสันของงู กบพิษ หมึกเปลี่ยนสีเป็นต้น

ในขณะมนุษย์ก็ใช้สีเป็นรหัสบอกความหมายนัย เหมือนกัน เช่น การแต่งตัว เขียนคิ้ว ทาปาก การใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด (ดำ แดง เขียว) นั่นก็เพื่อบอกผู้อื่นว่า ฉันสวย ผมหล่อ เท่ หรืออาศัยอุปกรณ์สิ่งใด สิ่งหนึ่งตบแต่ง (รถ เครื่องประดับ ฯ) เสริมฐานให้เกิดภาพพจน์ว่า ดูดี มีฐานะ มีเกียรติ มีระดับ มีคลาสส์ ทั้งนี้ก็เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนอื่นนั่นเอง นี่คือรากเหง้าที่เราเป็นแต่เดิม แม้ว่าปัจจุบัน อาจกลายเป็นเครื่องหมายคนเมืองที่ต้องแต่งแต้มแซมเสริมตัวเองให้ดูดีและเข้าสังคมได้อย่างมั่นใจ

มองให้ลึกไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์มีฐานมาจากต้องการแสดงออกหรือระบายความในหรือบอกรหัสของตนออกไปให้คนอื่นรู้ เพื่อสะท้อนว่า เรามีดี เรารู้ เราได้ไปเที่ยว เราสามารถทำได้ เราโชคดี ฯ เมื่อทำเช่นนี้ได้ มันเหมือนได้ระบายหรือถ่ายเทความรับรู้ที่เก็บไว้คนเดียวไม่ได้ เหมือนนักปฏิบัติธรรม เมื่อถึงขั้นหนึ่งแล้ว ปากมันจะคัน ใจมันอึดอัดที่จะสื่อสาร ระบาย หรือบอกความจริงที่ตนเองถึงภาวะนั้นๆ ออกมา นั่นคือ การถ่ายเทความเครียดของสมองหรือถ่ายเทความอึดอัดใจให้คนอื่นรับรู้ นี่คือ การสื่อสารเบื้องต้นเมื่อเกิดมารู้โลก

ทีนี้การสื่อสารแบบนี้ อาจเสี่ยงเมื่อผู้สื่อขาดหลักการหรือไม่รู้จริยธรรม หรือไม่มีจรรยาบรรณในการสื่อสารดีพอ โดยเฉพาะเด็กๆ เยาวชน ที่ขาดความรู้การสื่อสารที่ดี เมื่อสังคมมีผู้คนมากขึ้น การสื่อสารส่วนตัวก็มากขึ้น ใครที่สื่อสารได้โดดเด่น ย่อมมีคนกดไลค์ให้ เพื่อให้ชนะหรือเอาชนะคนอื่น หรือทำให้ภาพหรือคลิปตนแปลก พิสดารมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นแข่งขันกันคลิปในที่สุด ที่ไม่น่าเป็นไปได้คือ การเสนอตัวเองด้วยการโพสต์ท่าถ่ายคลิปอวดเนื้อหนัง รูปร่าง หรือทำกิจกรรมส่วนตัว ที่ไม่ควรเผย กลับเสนอทางสื่อกันอย่างเกลื่อนกลาด จนกลายเป็นการแข่งโพสต์ท่า อย่างไร้ยางอาย มันจะมีอะไรที่ลับไปมากกว่านี้อีกไหม??

๒) การเข้ากลุ่มสังคม กลุ่มก้อน เพื่อความอยู่รอด ปลอดภัย เหมือนสัตว์ที่อยู่กันเป็นกองทัพเช่น มด นก หนู ปู ปลา ฯ ในป่า ในน้ำ การอยู่กันเช่นนั้น เป็นการรับประกันว่า ตัวเองจะไม่ถูกเลือกเป็นเหยื่อ หวังว่าจะไม่ใช่เรา จึงอาศัยกลุ่มก้อนใหญ่ เพื่อซ่อนความกลัวนี้ สร้างความมั่นใจให้ตนอยู่อย่างปกติสุข แต่ผลคือ การอยู่ร่วมกันมากเข้า ความกระทบกระทั่ง การแข่งขัน การแย่งชิง อาหารการกินอาจเกิดขึ้นได้ เช่น กลุ่มสังคมของมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่การแก่งแย่ง บ้าอำนาจ กอบโกยทรัพย์สิน ฯ จนเกิดสงคราม โค่นล้มกัน ตายเป็นเบือมาแล้ว มองให้ลึกอีกชั้น การอยู่กันอย่างหนาแน่นนั้น ล้วนสร้างความทุกข์ ความกดดันให้แก่สมาชิกของสังคมอยู่เสมอได้

