วันที่ 2 พ.ย. 2557

ผู้เขียนตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อเตรียมตัวไปที่พุทธคยา ซึ่งจะเปิดให้เข้าไปสักการะเได้ในเวลา 5.00 น. เมื่อผู้เขียนไปถึงก็ต้องตกใจ เมื่อ

สาธุชนมาต่อแถวรอเข้าไปเยอะมาก เมื่อถึงเวลา ตี 5 เจ้าหน้าที่ก็ให้เข้าไป ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนและคณะก็ได้นำผ้าไหมไปถวายให้กับเจ้าอาวาสวัด เพื่อใช้ปูแท่นวัชรอาสน์ เพื่อความเป็นศิริมงคล ซึ่งก็มีสาธุชนมาถวายทุกๆวันสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ในตอนแรกก็คิดว่านำไปถวายเจ้าอาวาสแล้วท่านก็คงเก็บไว้ปูพระแท่นวันหลัง แต่ในวันนี้เหมือนเป็นบุญมากที่ท่านได้ใช้ผ้าที่นำไปถวายปูพระแท่นให้เลย เราชาวคณะจึงได้ร่วมอนุโมทนาบุญกันเห็นๆ นับว่าเป็นบุญจริงๆ เพราะป้าของผู้เขียนบอกว่าเอามาถวายครั้งไหนก็ไม่เคยได้เห็นท่านเอาไปปูเลย เนื่องจากสาธุชนนำผ้ามาถวายมากมาย จนต้องเรียงลำดับกันไป เมื่อถวายเสร็จ ก็ต่างแยกย้ายกันไปนั่งสมาธิตามที่ต่างๆรอบๆบริเวณพระมหาเจดีย์ เมื่อถึงเวลา 7.00 น. ผู้เขียนก็ไปขึ้นรสบัสเพื่อที่ไกด์จะพาไปเขาดงคสิริ ซึ่งเป็นสถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยาของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งทางที่จะไปเขาคดเคี้ยว และหลุมลึกมาก บรรยากาศสองข้างทางก็มีแต่ลานกว้างๆโล่งๆ  เห็นเด็กๆวัยรุ่นเล่นกีฬาประเภทหนึ่ง คล้ายๆกีฬาเทนนิส คือจะมีการโยนลูกแล้วใช้ไม้ตี ไม่ที่ตีก็เป็นไม้หนาที่เอามาทำเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วมีด้ามจับ ลูกที่ใช้ก็คล้ายลูกเทนนิส แต่ผู้เขียนว่าคงไม่ใช่เพราะเป็นสีคล้ำๆอย่างไรไม่รู้ ผู้เขียนจึงสอบถามไกด์ ได้เรื่องว่า เป็นกีฬาของประเทศอินเดียที่เรียกว่า "คริกเก็ต" เป็นกีฬาที่นิยมเป็นอย่างมากที่ประเทศอินเดีย เพราะสามารถเล่นได้ทุกคน เมื่อผู้เขียนมาถึงลานจอดรถที่อยู่ทางขึ้นเขาดงคสิริ ก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่รวมตัวกันอยู่ แต่เมื่อรถของคณะผู้เขียนจอด และกำลังทยอยกันลงรถเพื่อไปขึ้นเขา กลุ่มที่เห็นก็สลายตัวแล้วแยกย้ายกันเดินตามคนที่มาขึ้นเขาดงคสิริแห่งนี้ แล้วผู้เขียนจะรอดได้อย่างไร กลุ่มคนเหล่านี้คือเหล่าบรรดาขอทาน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือคนแก่  รวมไปถึงบรรดาพ่อค้าทั้งหลายที่มาเสนอให้เช่าไม้ เพื่อใช้ค้ำเดินขึ้นเขา หรือ นั่งกระเช้าที่ใช้คนสองคนแบกขึ้นเขา หลายคนก็ใช้บริการกระเช้า เพราะทางขึ้นเขาระยะทางประมาณ 500 เมตร ซึ่งเป็นทางลาดชันพอสมควร ผู้เขียนเลือกที่จะเดินขึ้นไปโดยไม่ใช้บริการใดๆ เนื่องจากอยากชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ตลอดข้างทางจะมีคนแก่ เด็กนั่งขอทานประปราย แต่ส่วนมากขอทานเด็กจะเดินตามเราขึ้นเขาลงเขามากกว่า พอใกล้ถึงยอดเขา จะมีลิงและสุนัขอยู่มากมายอยู่มากมาย จะมีร้านขายขนมและน้ำอยู่ตรงทางขึ้นไปยังถ้ำดงคสิริ ที่เป็นสถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยา เมื่อขึ้นไปแล้วก็จะเห็นเป็นถ้ำเล็กๆซึ่งสามารถเข้าไปได้ครั้งละ 4-5 คนเท่านั้น ข้างในถ้ำแคบและมืดมาก ในถ้ำจะมีพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์ ปางบำเพ็ญทุกรกิริยา นั่งขัดสมาธิอยู่ โดยผอมจนเห็นแต่ซี่โครง จนมีคำเปรียบเทียบที่ว่า "ลูบท้องยังสะเทือนถึงแผ่นหลัง" (คิดดูว่าจะผอมบางขนาดไหน) เมื่อผู้เขียนกราบสักการะเรียบร้อยแล้ว เดินชมบรรยากาศ แล้วจึงเดินลงเขา เมื่อกำลังจะเดินลงเขาผู้เขียนก็เห็นพระศรีลังการูปหนึ่ง ซื้อขนมจากร้านค้าแล้วนำมาให้ลิงและสุนัขกิน