ความนำ

การพัฒนาสังคมของประเทศไทยได้นำแนวคิดพัฒนามาจากคำว่า “Development” อันเป็นแนวคิดของตะวันตกมาใช้เป็นฐานในการพัฒนา ทำให้การพัฒนามีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน (Complexity) เพราะเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีมากกว่าการพัฒนาด้านจิตใจ ในการพัฒนาด้านจิตใจ พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญได้พัฒนาจิตใจของคนในชุมชน จากคนที่ติดยาเสพติดให้เลิก จากที่เคยติดเหล้าให้เลิกเหล้า จากที่เคยติดการพนันให้เลิกจากการพนัน จากที่เคยลุ่มหลงในไสยศาสตร์ ที่เคยงมงายให้รู้ใช้สติปัญญา จากความเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) ให้มีความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) พระสงฆ์พัฒนาจิตใจของคนในชุมชนให้ขยันหมั่นเพียรในการทำมาหาเลี้ยงชีพ และสอนให้ขยันเก็บออม ประหยัดใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่า ไม่ฟุ่มเฟือย หรูหรา หลงตามค่านิยมที่ผิดๆ และให้รู้จักเลือกคบคน โดยให้เลือกคบกับบัณฑิต ให้หลีกเว้นจากคนพาล และสอนให้วางตนให้เหมาะสมกับภาวะแห่งตน ในสังคมปัจจุบันพระสงฆ์จึงเป็นผู้นำในการพัฒนาสังคมอย่างมาก (พระครูสุนทรธรรมโสภณ, ออนไลน์) พระสงฆ์ในสังคมไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้มีส่วนช่วยพัฒนาภาวะผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรมในองค์กร อาทิเช่น ผู้นำในสถานศึกษาและหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยให้ผู้นำได้ปกครององค์กรให้เกิดความสงบสุข และนำพาองค์กรก้าวสู่ความสำเร็จ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ถ้าผู้นำประพฤติธรรม ผู้ตามก็จะประพฤติธรรมตาม”

คำสำคัญ: การพัฒนาสังคม, ภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมในองค์กรภาครัฐและเอกชน, พระสงฆ์, ความสุขในองค์กรอย่างยั่งยืน

Abstract

Social development of the country has developed the concept of the word “Development”. The concept of the West as a base for development. The development is complicated is focused on the development of spiritual development. In the development of the mind. Buddhist monks play an important role in the mental development of the community. Of the drug to dissolve. From ever give up drinking alcohol. From your gambling addiction and stop gambling. Been enamored of the magic. To ignorant to know wisdom. Of the fault (diehard) to the right (views) clergy in the minds of the community, assiduous in making a living. Diligent saving and teaching. I appreciate you spending a luxury obsessed with the wrong values. and they were discriminating. By dating a graduate. The work space of a bully. And taught to behave according to their own conditions. In today's society, the priest is a leader in the development of a good society. Buddhist monks in Thailand have contributed to the development of moral leadership. Ethics in the organization. Government leaders to help the country achieve peace. If the behavior is wrong. Behavior is justified by the following. Resulted in the sustainable happiness.

Keywords: Social development, moral leadership, Buddhist, monks,sustainable happiness

พระสงฆ์กับความเป็นผู้นำ

ประเพณีและวัฒนธรรมในสังคมไทยเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ตลอด เช่น งานแต่งงานก็ต้องนิมนต์พระสงฆ์มาในงานแต่งด้วย วันเกิดก็ต้องนิมนต์พระมาในงานวันเกิด หรือใส่บาตรทำบุญวันเกิด เจ็บป่วยก็ไปหาพระทำบุญ และบางแห่งพระอาจเป็นหมอกลางบ้าน เป็นเจ้าของตำราหมอยาพื้นบ้าน ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน บทบาทก็มีความชัดเจนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงข้อเสนอ (Suggestion) ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นเพียงแนวคิดของบุคคลหนึ่ง ที่มีความสนใจในงานของพระสงฆ์ ในบทบาทของพระสงฆ์ และพยายามที่จะผลักดันบทบาทของพระสงฆ์ ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และให้สังคมมองเห็นประโยชน์นั้นเด่นชัดมากขึ้น(พระครูสุนทรธรรมโสภณ, ออนไลน์) ผู้นำหรือผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ ชักนำให้ผู้อื่นปฏิบัติตามได้ดั่งใจประสงค์และเกิดความพึงพอใจ ชื่อว่า ผู้มีภาวะนำที่มีจริยธรรม พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงภาวะผู้นำไว้ว่า ผู้นำต้องมีคุณสมบัติทั้งภายในและภายนอกคือ มีวิสัยทัศน์ ชำนาญงานและเป็นผู้มีอัธยาศัยดีเป็นที่วางใจของผู้อื่น มีบุคลิกน่าเชื่อถือ สง่างาม และต้องรู้จักนำหลักธรรมไปบูรณาการใช้อย่างเหมาะสม หลักธรรมเหล่านั้น ได้แก่ หลักอธิปไตย 3 รู้ระบอบการบริหารงานที่เหมาะสมแก่องค์กรและชุมชน, พรหมวิหาร 4 รู้จักใช้พระเดชและพระคุณ, สังคหวัตถุ 4 รู้จักหลักการผูกมิตรไมตรีต่อคนอื่นได้ดี, พละ 5 รู้จักบริหารตนเองอย่างชาญฉลาดและมีความมั่นคงทางสติปัญญาและอารมณ์ (พระครูสังฆรักษ์ณรงค์ฤทธิ์ฐานวโร, 2554) ส่วนทฤษฏีภาวะผู้นำทาง พระพุทธศาสนาและทฤษฎีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล(แพรภัทร ยอดแก้ว, ออนไลน์) หากนำมาบูรณาการอย่างเหมาะสมย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อองค์กรและสังคม และเมื่อจะกล่าวถึงบทบาทของการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีจริยธรรม พระสงฆ์ถือว่ามีบทบาทสำคัญเพราะพระสงฆ์เป็นผู้นำทางด้านจิตใจ