ดังนั้น ความต้องการของปัจเจกบุคคล จึงกลายเป็นกระแสสังคมได้ เหมือนรุสโซ่กล่าวว่า ความต้องการของมนุษย์มีสองอย่างคือ ๑) ความต้องการแบบส่วนตัว (Individual will) และความต้องการของสังคม (Universal will) ฉะนั้น ความต้องการของผู้คนจึงเหมือนถูกกระตุ้นจากตนเองและคนอื่นอย่างเข้มข้นอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ว่า เสียงความอยาก ความต้องการนั้น จะส่งเสียงดังหรือเด่นหรือไม่ ถ้าไม่เด่น ไม่ดัง ก็รวมพลังกันคัดค้าน ประท้วงผู้นำให้ตอบสนองกลุ่มของตัวเอง


๔. "ผลลบ -บวก" ในโลกนี้มีขั้วของสรรพสิ่งที่ขนานกันอยู่คือ แง่ดี แง่ร้าย เช่น ร่างกายของเรา มีทั้งดีและไม่ดี อาหารมีทั้งคุณและโทษ โลกมีทั้งดีและทั้งร้าย ฯ มันเป็นของคู่กันนี่คือ กฏแห่งหยินและหยาง ที่สร้างความสมดุลให้กันและกัน สัตว์ พืชก็เรียนรู้จากจุดนี้เองมันจึงสามารถปรับตัวให้อยู่รอดบนโลกนี้ได้ สำหรับมนุษย์ ต้องเป็นผู้รู้ทั้งสอง และสามารถเข้าได้ทั้งสองอย่างยืดหยุ่น และสามารถอยู่ได้โดยไม่มีทวิภาวะนี้ก็ได้

การกระทำของเรา ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมมีผลเสมอคือ เราเป็นทั้งส่วนกลางและส่วนขอบของผลกระทบ เช่น หากเราทำอะไรที่ไม่ดีต่อสังคมหรือกลุ่มตน (ครอบครัว) ผลจะเกิดขึ้นกับเราเป็นอันดับแรก (จุดกลาง) จากนั้นก็จะกระทบไปถึงคนอื่น สิ่งนั้นเสมอ เช่น เราขับรถช้า ส่งผลให้รถที่วิ่งตามมาต้องชะลอคันที่สาม ที่สี่ก็ชะลอ จนทำให้รถติดยาว หรือกรณีเกิดอุบัติเหตุ ผลก็เกิดเข้มข้น กล่าวคือ ตัวเราได้รับบาดเจ็บหรืออาจเสียชีวิต รถเราก็พัง เสียหาย ถนน สิ่งก่อสรา้ง สัญญาณ ต้นไม้ บ้านเรือน ฯ อาจเสียหายไปด้วย