และก็เกิดการแก่งแย่งกันขึ้นจนไม่สามารถลงเขาได้ เนื่องจากทางแคบมาก จนต้องรอให้พระท่านแจกทานเรียบร้อยจึงได้เดินลงไป เป็นเวลากว่า 10 นาที (ที่นั่งดูลิงกับสุนัขแย่งกัน คิดซะว่าดูรายการขำกลิ้งลิงกับหมา) ดูไปดูมาก็เพลินดีเหมือนกัน ระหว่างทางที่เดินลงเขาผู้เขียนได้พบกับสองพี่น้องสุดเซ็กซี่ (เดี๋ยวมีภาพประกอบ) มาเดินตามต้อยๆ เอ่อ รู้ล่ะว่าอยากได้อะไร ใจก็อยากให้นะ แต่กลัวตัวเองตกอยู่ในวงล้อม ผู้เขียนและน้องสาวก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก็ตามมาอีก เดินไปที่ไหนก็ตามอีก ผู้เขียนจึงคุยกับน้องสาวว่าเอายังไงดี ของกินก็ไม่ได้พกมาด้วยเอาไว้บนรถ (กลัวหนักเวลาขึ้นเขา) เงินก็ไม่กล้าให้กลัวโดนคนอื่นๆรุม สงสารก็สงสาร และก็มีพระศรีลังการูปเดิมที่เจอบนเขานั่นแหละ ท่านนำผ้าห่มผืนหนึ่งมอบให้เด็กคนหนึ่งในสองพี่น้อง เด็กดีใจใหญ่กอดผ้าห่มไว้ไม่ยอมปล่อย เห็นแบบนั้นทางผู้เขียนกับน้องสาวก็รื้อกระเป๋ากันใหญ่ แต่ก็ไม่มีอะไร นอกจากกล้องและน้ำขวดเล็กหนึ่งขวด ผู้เขียนจึงมองซ้ายมองขวาแล้วรีบหยิบขวดน้ำให้ แล้วนำผ้าที่พระท่านให้มาพันขวดน้ำไว้ เด็กดีใจ ยิ้มให้ผู้เขียนและน้อง ทำให้ผู้เขียนรู้ว่า ไม่ว่าเราจะให้อะไรสิ่งเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่เขาขาดแคลน ขาดแคลนแม้แต่น้ำและอาหารที่ใช้เป็นสิ่งประทังชีวิต แล้วถ้าวันหนึ่งพวกเขาไม่สามารถหาสิ่งเหล่านี้ได้หล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น? ระหว่างเดินทางกลับผู้เขียนได้สังเกตว่าต้นไม้บางต้นตรงสองข้างทางทำไมมีเหมือนรั้วเหล็กสี่เหลี่ยมล้อมไว้ จึงได้ถามไกด์ ได้รับคำตอบกลับมาว่า ต้นไม้ที่ล้อมรั้วไว้แต่ละต้นเป็นต้นไม้ที่รัฐบาลปลูกไว้ เป็นไม้ยืนต้น เช่นต้นสัก ต้นโมกข์ โดยจะห้ามตัดห้ามทำลาย แต่ไกด์ก็บอกอีกว่าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเพราะต้นไม้ที่เกิดตามธรรมชาตินั้นก็ไม่มีใครคิดจะมาสนใจ มาดูแลมาตัดอยู่แล้ว จะปลูกทำไมอีก ดังนั้นสองข้างทางจึงรกไปด้วยต้นไม้และวัชพืชต่างๆ เรียกง่ายๆว่ารกนั่นเอง และเมื่อขับผ่านหมู่บ้านหนึ่งจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งป้นก้อนดินขนาดพอดีมือ แล้วนำมาแปะไว้เข้างกำแพงบ้าน ไกด์เลยอธิบายว่า เขาจะนำมูลวัวมูลควายมาผสมกับฟางแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนแล้วแปะไว้ข้างกำแพงบ้านเพื่อปล่อยให้แห้ง แล้วนำมาทำเป็นเชื้อเพลิง คล้ายถ่าน หรือไม่ก็นำมูลที่ผสมกับฟางแล้วนำมาเชื่อมต่ออิฐเพื่อสร้างบ้าน ใช้แทนปูนที่เราผสมไว้เชื่อมอิฐสร้างบ้าน และที่ผู้เขียนพบอีกก็คือ จะมีการเลี้ยงแพะไว้มากมาย มีมากกว่าสุนัขเสียอีก นั่นเพราะเขานิยมทานนมแพะกัน ส่วนวัวและควายก็มีเลี้ยงเช่นกัน แต่ไม่เท่ากับแพะที่มีแทบทุกบ้าน หลังจากนั้นผู้เขียนก็ได้ไปเยี่ยมชมวัดที่แต่ละประเทศมาสร้างขึ้นที่นี่ ได้แก่ วัดไทยพุทธคยา ,วัดธิเบต , วัดญี่ปุ่น, วัดเมตตาพุทธาราม ซึ่งวัดนี้กำลังก่อสร้างอยู่เป็นวัดที่คนไทยไปสร้าง คาดว่าคงแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2558 แต่ละวัดก็มีความแตกต่างกันไปในเรื่องสถาปัตยกรรมของประเทศนั้นๆ แต่สิ่งที่มีเหมือนกัน คือความศรัทธาและความเลื่อมใสในศาสนา เมื่อไปเยี่ยมชมทุกวัดแล้วทางผู้เขียนก็ได้กลับโรงแรมเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน แล้วจึงเดินไปซื้อของฝากต่างๆ โดยนัดแนะเวลาไปขึ้นเครื่องที่สนามบินเวลา 15.00 น. ผู้เขียนได้ทำการซื้อของฝากเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงกลับมานั่งรอที่