พระสงฆ์ คือใคร

พระสงฆ์ คือ ผู้ซึ่งสละแล้วซึ่งสภาวะความเป็นปัจเจกภาวะ แต่มีชีวิตเพื่อสังฆภาวะ เพื่อชุมชน มีจิตวิญญาณเพื่อชุมชน ต้องมีความรู้สึกที่เป็นชุมชน (Community) เพราะชีวิตต้องมีความเกี่ยวข้อง มีการติดต่อสื่อสาร(Communication) กันตลอดเวลา ยิ่งในสมัยโบราณด้วยแล้ว วัดหรือพระสงฆ์กลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนไปในตัว วัดเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ของชุมชน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็มาประชุมกันที่วัด มาร่วมกิจกรรมทางศาสนา เช่นมาทำบุญใส่บาตรที่วัด ในวันสำคัญทางศาสนา คือวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษาและวันสำคัญอื่น ๆ และวันที่มีการประชุมเรื่องราวที่ทางราชการให้ผู้นำหมู่บ้านอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อได้รับเรื่องราวข่าวสารจากทางราชการมาก็มาประชุมกันที่วัด บทบาทเหล่านั้นยังคงดำรงอยู่หรือไม่ ภาวะผู้นำชุมชนของพระสงฆ์สูญหายไปไหน พระสงฆ์ถูกวางบทบาทให้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ และเป็นที่พึ่งทางใจของบุคคลทั่วไป(พระครูสุนทรธรรมโสภณ, ออนไลน์) และในปัจจุบันบทบาทของพระสงฆ์เริ่มมีความเด่นชัดมากขึ้นเพราะสังคมไทยในปัจจุบันถามหาผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรมเพื่อปกครองชุมชนและองค์กรให้เกิดความสงบสุขเพราะไม่ว่าสังคมหรือองค์กรถ้ามีผู้นำที่ประพฤติธรรม ผู้ตามก็จะประพฤติธรรมตามเรียกว่าเกิดความสุขในองค์กร และในบทความนี้จะกล่าวถึงผู้นำทุกระดับในองค์กรภาครัฐและเอกชน เช่นผู้นำในสถานศึกษา ไม่ใช่ผู้นำทางการเมือง บทบาทภาวะผู้นำของพระสงฆ์ คือรู้จักการใช้หลักอธิปไตย 3 คือ ครองตน ครองคน และครองงาน ใช้ความเมตตา ดังคำว่า โลกจะโสภีเพราะมีเมตตา โลกจะโสภาเพราะเมตตาค้ำจุน ที่สนับสนุนภาวะผู้นำ ในด้านการปกครอง ส่งผลให้เกิดความเสมอภาคในองค์กร, ทำให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา, การใช้หลักความเมตตาในการปกครองส่งผลให้การบริหารคนและงานของคณะสงฆ์มีความสะดวกราบรื่น และความฉลาดในการบริหารอย่างมืออาชีพเพื่อประโยชน์ต่อองค์กรและสังคม

วัตถุประสงค์

1) เพื่อศึกษาบทบาทภาวะผู้นำของพระสงฆ์

2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทภาวะผู้นำของพระสงฆ์ที่มีผลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมในองค์กร

วิธีวิเคราะห์

บทความนี้วิเคราะห์บทบาทภาวะผู้นำของพระสงฆ์ที่มีผลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมในองค์กรภาครัฐและเอกชน ผู้บริหารสถานศึกษา

ความหมายของผู้นำในองค์กร

ผู้นำ คือ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ในบุคคลหลายบุคคลที่มีอำนาจ อิทธิพล หรือความสามารถในการจูงใจคนให้ปฏิบัติตามความคิดเห็นความต้องการ หรือคำสั่งของเขาได้ ผู้นำมีอิทธิพลเหนือการปฏิบัติการหรือพฤติกรรมของคนอื่น (สมชาติ กิจยรรยง, 2555)

ภาวะผู้นำ (leadership)ส่วนสำคัญจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวผู้นำและการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของผู้นำในฐานะเป็นผู้ใช้อิทธิพล (influence)เพื่อเป็นมรรควิธีให้บังเกิดอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้อยู่ใต้อิทธิพล(influence) หรือผู้ตาม (follower) ในสถานการณ์ต่างๆกันผู้นำหรือผู้บริหารในองค์การมีฐานะเป็นผู้ใช้อิทธิพล และ/หรืออำนาจที่จะปฏิบัติให้บังเกิดความร่วมมือ ประสานงานกัน เพื่อให้งานบรรลุวัตถุประสงค์โดยเฉพาะในการบริหารงานนั้น การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานนั้นมีอยู่เป็นอันมากหากใช้อำนาจไปในทางไม่สุจริต และไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้วก็ย่อมนำความเสื่อมเสียมาสู่องค์การได้อย่างง่ายดายสรุปและแบ่งประเภทของผู้นำตามลักษณะที่เป็นในเชิงลักษณะและพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ

พิจารณาจากพฤติกรรมของผู้นำจากการได้มาโดยอำนาจ ซึ่งสามารถแบ่งพฤติกรรมของผู้นำแบบนี้ออกเป็น 3 แบบ (กวี วงศ์พุฒ, 2535) คือ

1.1 ผู้นำแบบใช้พระเดช (legalistic leader) เป็นผู้นำที่ได้อำนาจตามกฎหมายมักใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ทำทุกอย่างที่ตนพอใจ ไม่มีการยืดหยุ่น ยึดกฎระเบียบมาก

1.2 ผู้นำแบบใช้พระคุณ (charismatic leader) เป็นผู้นำที่มิได้ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่เป็นเครื่องมือในการบริหาร แต่จะใช้ศิลปะการเป็นผู้นำ โดยสร้างบารมี และสร้างศรัทธาจากผู้ใต้บังคับบัญชาขึ้นมาเอง ซึ่งจะมีผลผลักดันให้ผู้ปฏิบัติงาน ทำงานด้วยความเต็มใจ การทำงานในองค์การก็จะมีประสิทธิภาพ