ถ้าเป็นกรณีข้างในกาย เราโกรธใครสักคน เราเองนั่นแหละ คือผู้รับผลแห่งการกระทำ หมายถึง เราเองเกิดไม่สบายใจ คับแค้นใจ ทุกข์ใจ เครียด อึดอัดใจ สุขภาพจิตเราก็เสีย เมื่อจิตใจเสีย กระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างการก็เสียสมดุล ทำให้เกิดโรคง่ายขึ้น ผลที่มันจะตกผลึกคือ สะสมกรรมทางอารมณ์ จิตใจไม่ดีไว้ ทำให้มันเกิดเป็นขยะหมักดองความขุ่นเคืองไว้ กลายเป็นคนเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ ฉุนเฉียวง่าย นี่คือ ผลที่มันจะเป็นมรดกทางจิตวิญญาณของตนเองต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลบวก ผลลบ เหล่านี้เป็นบทเรียน เป็นครูอาจารย์ของเราได้ เรารู้เพราะเราโง่ใช่ไหม เรารวยเพราะจนมิใช่หรือ เราสุขเพราะเราเห็นทุกข์ใช่หรือไม่ ไม่มีชีวิตใครไม่ผ่านเรื่องร้ายๆ ปัญหาอุปสรรคมาก่อน เมื่อเราเห็นรอยเท้าแห่งความผิดพลาด ก็จงเอาสิ่งนั้น มาเตือนตน และหาทางแยกแยะให้ออกว่า เราจะเอาทางไม่ดี มาหนุนทางดีอย่างไร เราจะเอาทางไม่ดี มาหนุนทางดีอย่างไร

แต่การยอมรับเช่นว่านี้ ต้องตระหนักเสมอว่า มิใช่ต้องการให้ผิดหรือทำอย่างนั้นอย่างซ้ำซาก เราผิดเพราะเราหลง เพราะเราไม่ศึกษา ไม่มีใครบอก ไม่มีใครลงโทษ ปรับความผิดของเรา เมื่อออกจากคุกย่อมตั้งใจว่า จะไม่เข้าอีก เมื่อชั่วแล้วควรจะหาทางบำบัดตน เพราะนั่นคือ ครูที่ดี สำหรับการตั้งหลักในการตั้งใจตน มิฉะนั้น ความผิดนั้น ก็จะจรมาเรื่อยๆ จนรู้สึกชาชินไปกับมัน และไม่กลัวทำผิดอีก เพราะอยู่คนเดียว เช่น ผู้เล่นเซลฟี่แบบลับๆ จนกลายนิสัยระบายตัวเอง นั่นคือ บำบัดตนหรือความชั่วมันล้นออกมา


๕. "ความรับผิดชอบ" คือ สิ่งที่สังคมผู้ใหญ่หรือกลุ่มผู้ใหญ่ นักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญ ผู้ที่เจริญแล้วย่อมมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ความรับผิดชอบ หมายถึง การสำนึกในการกระทำใดๆ ที่เป็นไปในทางที่ไม่ถูก ไม่เหมาะ แล้วทบทวน คิดพิจารณาตนเอง และรับผิดในสิ่งที่ทำ เพื่อมิให้คนอื่นเขามากล่าวโทษตนเองหรือบีบคั้นตัวเองอีกซ้ำ

ในสังคมเราทุกวันนี้ เมื่อทำผิดก็ยากที่จะยอมรับ ต้องหาหลักฐาน พยานมายืนยันชี้ตัว ตำรวจยุคนี้ลำบากที่จะต้องหาหลักฐาน พยานแวดล้อม บุคคล อื่นๆ มากล่าวอ้าง มากดดันให้รับผิด แต่ดูเหมือนว่า ผู้ต้องหาก็พยายามบ่ายเบี่ยงว่า ไม่ได้ทำผิด ยิ่งใครมีอำนาจ เงินทอง ชื่อเสียง จ้างทนายว่ากล่าว แก้ต่างให้ ก็พ้นคดีได้ การที่ทำเช่นนี้ สังคมทำตามหลักกฏหมายเปิดช่องทางให้ แต่ความผิดทางจิตใจ ที่มันประทับตราไว้ในอกนั้น มิอาจหาทนายที่ใดว่าความให้พ้นกรรมไปได้ มีทางเดียวคือ รับผิดชอบต่อกรรมของตน

การกระทำต่อตัวเองในแง่ต่างๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่า เราจะสื่อสารผ่านทางใด ก็ไม่มีทางหลุดพ้น เพราะผลความผิดนั้น มันเพาะปลูกในใจเราแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งมันได้เพาะเมล็ดแห่งความไม่ไว้ใจหรือไม่เชื่อใจกับคนอื่นไปแล้วด้วย เมื่อเราไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของเรา สังคมก็ต้องด่า สาปแช่งให้มีอันเป็นไป หรือกดดันให้รับผิดชอบ โดยเฉพาะกรณีในทางสังคมยุคใหม่ ที่แฉ และแชร์พฤติกรรมคนที่ทำไม่ดีในสื่อจนต้องออกมาขอโทษเป็นต้น นี่คือ ผลทางจิตวิทยา