ร็อบบี้ของทางโรงแรม กว่าจะเข้ามาในโรงแรมได้ก็ทำเอาผู้เขียนเหนื่อยเหมือนกัน เพราะต้องฝ่าดงเด็กๆที่รายล้อมปิดกั้นทางเข้าโรงแรมไว้ เหมือนเขาจะรู้ว่าเรากำลังจะกลับเลยมารอส่งรึเปล่า เปล่าเลย! เขามรอขอเงิน ผู้เขียนจึงนั่งดูเด็กที่มานั่งล้อมวงกันโดยมีเจ้าหน้าที่โรงแรมยืนคุมอยู่ ด้วยไม้ในมือ 1 ท่อน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำร้ายหรอกนะค่ะ เพียงเอาไว้ขู่ให้เด็กๆกลัว จะได้ไม่ทำอะไรที่เกินจำเป็น (แต่ผู้เขียนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเด็กไม่เชื่อฟังแล้ว ไม่ที่ถืออยู่คงได้ใช้แน่นอน น่าสงสารเด็ก) ผู้เขียนเห็นดังนั้นจึงนึกได้ว่าได้ผลไม้และขนมมาจากพระอินเดียที่อยู่ในมหาเจดีย์ตั้งถุงใหญ่ ก็เอามาให้เด็กๆเลยแล้วกัน ผู้เขียนจึงรีบไปหยิบถุงขนมมาแล้วเอาไปให้เจ้าหน้าที่ เพราะไกด์บอกว่า เราไม่ควรเอาให้เอง เพราะเด็กเหล่านี้จะแย่งของกัน บางทีเราอาจโดนรุมก็ได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่แจกให้ เพราะเด็กจะกลัว และไม่กล้าทำอะไรที่รุนแรง ดังนั้นผู้เขียนจึงนำถุงผลไม้และขนมไปให้เจ้าหน้าที่แจกให้ เป็นดังคาด แรกๆลุกขึ้นมาแย่งกัน เพราะต่างกลัวตนเองจะไม่ได้ แต่พอเห็นไม้เท่านั้น ต่างเงียบและนั่งลง และก็ได้กันทั่วหน้า 

