จิตตปัญญาเวชศึกษา 206: ฉันมี ฉันเป็น ฉันสามารถ


ฉันมี ฉันเป็น ฉันสามารถ

ทุกวันนี้การทำงานเป็นแพทย์ ทำงานร่วมกับพยาบาลและบุคลากรอื่นๆอีกมากมายในการดูแลผู้คน โดยเฉพาะผู้คนที่มาหาด้วยความทุกข์ ดูเหมือนว่างานจะเต็มไปด้วยสีเทาหม่น ความเศร้าหมอง ท้อแท้และหมดหวัง แต่อันที่จริง ถ้าเรานึกดูดีๆ ในบรรดาความสุขร้อยแปดพันประการ สุขแบบหนึ่งนั้นก็คือสุขจากการพ้นทุกข์ บรรเทาทุกข์ มิใช่หรือ ในงานดูแลผู้คนนี้ก็คืองานที่เราใช้ความพยายาม ใช้ความรู้ของเราในการช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ให้บรรเทาทุกข์ จึงเป็นงานที่เกี่ยวข้องทั้งความทุกข์และความสุขในเวลาเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่พวกเราทำงานไปๆ จนอาจจะลืมก็คือ คนทุกคนที่มาหาเราที่โรงพยาบาลนั้น แม้ว่าจะมาเพราะความทุกข์ แต่ทุกๆคนก็เคยมีความสุข หรือแม้กระทั่ง "กำลังมีความสุข" ในมิติอื่นๆ นอกเหนือจากความเจ็บไข้ได้ป่วยทางกายในขณะนั้น ถ้าหากหมอไปหมกมุ่นอยู่แต่พยาธิกำเนิด (pathogenesis) พยาธิสภาพ (pathology) และพยาธิสรีระ (pathophysiology) เพื่อจะค้นหาซึ่งคำวินิจฉัย จะได้จ่ายยา ได้ผ่าตัด ได้รักษาคนไข้ให้สำเร็จ บางทีเราก็จะลืมใช้เครื่องมืออีกชุดหนึ่งไป นั่นคือ สุขภาวะกำเนิด (salutogenesis) สุขภาวะ (health) ได้แก่การที่คนยังสามารถ "เล่า" ได้ว่า "ฉันมี ฉันเป็น ฉันสามารถ"

บ่อยครั้งที่หมอเดินไปหาคนไข้ ชวนคุย ชวนสนทนา ก็มักจะแต่เรื่องโรค เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยของคนไข้ หลายๆเรื่องก็จบดีก็ดีไป แต่หลายๆเรื่องอาจจะลงเอยไปไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย มีพยาธิสภาพ มีทุพพลภาพ

มีแต่เรื่องที่ทำให้คนไข้หยุดมี หยุดเป็น และไม่สามารถ

เบาหวาน ความดันสูง โรคระบบประสาท ความเครียด ฯลฯ เป็นสภาวะทุกข์ที่มีความเรื้อรังในตัวเอง และถ้าเราไปค้นหาดูข้อมูลสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข เราก็จะพบว่ากว่า 80% ของโรคที่กระทบต่อสุขสภาวะของประชาชนในประเทศไทย เป็นโรคเรื้อรัง โรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรม โรคที่กระทบมาจากสิ่งแวดล้อม จากสังคม

ก็จะพบว่าคนไข้บางคน อยากจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา อยากจะพูดเรื่องที่มันไม่หดหู่ อับจนปัญญา แต่พูดเรื่องที่สร้างเสริมพลัง เรื่องที่เขาไม่ได้เป็นผู้รับ แต่เป็นผู้ให้

เรื่องที่ ๑: คุณหมอรู้ไหม?