1.3 ผู้นำแบบสัญญาลักษณ์หรือแบบพ่อพระ (symbolic leader) เป็นผู้นำที่ลูกน้องยกย่องเคารพนับถือตามตำแหน่งที่ได้รับ และเห็นว่าเป็นแบบอย่างแก่ลูกน้องได้ ผู้นำแบบนี้มักถูกเชิญเป็นประธานในที่ประชุม หรือเป็นสัญลักษณ์ในการเปิด-ปิดงานต่างๆ เป็นต้น เพราะผู้นำในองค์การถือว่าเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนองค์การให้ไปสู่ความเป็นสากลดังนั้นแล้วพระสงฆ์มีความเป็นผู้ด้านจิตวิญญาณและบทบาทด้านการพัฒนาองค์การ

คำว่า องค์การหรือองค์กร(Organization) หมายถึง บุคคลกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวกัน โดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน และดำเนินกิจกรรมบางอย่างร่วมกันอย่างมีขั้นตอนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น โดยมีทั้งองค์การที่แสวงหาผลกำไรคือองค์การที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจองค์การประกอบด้วยสมาชิกหน่วยย่อยๆ อย่างน้อย 2 หน่วยขึ้นไป คือ เอกบุคคล และกลุ่มคนเช่นบริษัทห้างหุ้นส่วนห้างสรรพสินค้าร้านค้าต่างๆ และองค์การที่ไม่แสวงหาผลกำไรคือองค์การที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นหลัก เช่นสมาคมสถาบันมูลนิธิเป็นต้น (สิริอร วิชชาวุธ, 2553)

สังคมปัจจุบันพระสงฆ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เช่น วัด มูลนิธิ องค์กรการกุศล เป็นต้น และพระสงฆ์มีบทบาททางสังคมมากขึ้น อาทิเช่น พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) และพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต (ธรรมะเดลิเวอรี่) มีบทบาทด้านการพัฒนาผู้นำในองค์กรเช่น ผู้บริหารสถาบันการศึกษา เพราะพระสงฆ์ถือว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและมีศิลปะในการครองตน ครองคน ครองงาน คือเป็นผู้มีทั้งปริยัติ และปฏิบัติและในที่นี้จะกล่าวถึง บทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมในองค์กร คือผู้นำในระดับองค์กร เพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงบทบาทของพระสงฆ์ในสังคมปัจจุบัน

บทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาผู้นำในองค์กรภาครัฐและเอกชน

พระสงฆ์ต้องศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนเองเพื่อเป็นแบบอย่างในด้านภาวะผู้นำที่มีจริยธรรม โดยการนำเอาหลักธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในด้านผู้นำตามแนวพุทธ ประยุกต์รวมเข้ากับหลักผู้นำสากลของโลก ด้วยเหตุผลที่ว่าโลกยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์ คือต้องเก่งวิชาชีพ และมีวิชาธรรม ซึ่งมีการผสมผสานด้านวัฒนธรรม,ค่านิยม,ประเพณี อย่างหลากหลาย โดยเริ่มต้นที่ตัวพระสงฆ์เอง และส่งผ่านสู่ผู้นำในองค์กรภาครัฐและเอกชน เช่นผู้นำในสถานศึกษาต่าง ๆ หลักทฤษฎีที่ใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นำ 5 ขั้นตาม ( John C. Maxwell, 2012) มาประยุกต์ดังนี้

 

ผู้นำระดับที่ 1 คือ ผู้นำตามตำแหน่งหน้าที่ (position)ผู้นำในระดับนี้เป็นผู้นำที่มีสิทธิ์และอำนาจตามหน้าที่ตามขอบเขตที่ได้รับมอบหมาย (formal) ลักษณะภาวะผู้นำในระดับนี้คือ ยึดกฎระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย และผังองค์กรต่าง ๆ เพื่อสั่งการและควบคุมคนในองค์กร การทุ่มเทในงานของผู้นำระดับนี้จะทำในขอบเขตหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย หรือเรียกว่าทำงานตามค่าจ้างที่ได้รับ บุคคลในองค์กรจะปฏิบัติตามเพราะเป็นหน้าที่ตามระดับสายการบังคับบัญชา ทำงานให้บรรลุตามที่ได้รับมอบหมาย

ผู้นำในระดับที่ 2 คือ ผู้นำที่ได้รับการยอมรับและบุคคลในองค์กรยินยอมทำตาม (Permission)ในระดับนี้สิ่งที่เป็นกุลแจหลักคือ ต้องมีความรักในตัวผู้คนสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับบุคคลในองค์กรได้เป็นอย่างดี หัวใจของภาวะผู้นำ อยู่ที่การมีอิทธิพล (Influence) ในการผลักดันหรือโน้มน้าวจิตใจคนในองค์กรให้ทำสิ่งต่างๆนั้นเอง ความแตกต่างของผู้นำระดับที่ 2 กับผู้นำระดับที่ 1 คือ บุคคลในองค์กรจะยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งด้วยความสมัครใจ ให้ความเครารพทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ๆได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ดังนั้นผู้นำในระดับที่ 2 นอกจากจะมีบทบาทตามหน้าที่การงานแล้ว ยังเข้าไปมีบทบาทอยู่ในใจของบุคคลในองค์กร เป็นที่รักของบุคคลในองค์กร

ผู้นำในระดับที่ 3 คือ ผู้นำที่สร้างผลงาน (Production) คำจำกัดความที่จะทำให้เข้าใจภาวะผู้นำในระดับนี้ได้ดีที่สุดคือ "ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน"ผู้นำระดับที่ 3 นี้ไต่ขึ้นมาจาก ระดับที่ 1 และ 2 สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ เป็นผู้นำที่มีการสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ให้กับองค์กร ผ่านการพิสูจน์ตนเองด้วยการสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม ขณะอยู่ในตำแหน่งผู้นำในระดับที่ 3 นี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการสะสมประสบการณ์ความสามารถส่วนตัว และ เพิ่มพูนความเป็นที่นิยมชมชอบต่อบุคคลในองค์กรทุกระดับ เพื่อเป็นฐานในการก้าวไปสู่ภาวะผู้นำในระดับ ที่ 4 และ 5