สำหรับบุคคลที่ปล่อยคลิป ปล่อยภาพ ข้อความใดๆ ทางสื่อโชเชี่ยล ทำให้บุคคล สังคมหรือกลุ่มใดเสียหาย หรือแม้แต่ปล่อยคลิปของตนเอง ในทางที่ไม่เหมาะสมต่อสาธารณชน สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องถูกประณามให้อับอาย เสียหาย การขาดความรับผิดชอบต่อพฤิตกรรมของตน จะเป็นพื้นฐานที่ทำลายชาติ ธรรมชาติของโลกด้วย เช่น ขับรถไปแล้วโยนถุงขยะลงจากรถทิ้งข้างทาง เป็นเรื่องที่มนุษย์ควรจะสร้างความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม ธรรมชาติและโลก มิฉะนั้น เราเองจะได้รับความผิด จากการกระทำของตนนั้นได้


๖. "ผลลัพธ์มรดกแก่ลูกหลาน " สำหรับผู้ใดที่ทำสื่อ ลงคลิป ที่ไม่เหมาะสม ทั้งภาพ ข้อความ เสียง ฯ เหล่านี้ ย่อมจะส่งผลต่อลูกหลานหรือเป็นพื้นฐานให้เด็ก เยาวชนรุ่นต่อไปอย่าง หมายความว่า มันถ่ายทอดทางพฤิตกรรมการเล่น การแชร์ได้ ความไม่รอบคอบ การขาดสติ ปัญญา ในการบริโภคสื่อ ย่อมส่งผลเสียต่อตนเองและลูกหลานด้วย เมื่อเด็ก เยาวชนรุ่นนี้ ทำตัวเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้ลูกหลานเราทำตามได้ เช่น ถ้าในครอบครัว สื่อสารต่างๆ จะทำให้เด็กซึมซับได้ง่าย

กรุงเทพฯ โพลล์ "ชีวิตประจำวันของเยาวชนในยุคสื่อออนไลน์" เยาวชนเกือบครึ่งยอบรับว่าตนเอง "ติดสื่อออนไลน์" โดย 80.6% ใช้พูดคุย หรือ chat ในประเด็น ๑) ใช้เวลากับสื่อไปกี่ชั่วโมงในแต่ละวันคือ ๓-๔ ชม.คิดเป็นร้อยละ ๓๒.๖ ๒) อุปกรณ์เล่นคือ มือถือ สมาร์ทโฟน ร้อยละ ๖๙.๔ ๓) วัตถุประสงค์การใช้สื่อออนไลน์คือ พูดคุย คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๖ ๔) ประโยชน์การใช้สื่อนี้คือ รับรู้ข่าวสารเร็วกว่าทีวี ร้อยละ๓๒.๗ โพลล์เมื่อ ๑๙ กย. ๕๖ นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ และภาพรวมที่เกิดขึ้นในบ้านเราได้

การที่เราแชร์ กดไลค์กัน คอมเม้นต์กันนั้น เรากำลังถ่ายทอดวิธีการให้ลูกหลาน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ได้สอนในโรงเรียน ลูกหลานเป็นมรดกแห่งจิตวิญญาณของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เมื่อพวกเขาถูกสอนให้เล่นสื่อถือแท็บเล็ตกันตั้งแต่อนุบาล อนาคตพยากรณ์ได้เลยว่า เขาจะเก่งแต่ไม่มีความรอบคอบและอดทน อารมณ์จะเปราะบาง แตกหักง่าย อ่อนไหวง่าย ไม่ได้สิ่งใดจะงอแง ตีโพย ตีพาย จนอาจสร้างบุคคลิกภาพที่แข็งกร้าวได้ ยิ่งลูกหลานที่่เล่นเกม ก็จะได้มรดกพันธุ์ที่ไม่ดี มาใส่สมองของหลานโดยไม่รู้ตัว แพทย์หญิงเกศินี กุมารแพทย์ฯ รพ. เด็กสมิติเวช กล่าวว่า ...ในยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันแทบทุกด้านคือการที่พ่อแม่ปล่อยให้เด็กอยู่กับทีวีหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆโดย ที่ผู้ปกครองไม่ค่อยคุยหรือเล่นกับลูก