หมอไปหาคุณลุง เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และแถมมะเร็งเข้าไปอีกชุดหนึ่ง กำลังรับการรักษา จึงได้พูดถึงการวางแผนการรักษา
"คุณลุงทราบไหมครับว่าเป็นโรคอะไรบ้าง?"
"เบาหวาน ความดัน แล้วก็มะเร็ง"
"ลุงทราบไหมครับว่าแต่ละอย่างมันจะทำให้เกิดอะไรบ้าง?"
"ก็เยอะแยะหมอ หมอบอกผมมาตั้งเยอะ เบาหวานต้องกินยา ต้องไม่กินหวาน ความดันต้องไม่กินเค็ม มะเร็งก็ต้องผ่าตัด แล้วฉายแสง เคโมต่อ"
"แล้วยังไงอีกบ้างครับ?"
"บางครั้งมันก็ไม่หาย บางครั้งมันก็จะกลับเป็นใหม่ หรือแย่กว่าเก่าอีก"
"มีคนบอกลุงรึยังครับว่าเรามีแผนจะรักษาคุณลุงอย่างไรกันบ้าง?"
"มีแล้ว เยอะแยะไปหมด..... แต่ลุงอยากจะกลับไปทำงาน"
"อ้อ.. ลุงทำงานอะไรนะครับ?"
"ลุงเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมอรู้ไหมว่าเป็นยังไง?" ลุงถามกลับ
"เอ่อ.. เป็นยังไงครับลุง"
"ก็ดูแลลูกบ้าน ใครมีปัญหาก็ให้ความช่วยเหลือ หรือหาทางช่วยเหลือ หมอรู้ไหมว่าตำแหน่งนี้มาได้ยังไง?"
"มาได้ยังไงครับลุง?"
"ผู้ใหญ่บ้านนี้ ลูกบ้านต้องเป็นคนเลือกตั้งมา หมอรู้ไหมว่าลุงเป็นมากี่ครั้งแล้ว?"
"กี่ครั้งแล้วครับ?"
"ลุงเป็นมาสามสมัยติดต่อกันแล้ว ลูกบ้านเค้าเลือกให้ลุงเป็นมาสามครั้งแล้ว"

ตอนนั้นบทสนทนานำไปสู่การตระหนักว่า สิ่งที่คุณลุงอยากจะคุยนั้น บางทีก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้แกเศร้า ทำให้แกหมดพลัง แต่แกอยากจะชวนเราสนทนาถึงเรื่องอื่นๆ เรื่องที่ลุงเป็นผู้ให้ ผู้ช่วยเหลือคนอื่น ผู้ที่ยังสามารถทำให้คนอื่นมีความสุข

เพราะ "ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความสุข แต่ชีวิตที่ดีที่สุด คือชีวิตที่คนอื่นมีความสุขเพราะเรา"


เรื่องที่ ๒: ผมเป็นนายพัน

หมอ พยาบาลไทยๆชอบนับญาติกับคนไข้ เพื่อความสนิทสนม เป็นกันเอง และดูเหมือนจะเพิ่มความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ไปๆมาๆ ใครมาที่โรงพยาบาลก็จะถูกเรียกไม่ "ลุง" ก็ "ป้า" ไปโดนอัตโนมัติ มีครั้งหนึ่งคนไข้เป็นนายทหาร ป่วยหนักต้องมานอนในเตียงในหออภิบาล (ICU) ต้องใส่ท่อช่วยหายใจทางปาก ต่อเข้าเครื่องช่วยหายใจอยู่นาน จนในที่สุดอาการก็ดีขึ้นมาบ้าง จนหมอสามารถหยุดเครื่องช่วยหายใจและเอาท่อออกได้