ผู้นำในระดับที่ 4 คือ ผู้นำที่มีทักษะในการพัฒนาคนและสร้างคนได้งานของผู้นำระดับที่4นี้มีความระเอียดอ่อนมากกว่าทุกระดับที่ผ่านมา จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่สูงมาก เพราะการมองคนให้ออกและดึงศักยภาพที่มีอยู่ให้ออกมา เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ใครๆก็ทำได้ ผู้นำในระดับที่ 4 นี้จะต้องมีทักษะในการสร้างค่านิยม สร้างบรรยากาศในการทำงาน และวัฒนธรรมในองค์กรให้เกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น สร้างสิ่งที่เรียกว่า ความศรัทธา ทั้งต่อตนเองและองค์การให้เกิดขึ้นได้ ภาระหน้าที่ของผู้นำระดับที่ 4 นี้ไม่ใช่การสร้างผลงานด้วยมือและอำนาจหน้าที่ของตนเอง แต่คือการให้อำนาจคนในองค์กร สอนงานให้คนในองค์กรสร้างผลงาน

ผู้นำในระดับที่ 5 คือ ผู้นำที่มีบารมี (Charismatic leadership)ในระดับนี้ผู้นำเก่งๆสัก100คนจะมีสัก1คนเท่านั้นที่มีพรสวรรค์สามารถพัฒนาตนเองจนมาถึงระดับนี้ได้ ผู้นำระดับที่ 5 นี้จะมี ลักษณะ น่าเคารพ น่าไว้วางใจ เป็นที่พึ่งพิงทางใจได้ เป็นที่ปรึกษา มีความรัก ความเมตตา ให้คนทุกคนอย่างไม่มีขีดจำกัด ผลงานที่ผู้นำในระดับนี้สร้างขึ้นจะคงอยู่ต่อไปข้ามยุคข้ามสมัย ตัวอย่างเช่นพระพุทธเจ้า, มหาตมะ คานธี,เนลสัน เมนเดลและที่ใกล้ตัวประชาชนชาวไทยมากที่สุดคือ พระมหากษัตริย์ไทย ในทางพระพุทธศาสนา การพัฒนาบารมีจะถึงขึ้นนี้เรียกว่า "พระโพธิสัตว์" หมายถึง บุคคลที่บำเพ็ญบารมีหรือกระทำความดีต่าง ๆเพื่อให้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ต้องอาศัยการสะสมบารมีมานานับชาติไม่ถ้วน

ดังนั้นแล้วพระสงฆ์จึงต้องเป็นผู้มีทั้งองค์ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมเพื่อเป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไปคือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ต้องเป็นผู้มีวิชชาและจรณะและตัวพระสงฆ์ต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคม คือ ต้องทันเหตุการณ์ ทันความต้องการ และทันเทคโนโลยีเพื่อที่จะเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน คือเป็นผู้มีทั้งปริญญาวิชาชีพ และปริญญาวิชาธรรม พร้อมที่จะพัฒนาบุคคลในองค์กรให้มีทักษะ 3 ก.คือ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด ให้ผ่านตามลำดับขั้นดังนี้

แนวทางการพัฒนาตนเองเพื่อให้ผ่านภาวะผู้นำในระดับที่ 1

ตามหลักของค่านิยมในคำอธิบายของข้อนี้คือความกตัญญูกตเวทีทุ่มเทหาทางพัฒนาด้านการเป็นผู้นำ พัฒนาทักษะด้านงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีขึ้น สร้างเป้าหมายของตนเองขึ้นว่า ต้องการไต่ระดับภาวะผู้นำถึงระดับไหน วางแผนงาน กำหนดระยะเวลา และทุ่มเทอย่างจริงจังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสร้างรูปแบบการเป็นผู้นำของตัวเอง เป็นจุดที่ดีที่สุดที่จะสร้างคุณลักษณะให้กับตัวเองสิ่งที่ต้องทำความเข้าในมี 3 เรื่องคือ 1. เราเป็นแบบไหน 2. ค่านิยมเราเป็นอย่างไร 3. เราอยากเป็นผู้นำแบบไหนการพัฒนาผู้นำระดับที่ 1 ให้อยู่ในใจขององค์กร ผู้นำระดับนี้จะประสบความความสำเร็จได้ต้องมี ธรรมะสำหรับผู้บริหารองค์กรข้อหนึ่ง คือนิวาตะ หมายถึง ความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะผู้นำบางประเภทมีอัตตาในตัวเองสูงเพราะคิดว่าตัวเองคือผู้นำแล้วไม่มีใครสามารถแนะนำได้ ผู้นำมี 2 ประเภท คือ 1 ผู้นำที่นั่งอยู่บนหัวคน และ 2 ผู้นำที่นั่งอยู่ในใจคน ผู้นำที่สวมหัวโขนข่มคนอื่นตลอดเวลา จัดว่าเป็นผู้นำที่นั่งอยู่บนหัวคน เน้นเรื่องวิสัยทัศน์ ลดอัตตาตัวตนหรือ อีโก้ของตนเอง จากตำแหน่งหน้าที่ แล้วมุ่งไปที่เป้าหมายอันจะเกิดประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า การสร้างภาพลักษณ์เพื่อการเข้าหาสมาชิกในทีม ไม่ใช่รอให้คนในทีมเข้ามาหา เรียนรู้และทำความรู้จักความสร้างความคุ้นเคย กับทีม ผู้นำต้องวางตัวให้เข้าถึงได้หัดพูดว่า "ผมไม่รู้" แทนที่จะทำตัวเป็นกูรู ทุกๆ เรื่อง เป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครรู้และเก่งไปทุกเรื่องเปิดโอกาสให้ทั้งตนเองและทีมงานได้เสนอความคิดเห็นและสร้างผลงานร่วมกันหาคนมาฝึกสอนภาวะผู้นำ เพราะหากคิดว่ามีภาวะผู้นำดีที่สุดแล้วนั้น เป็นความคิดที่อันตรายมาก ต้องมีที่ปรึกษา และยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้และผู้นำที่มีจริยธรรมต้องรู้เท่า รู้ทัน รู้กัน และรู้แก้ เพื่อจะพัฒนาก้าวสู่ภาวะผู้นำในระดับที่ 2 คือ

แนวทางการพัฒนาตนเองเพื่อให้ผ่านภาวะผู้นำในระดับที่ 2

ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อคนอื่น เพราะเป็นกุญแจสำคัญมากหากรักคนอื่นและยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ดังพุทธพจน์ที่ว่า ผู้ให้ย่อม ย่อมผูกมิตรไว้ได้ หากชื่นชอบบุคคลอื่นจริงๆ ฝ่ายตรงข้ามย่อมสัมผัสได้ เตือนตัวเองเสมอว่าให้ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น มีสำนวนไทยที่ดีมากว่า พรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำคือ"เอาใจเขามาใส่ใจเรา"ทำความรู้จักตนเองให้ดีก่อน ก่อนจะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดีได้นั้น ผู้นำจะต้องมีบุคลิกที่คนอื่นอยากเข้าใกล้ฝึกการใช้องค์ประกอบ 5 ประการเหล่านี้

1. รู้จักตนอง - บุคลิกภาพ สภาพอารมณ์ ความสามารถ ข้อดีข้อเสียของตนเอง

2. เรื่องภาพลักษณ์ของตัวเอง - จัดการปัญหาส่วนตัวได้ คิดถึงตัวเองในด้านบวก

3. ซื่อสัตย์กับตนเอง - มองตนเองตามความเป็นจริง ยอมรับเผชิญความจริงได้แม้จะเจ็บปวด

4. พัฒนาตนเอง - พัฒนาความสามารถด้านการสร้างความสัมพันธ์

5. รับผิดชอบต่อตนเอง - รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง

ผู้นำระดับที่ 2 ควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตนจะทำให้ผู้นำได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป เมื่อได้รับการยอมรับมากเท่าไร เขาก็มีอำนาจเพิ่มเป็นเงาตามตัวมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ผู้นำในองค์กรต้องวางตัวอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนกับแม่น้ำ แม่น้ำยิ่งใหญ่เพราะวางตัวต่ำจึงเป็นที่รองรับสายน้ำซึ่งเป็นแหล่งรวมของน้ำใจอันงดงามตามหลักธรรม คือ สังคหวัตถุ 4 ธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้อื่น (คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรี,2552)

1. ทาน โอบอ้อมอารี

2. ปิยวาจา วจีไพเราะ

3. อัตถจริยา สงเคราะห์ทุกคน

4. สมานัตตา วางตนเสมอต้นเสมอปลาย

และผู้นำที่มีจริยธรรม ต้องอภิบาลคนดี คือให้โอกาสคนดี สนับสนุนคนดีให้ได้มีโอกาสทำงาน ได้บริหาร จะได้นำพาองค์กรก้าวสู่ความสำเร็จเพื่อก้าวไปสู่ผู้นำระดับที่ 3 คือ

แนวทางการพัฒนาตนเองเพื่อให้ผ่านภาวะผู้นำในระดับที่ 3

อยากได้ทีมงานแบบไหนต้องทำตัวแบบนั้น ดังพุทธพจน์ที่ว่า “เมื่อฝูงโคข้ามน้ำ ถ้าโคหัวโจกข้ามไปตรง ลูกฝูงก็จะข้ามไปตรงตาม ถ้าโคหัวโจกข้ามคดไปคดมา ลูกฝูงก็จะข้ามคดไปคดมา เช่นเดียวกับสังคมหรือประเทศชาติ ถ้าผู้นำประพฤติธรรม ผู้ตามก็จะประพฤติธรรมตาม ถ้าผู้นำไม่ประพฤติธรรม ผู้ตามก็ไม่ประพฤติธรรม” ทำความเข้าใจว่า ทีมงานแต่ละคนสร้างผลงานได้ตรงจุดไหนบ้าง ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของภาวะผู้นำระดับที่ 3 ที่สมบูรณ์แบบนั้น คือรู้ว่าจุดไหนที่เพื่อนร่วมทีมจะเพิ่มคุณค่าให้ทีมงานได้มากที่สุด เท่านั้นยังไม่พอต้องรู้ว่าจุดไหนที่คนอื่นๆ ที่เหลือสามารถจะเพิ่มคุณค่าให้ได้บ้างแสดงวิสัยทัศน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาทิศทางของการทำงานสร้างทีมงาน เมื่อทีมรู้วิสัยทัศน์ ก็ต้องเรียนรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของทีม เสริมจุดแข็งและพัฒนาจุดอ่อนให้ดีขึ้นแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยการสร้างกระแสในเชิง บวก สร้างความท้าทายในการทำงานเพื่อนให้คนในทีมดึงเอาศักยภาพออกมา และให้กำลังใจเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค์เป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดสังเกตว่าสมาชิกแสดงออกอย่างไรกับกระแสในทางบวก

- พวกสร้างกระแส (คนที่สร้างผลงานต่าง)

- พวกรับกระแส (คนที่ไปตามกระแส)

- พวกทำลายกระแส (คนที่ก่อปัญหา รวมทั้งทำลายขวัญกำลังใจ) หาทางรับมือ และรักษากระแสทางบวก จนงานสำเร็จลุล่วงเรียงลำดับความสำคัญ และวางแผนงานเพื่อจะทุ่มเทกับเนื้องานที่สร้างผลงานต่อความสำเร็จโดยตรงคิดริเริ่มในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดกระแสในแนวบวกในการสร้างผลงาน และพร้อมรับผิดชอบในความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นด้วยตนเองอย่าละเลยภาวะผู้นำในลำดับที่ 1-2 เพราะมีเรื่องที่ต้องทำมากมายของผู้นำระดับที่ 3 จนอาจบางครั้งผู้นำหลงลืมเรื่องของคนไป เพราะผู้นำที่มีจริยธรรม ต้องพัฒนามวลชล คือพัฒนาคนร่วมงานและองค์กรให้ก้าวหน้า ก้าวไกล ด้วยวิสัยทัศน์ ด้วยวิสัยธรรมเพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นภาวะผู้นำในระดับที่ 4 คือ

แนวทางการพัฒนาตนเองเพื่อให้ผ่านภาวะผู้นำในระดับที่ 4

เต็มใจที่จะพัฒนาตนเองต่อไป ผู้นำในระดับที่ 4 จะมีทีมงานที่มีความสามารถ (Talent)ในการสร้างผลงานเกิดขึ้นแล้วมักจะตกหลุมพรางอย่างหนึ่งที่เรียกว่าหลุมสบาย หากผู้นำติดอยู่ในหลุมนี้ทีมงานและองค์กรจะไม่เติบโตเท่าที่ควร ต่อมาสิ่งที่ต้องใส่ใจคือ การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ผู้นำระดับที่ 4 มักจะเป็นผู้สอนให้ความรู้ประสบการณ์และกำลังใจตามภาวะผู้นำที่ตนมีอยู่ แต่สิ่งแย่ๆที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ การที่ผู้ให้ความรู้ไม่ยอมรับความรู้จากผู้อื่นผู้นำในระดับที่ 4 ต้องมีความพยายามในการพัฒนาผู้คนในทีมงานตามแนวพุทธดังนี้ เก่งคิดตามหลักธรรมคือ หลักพหูสูต สุตะ จินตะ ปุจฉา ลิขิต (คู่มือธรรมศึกษาชั้นตรี,2552)

สุ (ฟัง) : รู้เพราะการฟัง ผู้ที่จะเรียนรู้ได้ดีต้องฟังให้มาก ฟังอย่างตั้งใจ ต่อเนื่อง มีสมาธิ ซึ่งจะต้องควบคู่ไปกับการอ่านมากด้วย

จิ (คิด ) : รู้ได้ด้วยการคิด การจินตนาการ สร้างสรรค์ เมื่อฟังแล้วอ่านแล้ว ต้องนำมาคิด เชื่อมโยงความสัมพันธ์ เปรียบเทียบ เรียกว่าคิดอย่างมีวิจารณญาณ แล้วคัดเลือกได้อย่างเหมาะสม

ปุ (ถาม) : รู้ได้ด้วยการสอบถาม ค้นคว้า การสืบค้นหาความรู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลมากยิ่งขึ้น หรือถูกต้อง หรือหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้

ลิ (เขียน) : รู้ได้ด้วยการเขียน จดบันทึกความรู้ด้วยความเข้าใจจากการฟัง การคิด การถาม

จัดการปัญหาความไม่มั่นใจตนเอง ผู้นำที่กลัวจะถูกผู้อื่นมองในแง่ร้าย หรือกลัวจะมีใครมาแย่งตำแหน่ง ผู้นำจะไม่ยอมพัฒนาคนอื่นๆ ทำให้ไม่พัฒนาสู่ภาวะที่สูงขึ้นได้ สิ่งที่ต้องทำคือปรึกษาคนที่ไว้ใจได้ หรือปรึกษามืออาชีพเลือกพัฒนากลุ่มคนที่เก่งที่สุด ผู้นำต้องเลือกที่จะทุ่มเทเวลา แรงกายแรงใจกับคนที่สามารถสร้างผลงานได้อย่างแท้จริง หากผู้นำวิเคราะห์คนผิดก็จะเสียเวลาให้กับคนที่ไม่เหมาะสมทุ่มเทเวลาไปพัฒนาผู้นำ การพัฒนาคนต้องใช้ระยะเวลา วิธีการก็คือ สร้างระบบให้มีคนมาช่วยเราทำงาน เพื่อจะแบ่งเวลาเป็นพี่เลี้ยงผู้นำคนอื่นได้สร้างกระบวนการพัฒนา เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ตั้งข้อสังเกตว่า “ดวงตาของอาจารย์ทำงานหนักกว่ามือของท่านทั้งสองข้าง” มีความสามารถในการมอง แยกแยะ และวิเคราะห์ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้คนผสมผสานด้านที่อ่อนโยนกับด้านที่หนักแน่น ผู้นำระดับที่ 4 จะต้องจัดการเรื่องงานและเรื่องคนไปพร้อมๆ กันทักษะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ ทำให้คนอื่นเกิดความกระตือรือร้นในการสร้างผลงานและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆต้องเป็นแบบอย่างของผู้นำ พี่เลี้ยงที่ใครๆ ก็เข้าหาได้ง่าย ผู้นำที่มีจริยธรรมควรมองไปที่เป้าหมายเรียกว่า มองข้างหน้าก็มีหวัง มองข้างหลังก็มีสุข เพื่อก้าวสู่ภาวะผู้นำในระดับที่ 5 คือ

แนวทางการพัฒนาตนเองเพื่อให้ผ่านภาวะผู้นำในระดับที่ 5

ลักษณะผู้นำในระดับที่ 5 ความมีความเชี่ยวชาญในการดำเนินชีวิต

-มีความฉลาดในการดำรงชีวิต อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

-ฉลาดในการรักษาสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

-ฉลาดในการบริหารเงิน และบริหารเวลา

-สร้างระบบความเป็นอยู่ของครอบครัว อย่างมีความสุข เพราะผู้นำที่มีจริยธรรมต้องนั่งอยู่ในหัวใจคน ผู้นำที่นั่งอยู่ในใจคนหมายถึงใช้พระคุณในการปกครององค์กร ดังคำที่ท่านบอกว่า สร้างพระเดชมีแต่ขาดทุน สร้างพระคุณมีแต่กำไร เป็นเรื่องที่ผู้นำในยุคปัจจุบันต้องนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลองค์กร ส่วนบทบาทของพระสงฆ์ต้องสร้างและส่งเสริมผู้นำให้มีจริยธรรมดังต่อไปนี้คือ

บทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาผู้นำในองค์กร คือ

เน้นเรื่องที่ตัวเองถนัด นำความเชี่ยวชาญเหล่านั้นมาถ่ายทอดให้ผู้นำที่เราต้องการพัฒนาสร้างกลุ่มบุคคลใกล้ชิดที่คอยช่วยไม่ให้ลืมตัว บุคคลกลุ่มนี้อาจเป็นคนใกล้ตัวที่รักเราแท้จริง อย่างไม่มีเงื่อนไขพร้อมเป็นกระจกสะท้อนความเป็นจริงของเรา กล้าที่จะทักท้วงในสิ่งที่ผิดและไม่สมควรทำเฉพาะงานที่สำคัญ ในองค์กรต้องมีการวิเคราะห์และเลือกแบ่งเวลาให้เหมาะสมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีจริยธรรม ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการสร้างองค์กรระดับ 5 คือสร้างและรักษาบรรยากาศที่ผู้นำในระดับ 1-4 มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาศักยภาพและผลงานตลอดเวลา สร้างโอกาสให้ผู้นำคนอื่น ๆ สามารถไต่ขึ้นในระดับสูงสุดได้ เพราะถ้าไม่เปิดโอกาสในระดับสูงสุดผู้นำระดับ 5 อาจไม่เจอผู้นำในระดับเดียวกันอีกเลยก็เป็นได้สร้างสุดยอดผู้นำ ค้นหาผู้นำที่มีศักยภาพ ใกล้เคียงหรือสูงกว่า และเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงแบบตัวต่อตัววางแผนรับช่วงต่อ ไม่มีใครที่จะอยู่ค้ำฟ้าได้ หากต้องการที่จะให้สิ่งที่สร้างไว้ยังดำรงอยู่ต่อไปต้องคิดเรื่องในข้อนี้และดำเนินการเสียตั้งแต่วันนี้ หากยังไม่พบเจอผู้เหมาะสมให้ลงค้นหาและพัฒนาในทันทีวางแผนมอบสิ่งดีๆ ให้แก่คนรุ่นหลัง มรดกที่มีค่าสูงสุดคือการเป็นแบบอย่างทางจิตวิญญาณ,ทัศนคติที่ดี, ความคิดที่ดี,ความขยันหมั่นเพียร ซึ่งมีค่ามากกว่าตำแหน่งหรือทรัพย์สินใดๆใช้ความสำเร็จในด้านภาวะผู้นำ สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ทิ้งไว้แก่สังคม ดังคำว่า ทำความดีเพื่อตนอยู่แค่สิ้นลม ทำความดีเพื่อสังคมอยู่ตลอดกาลนาน

และสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ เวลาที่จะพัฒนาภาวะผู้นำจากระดับที่ 1 ไปจนถึงระดับที่ 5 คือต้องรู้ถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ของภาวะผู้นำแต่ละระดับเพื่อที่จะพัฒนาไปตามลำดับขั้น ดังนี้

แม้จะก้าวไปในระดับที่สูงขึ้น แต่จะต้องไม่ทิ้งของเดิม การพัฒนาภาวะผู้นำนั้นจะเป็นเหมือนการก้าวขึ้นบันได ซึ่งจะต้องมีฐานเดิมรองรับภาวะผู้นำในตัวจะแสดงกับแต่ละบุคคลแตกต่างกัน สิ่งที่ทำให้เข้าใจได้อย่างชัดเจนคือ ผู้ที่เป็นผู้นำในระดับที่ 4 ในที่ทำงาน แต่บทบาทผู้นำคุณอาจอยู่ใน ระดับที่ 2 กับเพื่อนบ้าน และอาจอยู่ในระดับที่ 1 กับลูก ถ้าไม่มีเวลาให้กับลูกๆ ในกรณีที่มีการย้ายที่ทำงานใหม่ ถึงแม้จะเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือเท่าเดิม การสร้างภาวะผู้นำต้องเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ใหม่ แต่การพัฒนาจะใช้เวลาน้อยลงเนื่องจากมีผลงานและประสบการณ์มาก่อน การไต่ลำดับนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่การร่วงลงมาอาจเกิดขึ้นชั่วพริบตา ซึ่งเรื่องที่ต้องระมัดระวังและมีความละเอียดอ่อนมาก ให้ลองนึกจินตนาการดูหากพัฒนาภาวะผู้นำมาถึงระดับ 3 ในการสร้างผลงานหากเกิดตัดสินใจผิดพลาด สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับองค์กร ความผิดทั้งหมดจะตกมาอยู่ที่ตัวผู้นำทันทีต้องแสดงความรับผิดชอบแต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะภาวะผู้นำในระดับที่ 2 (สายสัมพันธ์)อาจทำให้ไม่โดนไล่ออกและได้รับโอกาสให้แก้ตัวได้ เนื่องจากจะหาคนมาแทนในระดับที่ 3 ขึ้นไปนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะหาหรือสร้างมาได้ง่ายๆนั้นเอง การไต่ระดับของภาวะผู้นำไม่สามารถไต่ขึ้นได้เพียงลำพัง สิ่งที่อธิบาย ประโยคข้างต้นได้ดีที่สุด คือ “ถ้าคิดว่าตนเองเดินนำผู้อื่นแต่กลับไม่มีใครเดินตาม แสดงว่าคุณกำลังเดินเล่นอยู่เท่านั้นเอง” สภาพความเป็นจริงจะเป็นคำตอบที่แท้จริงว่าตอนนี้เป็นผู้นำอยู่ในระดับไหน ดังนั้นสิ่งที่ควรจำคือ “ภาวะผู้นำคือการยอมรับคนอื่นในแบบที่เขาเป็น แล้วพาพวกเขาก้าวเดินไปที่ไหนสักแห่ง” คำกล่าวของ ซี ดับบลิว เพอร์รี่ หัวหน้านิกาย เควกเกอร์ เพราะผู้นำจะต้องมีกายใจ สะอาดไม่กลัวการตรวจสอบ และผู้นำต้องทำตัวให้เหมือนรวงข้าว ยิ่งสูงยิ่งต้องอ่อนน้อม และบทสรุปของพระสงฆ์กับการพัฒนาและภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมในองค์กร