การที่เราแสดงให้ลูกหลานดูวันนี้ นั่นคือ การยืนยันความเชื่อและพฤติกรรมให้ลูกเห็นต่อไป โลกพัฒนาขึ้น เทคโนโลยี ย่อมจะพัฒนาก้าวไกลไปกว่านี้อีก แม้ว่าเราจะมองว่า โลกยุคใหม่กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ต้องไปด้วยกัน อย่าลืมว่า เด็กยุคต่อไปจะห่างความรับผิดต่อตนเอง จะขาดศีลธรรม จริยธรรม อย่างสิ้นเชิง ในทางตรงข้าม เด็กจะถือโอกาสแสดงความเสรี และความเป็นตัวเอง ออกมาอย่างสุดโต่งแน่นอน เด็กจะขาดหลักคารวะต่อสถานที่ ครูอาจารย์ ผู้ใหญ่ สังคม และธรรมชาติ


๗. "สำรวจความจริงแท้ -เทียมได้" ทางที่ดีที่จะเอามนุษย์ให้อยู่ในกรอบของสังคมตนคือ ต้องเรียนรู้อย่างเท่าทันสื่อใหม่ๆ เรียนรู้ว่าสิ่งที่ครอบครองนั้น มีคุณ มีโทษอย่างไร เพื่อจะได้ใช้ปัญญา พิจารณาว่า คุณค่าแท้จริงๆ อยู่ส่วนไหน คุณค่าเทียมอยู่ตรงไหน เด็ก เยาวชนไม่รู้ว่า การเล่นเกม การเล่นไลน์ การเล่นเฟส ฯ คุณค่าจริงคือ อะไร เด็กรู้อยู่อย่างเดียวคือ เจอเพื่อนในโลกสื่อใหม่ๆ หรืออาจตื่นเต้นไปสื่อเทคโนโลยี ที่เกิดมาไม่เคยเจอ จึงเล่น จึงเสพกันอย่างหนัก

การที่จะรู้และใช้สื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ผู้ใช้จักต้องมีหลักหรือมีเครื่องมือในการวัดค่าสื่อได้ เครื่องมือที่ว่านี้คือ มองสื่อให้รอบด้าน แยกแยะให้ออกว่า สื่อมุ่งขายหรือเสนออะไร แล้ววิเคราะห์ให้ได้ว่า ดี ไม่ดีอย่างไร จากนั้นก็มาที่จุดยืนของตนว่า เราเอียงไปหาข้อเสนอนั้นแค่ไหน เราเทใจหรือหลงไหล ไหวไปตามมันหรือไม่ คิดในทางตรงกันข้ามกับสังคมหรือพฤติกรรมของตนบ้าง เพื่อหาจุดเปลี่ยนหรือหามิติทางตา ทางสมอง ให้เห็นมุมมอง เห็นเหลี่ยมทัศน์ใหม่ๆ มิใช่เอาแต่เสพอย่างเดียว

กรณีที่เราใช้โทรศัพท์ในแต่ละวัน เราใช้คุ้มค่าหรือไม่ เราพูดเพื่อประโยชน์จริงๆ หรือเพื่อถ่ายเเซลฟี่กันแน่ ความจริงแท้ คือ คุณสมบัติของเครื่องมื่อสื่อสาร มองให้ลึกลงไป คุณสมบัติเหล่านี้ มิได้เกิดขึ้นมาด้วยตัวมันเองจริงๆ แต่มันถูกสร้างด้วยเครือข่าย การจ่ายแล้วสื่อได้ คือ ต้องมีเบอร์ มีผู้ให้บริการก่อน ต้องเสียเงินเป็นรายเดือน รายวัน ตามโปรโมชั่นของค่ายต่างๆ ภาษีการใช้สื่อเหล่านี้ เราต้องจ่ายบำรุงรักษามันตลอด จึงจะเกิดคำว่า ประสิทภาพ ได้ หรือมีคุณสมบัติขึ้นมาได้