ผู้เขียนจึงนั่งคุยกับไกด์ว่า,,,,, 

ผู้เขียน : ที่เด็กเยอะขนาดนี้ เพราะเขาไม่มีการคุมกำเนิดเหรอ ? 

ไกด์ : ไม่มีการคุมกำเนิดหรอก เพราะเขาไม่รู้จักการคุมกำเนิด  

ผู้เขียน : แล้วไม่มีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือได้เหรอ?

ไกด์  :  ถ้าเป็นที่อินเดียไม่มีหรอกเพราะเขาถือชนชั้นวรรณะ มันเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึก จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน คือเราเกิดมาจากวรรณะไหนก็ต้องเป็นแบบนั้นไปตลอดชีวิต ง่ายๆคือคุณเกิดมาเป็นขอทานก็ต้องเป็นขอทานไปตลอดชีวิต แล้วเชื่อหรือไม่ เคยเห็นมากับตาว่ามีบ่อน้ำแห่งหนึ่งเศรษฐีคิดที่จะไปล้างเท้า แต่ก่อนจะล้างเห็นคนวรรณะจัณฑาลวักน้ำมาล้างหน้าเท่านั้นแหละ เศรษฐีเดินหนีไปทันที เพราะเขาเห็นว่าหากลงไปล้างเท้าจะเป็นเสนียดจัญไรในชีวิต  และเคยมีหน่วยงานต่างประเทศจะเข้ามาช่วยในเรื่องความแตกต่างของชนชั้นวรรณะนี้ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจากเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกเกินไปที่จะแก้ไขแล้ว 

ผู้เขียนได้ยินดังนั้นแล้วกลับมาคิดถึงตนเองว่าเราโชคดีขนาดไหนที่เกิดมาแบบนี้ ได้มีความรู้ ได้มีชีวิตที่ไม่ต้องถูกแบ่งด้วยชนชั้นที่โหดร้ายแบบนั้น แล้วผู้เขียนยังคิดอีกว่ามีทางไหนที่จะสามารถช่วยได้ แต่ตอนนี้ก็คงทำได้เพียงถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้ไปพบเจอมาให้ผู้อ่านได้ฟังกัน

เพียงแค่สองวันเท่านั้นที่ผู้เขียนได้มาที่ประเทศอินเดีย เมืองคยา พุทธคยา ซึ่งเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน ทั้งสี่แห่ง เพียงสองวัน

กลับมีเรื่องราวหลายอย่างที่สร้างความประทับใจ ที่สร้างความสงสาร สร้างความสงสัยใคร่รู้ ได้มากมาย แล้วถ้าเป็นอีกหลายๆเมืองหล่ะ ที่มีประวัติศาสตร์มากมาย จะน่าหลงใหลขนาดไหน 

ในเดือนมีนาคม 2558 ผู้เขียนหวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้ไปร่วมงานฉลองวัดเมตตาพุทธารามที่สร้างเสร็จ แล้วต่อด้วยการ

ไปทัวร์สังเวชนียสถาน 4 แห่ง เป็นเวลา 15 วัน 

คือ 1. สถานที่ประสูติ  ที่ลุมพินีวัน

 2. สถานที่ตรัสรู้     ที่พุทธคยา

 3. สถานที่แสดงปฐมเทศนา   ที่สารนาถ

 4. สถานที่ปรินิพพาน  ที่กุสินารา

ท่านผู้อ่านช่วยเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วย และอานิสงค์ผลบุญที่ผู้เขียนได้ไปร่วมในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ สมปรารถนาทุกประการ

ส่วนรูปภาพประกอบผู้เขียนจะนำมาให้ชมกันในตอนหน้านะค่ะ