บทสรุปบทบาทของพระสงฆ์กับการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมในองค์กร

พระสงฆ์มีบทบาททางภาวะผู้นำสำหรับการดำเนินชีวิตให้มีความเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาถือได้ว่าเป็นแกนกลางที่ได้ช่วยนำสื่อแสงแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามาช่วยพัฒนาจิตใจของประชาชนให้เป็นคนดีมีศีลธรรมให้คำแนะนำช่วยเหลือในการแก้ปัญหาชีวิตประจำวันเหตุผลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นความสำคัญและความสัมพันธ์ของพระภิกษุสงฆ์ที่มีต่อการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยและการได้ศึกษาประวัติพระสงฆ์ เป็นส่วนหนึ่งทำให้ทราบบทบาทสำคัญที่ท่านได้สร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชนสังคมประเทศชาติและพระพุทธศาสนาเป็นการนำเสนอให้รู้จักธรรมะและพระดีทั้งนี้เป็นการช่วยยกระดับจิตใจให้พุทธบริษัทมีความรู้ตื่น เบิกบานใจเกิดกำลังและแสงสว่างที่จะปฏิบัติตาม ในยุคปัจจุบันสังคมไทยยังขาดผู้นำที่มีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อสร้างความเจริญอย่างมั่นคงถาวรให้แก่ประเทศชาติ จึงควรเริ่มต้นที่จะพัฒนาผู้นำให้เป็นแบบอย่างที่ดีโดยเริ่มจากผู้นำในระดับองค์กร เพื่อสร้างภูมิปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Wisdom for Change) ให้สังคมเกิดความสงบสุขตามหลักของนักปกครอง คือ สังคมที่มีธรรม มีการให้ความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อเสียสละ เป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน ตามหลักการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ในด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรม และเมื่อพระสงฆ์มีบทบาทที่ชัดเจนขึ้นในการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีจริยธรรมในองค์กร คือผู้นำในสถานศึกษา ผู้นำในองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ผู้นำเหล่านี้มีศิลปะในการครองตน ครองคน ครองงาน เพื่อสร้างและเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ปกครองให้เกิดความสุข และประสบความสำเร็จ ดังคำที่ว่า “มองข้างหน้าก็มีหวัง มองข้างหลังก็มีสุข” และการพัฒนาที่ดีจะเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้ ต้องเริ่มที่ตัวเรา ดังปรัชญาการพัฒนาที่ว่า “จะปลูกพื้น ต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาต้องเตรียมการ จะพัฒนาอะไรก็ติด ถ้าไม่คิดพัฒนาตน ดังนั้น พระสงฆ์ต้องพัฒนาภาวะผู้นำทางจริยธรรม ให้เกิดขึ้นกับตนเองก่อน และพระสงฆ์จึงจะนำความรู้และประสบการณ์ที่มีส่งผ่านไปสู่ผู้นำองค์กรในยุคปัจจุบันได้ จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผู้นำที่มีจริยธรรม มีดังนี้คือ

ผู้นำองค์กรที่ดีและมีจริยธรรมควรเป็นแบบอย่างต่อองค์กร ควรถือแนวทางธรรมาธิปไตยคือให้เหตุผลข้อเท็จจริงมาพิจารณาตัดสินเรื่องราวต่างๆและจะต้องหลีกเว้นการนำหลักอัตตาธิปไตยมาใช้บริหารงานเพราะเป็นแนวทางที่เสี่ยงต่อการล้มเหลวขององค์กรและงานนอกจากนั้นยังต้องเว้นจากการใช้เสียงข้างมากโดยไม่ชอบธรรมหรือที่เรียกว่าโลกาธิปไตยต้องมีธรรมะในการครองตนผู้นำที่ดีพึงศึกษาภาวะผู้นำในทางพระพุทธศาสนา และทฤษฎีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในความเป็นผู้นำที่ทันสมัยและรู้ทันโลกอยู่เสมอผู้นำที่ดีและมีจริยธรรมพึงรู้จักบุคคลกลุ่มคนบริษัทองค์กรเพื่อกำหนดสถานการณ์ต่างๆให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ขององค์กรที่ตนบริหารและนำพาองค์กรก้าวสู่ความสำเร็จ

บรรณานุกรม

กวี วงศ์พุฒ. (2535). ภาวะผู้นำ. กรุงเทพมหานคร: เชษฐ์ สตูดิโอ.

พระราชธรรมวาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน). (2549). ลีลาวาทีธรรม. กรุงเทพฯ: ธรรมสภา.

พระครูสังฆรักษ์ณรงค์ฤทธิ์ ฐานวโร (ตะนะวัน). (2554). ศึกษาภาวะผู้นำของพระราชธรรมโสภณ (จำปี จนฺทธมฺโม)

เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ดวิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. (รายงานผลการวิจัย), บัณฑิตวิทยาลัย :

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระครูสุนทรธรรมโสภณ .(ม.ป.ป.). บทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชน ค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2555, จาก

http://www.src.ac.th/web2/jurnal/issu6/role.htm.

แพรภัทร ยอดแก้ว. (2552). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership).ค้นเมื่อ 24 มกราคม 2556,

จาก http://www.gotoknow.org/posts/236686

ศูนย์พระสงฆ์นักเผยแผ่ธรรมเพื่อพัฒนาสังคม (ศพส.)คู่มือธรรมศึกษาตรี. (2552).

กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.

สมชาติ กิจยรรยง. (2555). ศาสตร์และศิลปะของผู้นำ ที่ครองใจทุกคน. กรุงเทพมหานคร: สมาร์ท ไลฟ์.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (2535). วินัยมุข เล่ม 2,

(หลักสูตรนักธรรมชั้นโท). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.

สิริอร วิชชาวุธ.(2553). จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร: คณะศิลปะศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

John C. Maxwell, 2012. (2012/2555) The 5 Levele Of leadership ภาวะผู้นำ 5 ระดับ

(วันดี อภิรักษ์ธนากร, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: เนชั่นบุคส์ . (ต้นฉบับพิมพ์ปี ค.ศ. 2011)