ส่วนคุณค่าเทียม ดูเหมือนเรากำลังฮิตคำว่า ไอโฟนรุ่นโน้น รุ่นนี้ กลายเป็นว่า เราบริโภคตามยี่ห้อ ตามค่าย เหมือนซื้อรถ บริษัทที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันดี ย่อมเป็นที่นิยมง่าย ส่วนค่ายที่ไม่นิยม ก็ขายยากหน่อย คุณค่าเทียมนี้คือ รสนิยมของผู้เสพ ผู้ใช้ เพราะมันสะท้อนสถานะด้วย สะท้อนความเป็นตัวตนคนยุคใหม่ คนในเมืองด้วย เนื่องจากว่า มันตอบโจทย์คนมีสไตล์ที่มีสตังค์ยุคใหม่ด้วย จากนั้น พฤติกรรมเทียมก็เริ่มขึ้นในหมู่คณะคือ อวดอ้างสรรพคุณกัน ว่าสวยดี มีลูกเล่นเยอะ ฯ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้สอยเท่าไรเลย



๘. "การละเมิดสิทธ์และความเป็นส่วนตัว" เครื่องมือสื่อสารดังกล่าวมานั้น เป็นเครื่องมือสื่อสารได้แค่ไหน หรือมันเกินคำว่า มืถือไปแล้ว จุดประสงค์เดิมคือ การสื่อสาร ส่งเสียง รับรู้กัน ต่อมาเครื่องมือถือกลายเป็นมินิคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างอยู่ในรูป all in one เช่น มีกล้องคมชัดลึก มีเกมเล่น มีเน็ต มีไลน์ มีบันทึก มีโอนธุรกรรม ช๊อบสินค้า ฯ เมื่อมือถืออยู่ในมือ ประกอบกับมีอิสระในการแสดงออก มีสิทธิในการกระทำใดๆ ก็ได้ในมือถือของตน การคิด การได้ช่องทางนี้ จึงเกิดการคิดแผลงๆ คิดสนุก คิดจับผิดคนอื่น หรือตอบสนองตัวกิเลสของตนด้วยการถ่ายคลิปโป๊ อนาจาร ฯ

ดูเหมือนว่า ผู้คนยุคนี้จะมีกล้องเพื่อถ่ายภาพ เก็บความทรงจำไว้เป็นรูปธรรมคือ ภาพถ่าย จึงกลายเป็นถ่ายสนุกแบบไม่ตั้งใจ เวลาทำกิจกรรมลับๆ ส่วนตัว จากนั้น เมื่อนำโทรศัพท์ไปซ่อม ภาพหรือคลิปเหล่านี้ จึงอาจถูกก๊อบปี้ ออกไปเผยแพร่ทางเน็ตได้ นอกจากนั้น อาจถ่ายคนอื่น โดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม แต่ลักถ่าย แอบถ่าย ฯ กรณีแบบนี้ถือว่า ผิดมารยาทสังคม ดังนั้น คำว่า "เสรีภาพ" กับคำว่า "รับผิดชอบ" ต้องมาขนานกันเสมอ

ผู้ใช้เครื่อมือสื่อสารต่างๆ ในยุคปัจจุบัน จึงต้องระมัดระวังอย่างถี่ถ้วน เพราะเมื่อแต่ละคนมีกล้องในมือที่อิสระแล้ว คลิปดี ไม่ดี ทั้งเหมาะสม ไม่เหมาะสม จะอัดแน่นในเฟสบุ๊ก และยูทุปแน่นอน ในบรรดาคลิปเหล่านี้ เป็นคลิปด่ากัน ท้าทายกัน ตบตีกัน คลิปโป๊ เปลือย อนาจาร เล่นพิเรนก็มาก ยังไม่รวมถึง สไกค์ แคมฟร๊อก ไลน์ ไอจี ทวิตเตอร์ บล๊อค ฯ ที่สื่อกัน จากนั้น มันก็จะแออัดกันที่กูเกิล จนกลายเป็นขยะคลิปต่อไป เวลานั้น ความลับจะมีที่ไหนอีกเล่า

หากเราใช้สื่อ เพื่อการศึกษา เพื่อพัฒนาปัญญา การสรา้งสรรค์สังคมในสิ่งดีงาม โลกสาลกแห่งสื่อก็จะมีแหล่งความรู้ที่เป็นของฟรีที่ใหญ่สุดของโลก เพราะเราช่วยกันผลิตสื่อประเทืองปัญญาไว้ มิใช่แค่เล่นสื่อแบบตื้นๆ คือ ใช้เปิด ปิด พูดได้ เล่นเกม ถ่ายเซลฟีได้ เท่านั้น มันมีศักยภาพเหนือกว่านั้น เพราะเราไม่นำไปใช้ให้เกินคุ้มกับการเสียเงินซื้อ สื่อจึงทื่อด้วน สมองคนใช้จึงทื่อดื้อไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เรามีสื่อในตัวทุกคน เราจะสรา้งสื่อและทำลายสื่อ ใช้สื่ออย่างไรให้เกิดคุณและสร้างสรรค์แก่ตนเองและสังคม สื่อที่ว่านี้คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นี่คือ สื่อหลักของชีวิตจริงๆ เราใช้มันมาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่เคยอับเกรด ไม่เคยตกรุ่น ทันสมัย ใหม่เสมอ และจะอยู่กับเราต่อไป อีกหลายปี ที่สำคัญคือ เนื้อสารหรือข้อมูลสารในสมองของเรา มีสารระบบในการคัดกรองข่าวสารโลกภายนอกให้ดีอยู่แล้ว

อย่าอาศัยสื่อเพียงเพื่อตอบสนองกิเลสข้างในตนอย่างเดียว และอย่าปล่อยให้มันกระตุ้นจนขาดเสรีภาพต่อการควบคุมตนเองอย่างไม่รู้ตัว หาไม่แล้ว เราก็จะทำได้แต่ทำ "อัตตานาจารตัวเอง" อยู่ร่ำไปจนไม่สิ้นสุด

------------------------(๑๔/๑๑/๕๗)-----------------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

Thank you for this expositive article.

It makes me wonder if 'blogging' and 'commenting' are another form of 'selfie' (not in graphic but nevertheless a self expression' without a clear target (some people call this 'sow the wind').

I guess in the final analysis, it is about 'intention' (for good or for bad or for ...). Most selfies are just record of 'one moment' and should not be taken as a 'whole truth' (or habitual behaviour). When we look at rubbish in streets -- do people throw out 'selfies' like that?

:-)

เขียนเมื่อ 

Thanks for your comment, expression and wonder. If any blog or an another form is taken in order to be just personal stage or any benefit, it should be social or public advantage and not afflict others. You're right, whole truth, it is just a moment of our whole life while youths and any adult take it for meeting the demand.

However, all kinds of social media are made for being human, so some who are wise can use them to be worthwhile. My intention is; do we have really a freedom in our mind from this existence, society or this world? Are you yours absolutely? Thanks again, sr -

เขียนเมื่อ 

อ่านแบบสนุก..จุงเบย.เลย.๕.....ว่าแล้วก็..ก้มหน้าจิ้มๆๆๆๆ..จิ้ม..อิอิ

เขียนเมื่อ 

Somehow another point has been forgotten in my comment. Here it is.

Your selfie (?) suggests "a nature of a candle light in stllness and darkness" as local and precarious (by a wind); yet it is a light showing a way.

In contrast my selfie - a manmade object in diffracted lights from a higher source (like a shodow puppet - แผ่นหนังตะลุง); it is an amusement (with emphasis on "muse").

We both, each in our own way, weave stories with 'our personality' strongly. None of us has high 'atta' (ego or id) of ourselves.

An of course ยายธี has also chosen to show the world from her eyes -- rather than to have eyes of world on her (picture). Her (hey you ;-) posts are also 'selfie' of a beautiful kind.