คำแรกที่คนไข้พูดกับเราหลังจากเอาท่อออกก็คือ
"หมอครับ....." (เสียงแหบ เพราะพึ่งเอาท่อออก หลังจากใส่มาเกือบเดือน) "หมอทราบไหมครับว่า ผมเป็นนายพัน"
"อ๋อ ทราบครับ คุณลุงเป็นนายพัน" เราก็ตอบไป ไม่ได้คิดอะไร คุณลุงแกก็ไม่ได้ว่าอะไร จนต่อมาอาการคุณลุงแกกลับทรุดหนักลง เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเราต้องมาคุยกันอีกครั้งกับทั้งคุณลุงและภรรยา ถึงความน่าจะเป็นว่าคุณลุงแกอาจจะไม่รอดกลับบ้าน
ลุงแกเงียบไปเมื่อทราบ ภรรยาก็ยืนอยู่ข้างเตียง
"นี่เธอช่วยเตรียมอะไรให้หน่อย" คุณลุงยังรู้สติดี แม้ว่าจะอ่อนเพลียมากก็ตาม หันไปบอกกับภรรยา"
"เตรียมอะไรจ๊ะ?"
"เธอช่วยเอาชุดขาวใหญ่ที่บ้านนะ พร้อมกับเครื่องทุกอย่างที่จัดไว้ในตู้ข้างเตียง เอามาที่นี่ด้วยเถอะจ้ะ" ลุงขอ วันนั้นภรรยาก็กลับบ้านไป และไปจัดข้าวของมาตามที่คุณลุงขอร้อง
วันต่อมา เราไปราวน์ที่ห้องคุณลุงอีกครั้ง ก็เห็นที่ข้างเตียงมีพานทองใบหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ บนพานมีชุดข้าราชการที่เรียกกันว่า "ชุดขาวใหญ่" เป็นชุดที่จะใช้แต่งไปในงานราชพิธี พับอยู่อย่างเรียบร้อย มีเครื่องหมายหลายชิ้นประดับอยู่ ที่วางอยู่บนสุดเหนือชุดนี้คือกระบี่นายทหารสัญญาบัตรเล่มหนึ่ง
"คุณหมอ... " คุณลุงเห็นเราเดินเข้าไป ก็เรียกหา
"คุณหมอทราบไหม ผมรับราชการแถวนี้มานาน ผ่านอะไรมาก็เยอะ"
"หลายๆอย่างในชีวิต มันก็ยากลำบาก ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บปวด จนบางทีก็ท้อ แต่มันก็ผ่านไปได้ทุกทีไป"
"คุณลุงทำได้อย่างไรครับ?" หมอถาม
"ทุกๆครั้งที่เหน็ดเหนื่อย รู้สึกอยากจะเลิก อยากจะไม่ทำแล้ว ลุงจะต้องหากำลังใจ"
"หากำลังใจเหรอครับ? หาจากไหนบ้างครับ?"
"จากทุกอย่างที่ลุงมี ลุงมีภรรยาที่รักลุง มีลูกๆที่ดี" คุณลุงมองไปที่ภรรยา และลูกๆที่เฝ้าอยู่รอบข้าง "แต่เวลาที่ลุงลำบากที่สุด ลุงจะนึกถึงจุดสุดยอดของชีวิตของลุง"
"จุดสุดยอดของชีวิตเหรอครับ?"
"ใช่ เมื่อไรก็ตามที่ลุงทุกข์ที่สุด ลำบากที่สุด ท้อที่สุด ลุงจะนึกถึงจุดสุดยอดของชีวิต นั่นคือเมื่อลุงได้เป็นทหารสัญญาบัตร ลุงจะนึกถึงวันนั้น วันที่ภาคภูมิใจที่สุดของชีวิต คือเมื่อลุงได้รับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์ของในหลวง วันนั้นเป็นวันที่มีความสุขที่สุด ไม่ว่าจะทุกข์เพียงไร จะท้อเพียงไร ลุงจะยังคงบอกตนเองได้เสมอว่า ชีวิตของลุงนั้นสมบูรณ์แล้ว"

ถึงตอนนั้นเองที่เราได้รับบทเรียนที่มีค่ามากที่สุดอีกบทหนึ่ง และทำให้เราเข้าใจอะไรได้อีกหลายเรื่อง
@ การที่คุณลุงอยากให้เราเรียกแกว่า "ผู้พัน" เพื่อที่จะได้ช่วยแกนึกถึงวันที่มีความสุขมากที่สุด
@ ที่เราเรียกคนไข้ว่า "ลุง" ว่า "ป้า" บางทีก็ไม่ใช่คำที่เขาอยากให้เราเรียก
@ การนึกถึงเรื่องราวที่ชีวิตมีความหมาย เป็นการเยียวยาที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด
@ การมีชีวิตที่มีความหมาย เป็นหลักประกันว่าเรามีชีวิตที่สมบูรณ์ และสามารถนำมาใช้เป็นกำลังแม้ในช่วงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ของคุณลุงท่านมีแล้ว แล้วเรามีแล้วรึยัง?

นายแพทย์สกล สิงหะ
เขียนที่หน่วยชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
วันจันทร์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๘ นาที
วันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะเมีย
Lilly Pitanupong

หมายเลขบันทึก: 579614เขียนเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2014 10:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2014 10:56 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (3)

การนึกถึงเรื่องราวที่ชีวิตมีความหมาย เป็นการเยียวยาที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด

...

ครับ, เห็นด้วยกับอาจารย์ฯ อย่างยิ่งครับ
ในกระบวนการเรียนรู้ในเวทีต่างๆ 
การนำแนวคิดนี้เปิดเวที  จึงสำคัญมากๆ
และผมก็ใช้บ่อยๆ

ขอบพระคุณครับ

เมื่อเรา..ค้นพบ..ว่า..มี..คือไม่มี..ล่ะคะ...(แปลว่า.."บ้า"..รึเปล่า..ถ้าคิดเช่นนั้น)...คุณหมอคะ..ช่วยตอบด้วย...

ถ้ามีการค้นพบน่าจะเป็นความสำเร็จมั้ยครับ ส่วนคนจะไม่เข้าใจเรียกว่าบ้า ก็ไม่ใช่ปัญหาของเรา

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี